วันเสาร์ 1 พฤศจิกายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

วันนี้(1 ม.ค.) นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง ความคืนหน้าในการกำหนดโซนนิ่งภาคเกษตรตามนโยบายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่าทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯเดินหน้าเต็มที่ในเรื่องนี้โดยเร่งดำเนินกำหนดโซนนิ่งลงเป็นรายจังหวัดเพื่อให้ได้รายละเอียดที่ชัดเจนในเรื่องข้อมูลพื้นที่การเพาะปลูก สภาพดินที่เหมาะสมกับการปลูกพืช และปริมาณผลผลิตเป็นรายชนิด สามารถนำมาประเมินเป็นรายกลุ่มจังหวัดแบ่งเป็น 7 กลุ่มทั้งประเทศนำเสนอต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการประชุมครม.ครั้งนี้ เมื่อกำหนดโซนนิ่งได้แล้วทำให้การวางเป้าการผลิตในแต่ละปีได้ การเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้ปีละ 2 แสนไร่ รวมทั้งขุดบ่อน้ำในไร่นาเพิ่มปี 56 จำนวน 8 หมื่นบ่อกระจายทุกจังหวัดและมาเชื่อมโยงกับตลาดและภาคอุตสาหกรรม มั่นใจว่าเพิ่มรายได้เกษตรกรเป็น1.8 แสนบาทต่อคนต่อปีจากเดิม 1.3 แสนบาทต่อคนต่อปีโดยนำการจัดโซนนิ่งเพาะปลูกปรับใช้แผนการปลูกพืชผสมผสานหรือการเกษตรทษฎีใหม่ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมองเรื่องการผลิตให้สมดุลทั้งน้ำและดินจะเกิดรายได้ที่ยั่งยืนและมีความมั่นคงในอาชีพ

นายยุคล กล่าวอีกว่าปีหน้านับว่ามีการปรับตัวครั้งใหญ่เป็นปีทองของภาคเกษตร มุ่งสู่การผลิตเพื่อเป็นครัวโลก และปรับตัวรับประชาคมอาเซียน สิ่งสำคัญอย่างยิ่งต้องสร้างเกษตรกรไทยให้เข้มแข็งโดยใช้คำว่า"สมาร์ทฟาร์เมอร์" ทำให้เกิดความรู้นำไปพัฒนาต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นไปด้วยกันกับพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆเข้าไปให้กับเกษตรกรโดยรัฐจะเข้าสนับสนุนการเพิ่มผลิตสินค้าเกษตรหลักของประเทศ 6 ชนิดเช่นข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย ปาล์ม และยาง ให้เกิดการผลิตที่สมดุลกับตลาดทั้งภายในและต่างประเทศเนื่องจากแนวโน้มภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงขึ้น ในอนาคตสินค้าเกษตรทุกตัวตลาดทั่วโลกมีความต้องการมากขึ้นแน่นอน แต่ขณะเดียวกันยังมีปัญหาการปลูกพืชเศรษฐกิจไปรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ มีมากถึง 3.8 ล้านไร่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีมาตรการร่วมกันเพื่อจำกัดให้พื้นที่เหล่านี้ให้ลดลงให้ได้โดยเฉพาะสวนปาลม์ สวนยาง ที่ขยายพื้นที่ปลูกไปกินพื้นที่ป่าจนไปเกิดปัญหาดินโค่นถล่ม ปัญหานี้รัฐบาลทำให้ต้องกำหนดโซนนิ่งการเกษตรอย่างจริงจังเพื่อเรียกคืนผืนป่า ที่ต้องมีความชัดเจนด้วย

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเทคโนโลยีการสื่อสารและสนเทศหรือ ไอซีที ในการร่วมทะเบียนเกษตรกร มาไว้ในบัตรประชาชนสมาร์ทการด์ เป็นใบเดียวกัน จะมีความชัดเจนโปร่งใสในการเข้าโครงการรับจำนำข้าว มันสำประหลัง และข้าวโพด ซึ่งมีเกษตรกรทั้งสิ้น 5.8 ครัวเรือนและตรวจสอบง่ายขึ้นในการช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติไม่เกิดความซ้ำซ้อนหรือรายซื่อตกหล่น

"เมื่อทะเบียนเกษตรกรมาอยู่กับบัตรประชาชนจะสามารถตรวจสอบได้อย่างละเอียดว่าเป็นชาวนา มีที่นากี่ไร่ เป็นนาเช่าหรือเป็นเจ้าของที่นา ทำนาเท่านี้มีรายได้เพียงพอหรือไม่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ทำให้การส่งเสริมอาชีพเพื่อยกระดับรายได้ความเป็นอยู่เกษตรกร จะทำลงลึกได้ถึงระดับครัวเรือน เพราะการพัฒนาอาชีพให้เกษตรกรพ้นจากภาระหนี้สิน เจ้าหน้าที่รัฐต้องลงไปช่วยกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจ ช่วยวางแผนการเพาะปลูกพืชที่ลดต้นทุนแต่มีรายได้เพิ่มขึ้น จะแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรได้สำเร็จ แผนงานทั้งหมดจะเริ่มในปี 56 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนยุคใหม่ของเกษตรกรไทย"นายยุคล กล่าว

 


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 9,436 ครั้ง