วันพฤหัสบดี 30 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เรียนจบปริญญาตรีด้านเคมีจากสหรัฐอเมริกา จบปริญญาโทและเอกด้านการตลาด แต่ “ครูโต้ง-คเณศวร์  เพิ่มทรัพย์” กลับสนใจที่จะเอาดีด้านการสอนดนตรี

อย่างที่บอกว่าเรียนจบด้านการตลาด ทำให้ครูโต้งมีประสบการณ์การทำงานการวางแผนการทั้งในและต่างประเทศ แถมยังมีรางวัลด้านนี้ทั้งชนะเลิศระดับเอเชีย และรองชนะเลิศระดับโลก แต่เพราะมีความสนใจด้านดนตรีเป็นทุนเดิม อีกทั้งมีประสบการณ์และได้เปิดโลกทัศน์ในต่างประเทศ ทำให้ครูโต้งเห็นว่า การเรียนดนตรี ไม่ใช่แค่เพียงสักแต่ว่าเล่นได้ แต่ต้องปูพื้นฐานมุ่งเน้นให้เด็กเข้าใจ เข้าถึง มากกว่าแค่เพียง “เรียนดนตรีเพื่อให้เล่นดนตรีได้” แต่เรียนแล้ว “ต้องต่อยอดและพัฒนาศักยภาพทางด้านดนตรีด้วยความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองได้สำเร็จ” ครูโต้งจึงได้นำ หลักสูตรทักษะทางดนตรีรอบด้าน (Musicianship Class) ที่พัฒนาการเรียน การสอน แบบเข้าถึงทักษะการใช้ในชีวิตจริง เข้ามาใช้ในเมืองไทยเป็นคนแรก

“เราเชื่อว่าการเรียนดนตรีของเด็ก ๆ มีความคล้ายคลึงกับเรื่องการเรียนภาษา หมายถึงพวกเขาควรได้รับการปูพื้นฐานทุก ๆ ด้านที่นอกเหนือจากทักษะ (Skill) ในการเล่นดนตรีเข้าไปในวัยอันเหมาะสม เพราะการได้ซึมซับทักษะการฟัง การร้อง การออกเสียง (Improvise) ทฤษฎีและประวัติศาสตร์ดนตรี จะมีส่วนสำคัญในการต่อยอดความสามารถทางดนตรีของพวกเขาได้อย่างไร้ขีดจำกัดด้วยพื้นฐานที่มั่นคงและความเข้าใจอันถ่องแท้” 

ปัจจุบันครูโต้งกำลังศึกษาปริญญาโทและเอก ด้านทฤษฎีดนตรี (Music Theory) มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นกรรมการผู้จัดการโรงเรียนดนตรีนิวฟรอนเทียร์
“โดยทั่วไปแล้วการเรียนการสอนดนตรีในบ้านเรามักเน้นเฉพาะทักษะในการเล่นเครื่องดนตรีเท่านั้น คือเป็นเรื่องของทักษะ (Skill) อย่างเดียว เราจึงคิดว่าควรเพิ่มทักษะพื้นฐานด้านอื่น ๆ เข้าไปด้วย เช่น ทักษะการฟัง การออกเสียง (Improvise) เนื่องจากความเข้าใจในพื้นฐานตรงนี้เองที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญให้เด็กคิดต่อด้วยตัวเองได้”

ในต่างประเทศจะเน้นการเรียนดนตรีรอบด้านกันเป็นปกติตั้งแต่ยังเด็ก เหมือนกับการเรียนภาษาที่เราสามารถให้เด็กเรียนรู้ทักษะหลาย ๆ ด้านไปพร้อมกับพัฒนาการตามช่วงวัย ซึ่งนอกจากเด็กจะเข้าใจบทเพลงที่ตนเองเล่นอย่างถ่องแท้ ทำให้สนุกกับการเล่นเพลงมากขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้เขามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดงานเป็น ร่วมเล่นกับคนอื่นได้ และสอดแทรกเรื่องประวัติศาสตร์หรือทฤษฎีดนตรีที่จำเป็น ด้วยวิธีการที่จะทำให้พวกเขารู้สึกสนุกและเข้าใจได้ง่าย

หลักสูตรทักษะทางดนตรีรอบด้าน จะเน้นหลัก ๆ ที่การฟัง การร้อง ทฤษฎีและประวัติศาสตร์ดนตรี แล้วเสริมเรื่องอื่น ๆ เช่น Improvisation หรือการด้นสด โดยให้เรียนควบคู่ไปด้วยกันเป็นวิชาเสริม ที่แยกออกมาจากการเรียนแบบส่วนตัว ครูโต้งบอกว่า ที่จริงเด็กจะมีทักษะทางดนตรีรอบด้านอยู่แล้วเมื่อเริ่มเรียน เมื่อเข้ากลุ่มกับเพื่อน ๆ เพื่อเรียน ร้อง เล่น เต้น ฟัง เหล่านี้เป็นการปูพื้นฐานทักษะดนตรีรอบด้านทั้งหมด แต่เมื่อเด็กโตขึ้นต้องแยกออกมาเรียนเดี่ยว โอกาสการเรียนรู้ตรงนี้ในชั้นเรียนปกติก็ค่อย ๆ ลดลงไป เนื่องจากต้องเน้นเรื่องพื้นฐานที่ใช้ในการเล่นเครื่อง นาน ๆ ทีพอใกล้จะสอบก็ค่อยมาติวกันครั้งหนึ่ง ซึ่งครูโต้งเห็นว่ามันไม่พอ เลยคิดว่าควรจะเรียนเสริมคู่กันไป

ครูโต้งบอกข้อดีของการแยกออกมาจากการเรียนแบบส่วนตัว คือ เด็กจะได้ใช้เวลาเต็มที่กับการเรียนรู้ทักษะรอบด้านโดยตรง ครูก็สามารถวางแผนการสอนที่เหมาะสมสำหรับเด็กได้ เช่น เด็กที่มีปัญหาเรื่องการเปล่งเสียงก็จะมีเวลาฝึกเพิ่มเติมเรื่องการเปล่งเสียงให้ตรงระดับ และได้รับคำแนะนำจากครูที่ตรงจุด ส่วนเรื่องการด้นสดก็เหมือนกัน ในห้องเรียนปกติจะไม่ค่อยได้เรียนเรื่องนี้ เด็กจึงติดอยู่กับการแข่งขันด้านทักษะ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ มีแต่การท่องจำ และเล่นตามที่ครูสอนและตามโน้ตได้เท่านั้น
ส่วนการเสริมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ดนตรีที่บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องยาก แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถสอดแทรกเป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าไปได้ง่ายมาก อย่างประวัติของนักดนตรี ยุคสมัยทางดนตรี หรือความแตกต่างกันของดนตรีแต่ละยุค ซึ่งเราจะเลือกใช้ภาษาที่เด็กเข้าใจได้ง่าย และสนุกสนานกับการเรียนพูดกันแบบง่าย ๆ ก็คือ เด็กที่ผ่านการเรียนทักษะทางดนตรีรอบด้าน จะมีพื้นฐานที่แข็งแรงและเข้าใจถึงโครงสร้างโดยรวมของเพลงทั้งหมด ทำให้เขาสามารถเล่นได้ด้วยวิธีที่หลากหลาย และมีความคิดสร้างสรรค์ทางดนตรีที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่ท่องจำแต่ในตำรา และมีทักษะการเล่นเพลงตามโน้ตเพียงอย่างเดียว

ทักษะทางดนตรีรอบด้าน เป็นการวางรากฐานทางดนตรีอย่างเป็นระบบ และมันคือหัวใจของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่ใช้กันใน
ระดับสากล.

นภาพร พานิชชาติ

napapornp@dailyners.co.th


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 17,898 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น