วันเสาร์ 1 พฤศจิกายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

วันนี้ (20 มิ.ย.) เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการทำความเข้าใจกับกลุ่มชาวนาที่ไม่พอใจกับการปรับลดราคารับจำนำข้าวลงเหลือ 1.2 หมื่นบาทต่อตันว่า ได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) รวมทั้งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงกับพี่น้องชาวนา ซึ่งมติครม. เมื่อวันที่ 19 มิ.ย ที่รับทราบมติของกขช.นั้น เป็นฤดูของนาปรัง ซึ่งเป็นการทำนาในรอบที่ 2 เนื่องจากรัฐบาลต้องพิจารณาให้เกิดความสมดุล ทั้งในเรื่องราคาที่ต้องให้สอดคล้องกับตลาดโลก และรายได้ของชาวนา รวมทั้งการรักษาวินัยการเงินการคลังด้วย ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่เราต้องรักษาสมดุลนี้ อย่างไรก็ตามถ้าตลาดโลกมีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เราก็ยินดียืดหยุ่นปรับราคาต่างๆให้สะท้อนกับความเป็นจริง เพราะสิ่งที่เราต้องการคืออยากเห็นคุณภาพชีวิตของชาวนาดีขึ้น เราไม่อยากเห็นชาวนาต้องขาดทุนเหมือนในอดีตอีกแล้ว

เมื่อถามว่ากลุ่มชาวนาระบุว่าราคาเหมาะสมที่รับได้อยู่ที่ 1.35 หมื่นบาทต่อตัน จะทบทวนให้ตามที่เรียกร้องหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงจะให้ กขช.รับเรื่องนี้ไปพิจารณา ยืนยันว่าเราต้องให้ความเป็นธรรม และต้องดูความเหมาะสมด้วย โดยนำปัจจัยทั้ง 3 ส่วนมาพิจารณาประกอบกัน ทั้งการรักษาสมดุลเรื่องวินัยการเงินการคลัง การสะท้อนต้นทุนจริงของชาวนาต่อรอบการผลิต ประเภทของพันธุ์ข้าว และคุณภาพข้าว รวมทั้งต้องสะท้อนเรื่องราคาตลาดโลก ดังนั้นก็ต้องรับรายละเอียดทั้งหมดไปให้ กขช.ได้พิจารณา ทุกอย่างเราสามารถพูดคุยกันและยืดหยุ่นไปตามกลไกได้ เมื่อถามว่ารัฐบาลได้สัญญากับประชาชนไว้ตอนหาเสียง แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ ในแง่ของความรับผิดชอบทางการเมืองจะทำอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้ทำเป็นเรื่องเร่งด่วนไปแล้ว 1 ปี และเราก็พยายามทำต่อในปีที่ 2 แต่ในระยะยาวเราต้องการให้มีการปฏิรูปภาคการเกษตร ปรับสมดุลเรื่องเกษตรโซนนิ่งที่ได้เริ่มสำรวจแล้วว่าพื้นที่ไหนเหมาะกับการเพาะปลูกอะไร เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกร อย่างไรก็ตามยืนยันว่านโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าต่อ

เมื่อถามว่าในระหว่างนี้รัฐบาลจะมีมาตรการเสริมอะไรที่เข้าไปช่วยเหลือชาวนาบ้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตร และผู้ว่าราชการจังหวัด เร่งลงไปในพื้นที่ เพื่อพูดคุยกับชาวนา หากพบว่าพื้นที่ไหนได้ผลผลิตไม่เพียงพอหรือคุณภาพไม่ดี ก็มีทางเลือกอื่นให้ เช่น ส่งเสริมให้ปลูกพืชชนิดอื่น โดยเฉพาะพืชพลังงาน อาทิ มันสำปะหลัง หรืออ้อย ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด และยังขาดพื้นที่ในการปลูกอีกมาก ซึ่งเป็นพืชที่สร้างรายได้ไม่น้อย หรืออาจจะได้มากกว่าการปลูกข้าวด้วยซ้ำ
 


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 5,329 ครั้ง