วันจันทร์ 21 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

สถานการณ์ภัยแล้ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555- ปัจจุบัน มี 9 จังหวัด 64 อำเภอ 435 ตำบล ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ สกลนคร อุดรธานี บึงกาฬ หนองคาย หนองบัวลำภู มุกดาหาร อำนาจเจริญ และ จ.มหาสารคาม โดยขณะนี้ได้ประกาศให้พื้นที่บางแห่งเป็นพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ฝนทิ้งช่วง 7 จังหวัด 52 อำเภอ 338 ตำบล ได้แก่ จ.กาฬสินธุ์ สกลนคร อุดรธานี บึงกาฬ หนองคาย หนองบัวลำภู และ จ.มุกดาหาร

ส่วนสภาพน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศ มีปริมาตรน้ำทั้งหมด 51,928 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 74 ของความจุทั้งหมด น้อยกว่าปี 2554 จำนวน 14,301 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ สภาพน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์มากกว่าร้อยละ 80 จำนวน 9 เขื่อน คือ กิ่วคอหมา ลำพระเพลิง ป่าสักชลสิทธิ์ ทับเสลา ศรีนครินทร์ วชิราลงกรณ คลองสียัด หนองปลาไหล และประแสร์ ส่วนสภาพน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์น้อยกว่า หรือเท่ากับร้อยละ 30 จำนวน 1 อ่าง คือ เขื่อนลำปาวภัยแล้ง ถือเป็นปัญหาที่ทำให้รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความวิตกกังวลถึงสถานการณ์ดังกล่าว เพราะประชาชนในประเทศได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีส่วนสำคัญในการดูแลประชาชน แต่ว่ายังมีอีกหนึ่งกรมที่มีส่วนสำคัญในการหาแหล่งน้ำให้กับชาวบ้าน นั่นคือ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม เปิดเผยขณะเดินทางลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.กาฬสินธุ์ สกลนคร และ จ.อุดรธานี ว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้ง ซึ่งมีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2555 ถึงปัจจุบัน มี 9 จังหวัด 54 อำเภอ 371 ตำบล 3,828 หมู่บ้าน ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ อำนาจเจริญ หนองบัวลำภู มุกดาหาร มหาสารคาม สกลนคร อุดรธานี บึงกาฬ และจ.หนองคาย และมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ดังนั้นจึงได้สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องจักรเพื่อช่วยเหลือ และบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้แก่ประชาชน ประกอบด้วย ชุดเจาะบ่อน้ำบาดาล 88 ชุด ชุดเป่าล้างทำความสะอาดบ่อน้ำบาดาล 79 ชุด ชุดซ่อมระบบประปา-เครื่องสูบ 64 ชุด เครื่องสูบน้ำบาดาลสำรอง 612 ชุด ชุดสำรวจธรณีฟิสิกส์ 17 ชุด ชุดปรับปรุงคุณภาพน้ำเคลื่อนที่ 18 ชุด รถบรรทุกน้ำ 110 คัน นอกจากนี้ยังได้เตรียมบ่อน้ำบาดาลที่สามารถใช้บรรเทาปัญหาภัยแล้งไว้ 151,604 บ่อ ระบบประปาบาดาลทั่วประเทศ 34,900 ระบบ จุดจ่ายน้ำถาวร 100 แห่ง ระบบน้ำดื่มสะอาดในโรงเรียนทั่วประเทศ 2,010 ระบบ โดยมีโรงเรียนในโครงการน้ำโรงเรียนที่พร้อมเป็นจุดจ่ายน้ำสะอาดให้ความช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดพิบัติภัย 413 แห่ง

พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งระดมสรรพกำลัง เจ้าหน้าที่ อุปกรณ์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบาย และสั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด โดยนับจากนี้ไปในทุกตำบลและทุกหมู่บ้านจะเจาะน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้แก้ปัญหาให้กับพื้นที่ซึ่งไม่มีระบบชลประทาน เพราะผลการตรวจสอบพบว่าประเทศไทยมีแหล่งน้ำใต้ดินมากกว่า 1 ล้าน ลบ.ม.

ในแต่ละปี แต่มีการนำขึ้นมาใช้เพียง 1 หมื่น ลบ.ม. เท่านั้น ตามแนวทางแก้ไขปัญหาภัยแล้ง จะมีการขุดเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้กับนาข้าวและพืชไร่โดยในปีงบประมาณนี้จะขุดเจาะ 7,000 บ่อ ที่จะเน้นตามโรงเรียนรวมถึงไร่นาของพี่น้องประชาชนซึ่งคาดว่าจะเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ทำให้มีน้ำอุปโภค บริโภค และช่วยเหลือการเกษตรได้ในระยะยาว

ด้าน นายสิทธิพล เสงี่ยม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า จังหวัดมหาสารคามประกาศภัยแล้งไปแล้ว 4 อำเภอ คือ อ.บรบือ ชื่นชม วาปีปทุม และ อ.นาเชือก รวมพื้นที่ประสบภัย 410 หมู่บ้าน 33 ตำบล พื้นที่นาข้าวได้รับความเสียหายรวม 161,438 ไร่ โดยจังหวัดมหาสารคามจะได้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยอย่างเต็มที่ และได้รับแจ้งจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ ที่มีปริมาณน้ำน้อยมาก รองรับได้เพียงการใช้เพื่อการอุปโภค บริโภคเท่านั้น ไม่สามารถส่งน้ำให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชได้ ดังนั้น สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมหาสารคาม จึงขอให้เกษตรกรใน 3 อำเภอ ที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำชีของจังหวัดมหาสารคาม ได้แก่ อ.โกสุมพิสัย อ.เชียงยืน และ อ.กันทรวิชัย ที่ได้รับผลกระทบ ควรงดการปลูกข้าวและเลี้ยงปลากระชังในช่วงหน้าแล้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการเสียหายและสูญเสียทั้งทรัพย์สินและเวลา โดยเฉพาะปริมาณน้ำในลำน้ำชีที่ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจเลี้ยงปลากระชังในลำน้ำชีพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อ.โกสุมพิสัย อ.กันทรวิชัย และ อ.เมือง ทั้งหมดกว่า 500 กระชัง

จากการเกิดภัยแล้งครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเป็นวงกว้าง แม้ว่าขณะนี้หลายหน่วยงานของรัฐจะเร่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือ แต่ก็ยังไม่เพียงพอเนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต และยิ่งประเทศไทย เป็นประเทศที่ทำอาชีพเกษตรกรรมด้วยแล้ว น้ำเป็นส่วนสำคัญในการทำไร่ ทำนา อาจถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องหันมาใช้น้ำอย่างประหยัด ก่อนที่น้ำจะไม่มีให้ใช้ต่อไปในอนาคต.

ศูนย์ข่าวภาคอีสานตอนบน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 17,563 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น