วันศุกร์ 25 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กล่าวบรรยายชี้แจงทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนส่วนกลางเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ เนื่องจากประชาชนมีความเข้าใจ และปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ถูกแทรกแซงจากประชาคมโลก สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเสรี สามารถประกอบอาชีพได้ และมีสภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และจะเป็นตัวชี้วัดสถานการณ์ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง


พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบ ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ได้วางยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ตั้งแต่ปี 47-52 เป็นช่วงห้ามเลือด เน้นการสร้างความปลอดภัยเป็นหลัก ระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 53-ปัจจุบัน เป็นการเสริมสร้างความเข็มแข็งให้กับทุกภาคส่วน โดยในช่วงกลางเดือน พ.ค. นี้ จะส่งกำลังตำรวจ 3,400 อัตรา เข้าไปในพื้นที่ และระยะที่ 3 คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในเดือนเม.ย.นี้ หากสถานการณ์ยุติ กำลังทหารจากกองทัพภาคที่ 1-3 จะกลับที่ตั้งและส่งมอบพื้นที่ ขณะที่เราอาจจะพบแสงสว่างในไม่ช้า
 

พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกลุ่มแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบ ประกอบด้วย พ่อค้ายาเสพติด ของเถื่อน และนักการเมืองท้องถิ่น รวมทั้งมีแนวร่วมมุมกลับ เช่น กลุ่มเอ็นจีโอ นักวิชาการ และสื่อมวลชน อาจสร้างประโยชน์ให้กลุ่มผู้ก่อเหตุโดยไม่ต้องลงทุน ทั้งนี้กฎเหล็กของผบ.ทบ.ย้ำทุกครั้งในการปฏิบัติงานว่า ให้บังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ความเป็นธรรม และเรื่องสิทธิมนุษยชน สิ่งไหนละเมิดต้องหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขให้เรื่องนำไปสู่สากล ส่วนกรณีที่มีคนออกมาพูดว่า กองทัพเลี้ยงไข้สถานการณ์ในพื้นที่ เพื่อต้องการงบประมาณนั้น ความจริงงบประมาณกองทัพได้มาน้อยมาก และส่วนใหญนำไปจ่ายเป็นเบี้ยเลี้ยงเสี่ยงภัยให้กำลังพล ส่วนการประชุมขององค์การการประชุมอิสลาม ( โอไอซี) ทางประธานโอไอซี กล่าวชื่นชมไทย ในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดีขึ้น แต่สิ่งที่น่าจับตามองจากนี้คือการเปลี่ยนแปลงเลขาโอไอซีมาเป็นชาวซาอุดิอาระเบียว่า จะมีมุมมองในการแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร คิดว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และกระทรวงการต่างประเทศต้องทำงานหนักให้สมาชิกประเทศสมาชิก โอไอซีทราบ
 

“ส่วนการใช้มาตรา 21 ของพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ขณะนี้มีการประกาศใช้ใน 4 อำเภอ จ.สงขลา และ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ที่ผ่านมาใน จ.สงขลามีอยู่ 20 คนที่เข้ามอบตัว แต่เข้าข่ายตาม ม.21 จำนวน 10 คน โดยมีผู้ผ่านการอบรมแล้ว 2 คน ซึ่งได้ออกไปเปิดร้านคอมพิวเตอร์และร้านตัดผม ม.21 ถือว่าเป็นอาวุธเด็ดของฝ่ายรัฐ เพื่อให้ทุกคนยุติความรุ่นแรง  เพราะมองว่าคกระทำผิดไม่ได้เกิดมาจากกมลสันดาน แต่เกิดจาการบ่มเพาะปลูกฝั่งความเชื่อในทางที่ผิด โดยหลักสูตรผู้ก่อเหตุเข้ารับการอบรมคือหลักสูตรการเปลี่ยนแปลงมีการอบรมประมาณ 6 เดือน และประเมินผล หากผ่านตามเงื่อนไข ศาลจะสั่งระงับความผิดแล้วส่งกลับบ้าน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ถ้ารัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลง คิดว่าจะมีคนทยอยเข้ามามอบตัวมาขึ้น” พ.อ.ปราโมทย์ กล่าว


พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวต่ออีกว่า ส่วนกรณีที่นายกัสตูรี มะห์โกตา อ้างว่าเป็นประธานองค์กรปลดปล่อยสหปัตตานี หรือพูโลออกมาให้สัมภาษณ์ว่ากลุ่มพูโล ยังมีบทบาทเคลื่อนไหวในพื้นที่นั้น กลุ่มพูโล เป็นกลุ่มเก่าที่เคลื่อนไหวในอดีต นายกัสตูรีเป็นคนหนึ่งที่อยู่ขบวนการ แต่ไม่ได้เป็นประธานกลุ่มพูโล และได้พยายามเสนอแนวทางการเจรจามาโดยตลอด ทั้งนี้ทางพล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุแล้วว่า แนวคิดการแบ่งแยกเอกราชปัตตานีของกลุ่มพูโล คงเป็นไปไม่ได้ ส่วนเรื่องการเจรจาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันกองทัพ ได้เจรจามาโดยตลอด เพื่อรับฟังความคิดเห็น โดย ผบ.ทบ. ได้สั่งการไว้ว่าในเรื่องการเจรจาจะต้องมีองค์กรที่แสดงตัวชัดเจน แต่ขณะนี้ยังไม่มีองค์กรใดออกมาแสดงตัว หรือแสดงความรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม ขบวนการการเคลื่อนไหวในภาคใต้ขณะนี้มี 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ กลุ่มพูโล กลุ่มบีอาร์เอ็น และกลุ่มมุดจาฮีดีน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 7,542 ครั้ง