วันพุธ 23 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

 
วันนี้ (1 ธ.ค.) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แหล่งข่าวจากชุดพนักงานสอบสวนคดีกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ ว่าด้วยการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์(ล้มเจ้า) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมามีหนังสือลงนามโดยพ.ต.อ.ประเวศน์  มูลประมุข  รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะรองหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีล้มเจ้าที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ส่งถึงหัวหน้าชุดปฏิบัติการคดีพิเศษที่ 101/53 ซึ่งมีพนักงานสอบสวนจำนวน 9 ชุด  ที่รับผิดชอบคดีที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันจำนวน 32 คดี ให้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนชุดใหม่ แต่ต่อมาได้มีหนังสือขอเลื่อนการสอบปากคำ ซึ่งเนื้อหาของหนังสือดังกล่าวระบุว่า ต้องการขอสอบปากคำในประเด็นที่พนักงานสอบสวนชุดเก่าได้ทำการสอบสวนคดีรับผิดชอบไปแล้ว  ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวได้สร้างความสงสัยให้กับพนักงานสอบสวนชุดเดิม เพราะโดยปกติหากมีการเปลี่ยนชุดพนักงานสอบสวน ผู้ที่รับผิดชอบต่อจะรับสำนวนไปสืบสวนขยายผลเอง กรณีดังกล่าวถือเป็นการไม่ให้เกียรติพนักงานสอบสวน  ทั้งที่การสอบสวนคดีความผิดเรื่องล้มเจ้าพนักงานสอบสวนชุดเดิมยืนยันว่าให้ความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาโดยไม่มีอคติ และไม่เคยมีการเลือกสอบพยานหลักฐาน
 

ด้านนายธาริต  เพ็งดิษฐ์  อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า  เรื่องดังกล่าวเป็นเพราะพนักงานสอบสวนชุดใหม่มีความเห็นว่าน่าจะสอบสวนความเห็นของพนักงานชุดเดิมเพิ่มเติมเลยได้มีหนังสือแจ้งไปยังหัวหน้าชุดปฏิบัติการชุดเดิม  อย่างไรก็ตาม ตนได้ให้ความเห็นชี้ขาดไปแล้วว่าไม่ให้เรียกพนักงานสอบสวนชุดเดิมมาให้ปากคำ เพราะการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ได้เกี่ยวกับการสอบคดี  ส่วนกรณีที่มีการระบุว่าดีเอสไอจะทบทวนการพิจารณาคดีล้มเจ้าทั้งหมดนั้น  เนื่องจากก่อนหน้านี้ครม.ได้ให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) ที่ให้ยึดหลักการทำคดีที่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงไม่ควรนำเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ยืนยันว่าดีเอสไอไม่ได้ทบทวนการพิจารณาคดีแต่เป็นการทำคดีตามข้อเสนอของคอป.ที่รัฐบาลมีมติให้ความเห็นชอบ
 

ส่วนพ.ต.อ.ประเวศน์ กล่าวว่า การทำหนังสือถึงพนักงานสอบสวนชุดเดิมนั้นเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับการสืบสวนที่ดำเนินไปก่อนหน้านี้   เนื่องจากการสืบสวนคดีที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับการหมิ่นสถาบัน  โดยเฉพาะข้อกล่าวหาตามแผนผังล้มเจ้าของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ที่ก่อนหน้านี้มีเพียงการอ้างถึงการกระทำความผิดในลักษณะเป็นเครือข่ายแต่ผู้ร้องไม่ได้ระบุถึงข้อกล่าวหาว่าบุคคลตามผังล้มเจ้าได้ไปกระทำความผิดในลักษณะใด ที่ใดบ้าง  ทำให้พนักงานสอบสวนที่แบ่งออกเป็น 9 ชุดก่อนหน้านี้ต้องไปสอบสวนข้อเท็จจริง โดยตนต้องการให้รายงานผลการทำงานเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียกเพื่อสอบสวนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน  ซึ่งบื้องต้นพนักงานสอบสวนชุดเดิมยังไม่สามารถชี้ถึงกรณีกระทำความผิดของคนกลุ่มนี้ได้  อย่างไรก็ตาม ภายในช่วงกลางเดือน ธ.ค.นี้จะนัดประชุมร่วมกับอัยการเพื่อกำหนดแนวทางการสืบสวนคดีดังกล่าวต่อไป  ยืนยันว่ายังไม่ได้ยุติการสอบสวนคดีดังกล่าวแน่นอน.
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 26,171 ครั้ง