วันศุกร์ 25 กรกฎาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

วันนี้ (26 พ.ค.) นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องประเมินดัชนีความเสี่ยงทางการเมืองประจำเดือนพ.ค. 2556 ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน  17  จังหวัด จำนวน 2,168 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 10 – 25 พ.ค. ซึ่งจากผลสำรวจพบว่าประชาชนร้อยละ 51.9 ติดตามข่าวการเมืองผ่านสื่อมวลชนบ่อยมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 48.1 ระบุไม่บ่อยถึงไม่ได้ติดตามเลย  ทั้งนี้เมื่อประเมินดัชนีความเสี่ยงทางการเมืองประจำเดือนพ.ค. คะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับองค์กรอิสระ มีค่าเฉลี่ยความเสี่ยงทางการเมืองสูงที่สุดคือ 6.51 คะแนน รองลงมาคือ ความขัดแย้งระหว่างมวลชนหนุนกับมวลชนต้านรัฐบาล 5.84 คะแนน อันดับ3ได้แก่ การครอบงำแทรกแซงนโยบายสาธารณะของรัฐบาลโดยชนชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ 5.72 คะแนน อันดับ4ได้แก่ ข่าวลือการทำรัฐประหาร 5.35 คะแนน อันดับที่5 ได้แก่ ข่าวอื้อฉาวพฤติกรรมนักการเมือง ทุจริตคอรัปชั่น เอื้อผลประโยชน์พวกพ้อง 5.29 คะแนน รองลงไปคือ ความไม่เป็นธรรมและการเลือกปฏิบัติทางการเมือง 5.24 คะแนน ภัยรุกรานทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศ 5.18 คะแนน ความไม่มั่นคงของประเทศ 5.13 คะแนน ปัญหาสังคม 5.11 คะแนน การก่อการร้าย 4.67 คะแนน ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ 4.21 คะแนน ภัยพิบัติ 4.20 คะแนน การสื่อสารทางการเมือง 4.18 คะแนน ในขณะที่ความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีและการปกครองแบบประชาธิปไตยอยู่ที่ 3.29 คะแนนและ 2.57 คะแนน


นายนพดล กล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณาคือประชาชนร้อยละ 43.8 ระบุความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 39.4 ระบุเสี่ยงเท่าเดิม และร้อยละ 16.8 ระบุเสี่ยงลดลง อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงการสนับสนุนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พบว่าร้อยละ 52.8 ยังคงสนับสนุนถึงสนับสนุนมากที่สุด ในขณะที่ ร้อยละ 26.8 ระบุเฉยๆ และร้อยละ 20.4 ไม่ค่อยสนับสนุนถึงไม่สนับสนุนเลย เมื่อสอบถามถึงความอดทนของสาธารณชนต่อความน่าเบื่อต่อคุณภาพของนักการเมือง พบว่า ร้อยละ 72.5 ยอมทนได้จนถึงวันเลือกตั้งใหม่ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือร้อยละ 54.7 ระบุนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำ มากกว่าเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ ในขณะที่ร้อยละ 45.3 ระบุเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศมากกว่า.


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 2,655 ครั้ง