วันอาทิตย์ 23 พฤศจิกายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จากกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยบริษัทกรุงเทพธนาคม หรือเคที ได้ลงนามสัญญาว่าจ้างบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอสซีผูกขาดเดินรถไฟฟ้าล่วงหน้า 30 ปี วงเงินเกือบ 1.9 แสนล้านบาท แหล่งข่าวจากวงการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้ส่อเจตนาไปทางเอื้อให้บีทีเอสซีได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ ในขณะที่เหตุผลชี้แจงโดยเฉพาะเรื่องสาเหตุที่ต้องรีบลงนามในสัญญาว่าจ้างก่อนที่สัญญาสัมปทานเดิมจะหมดหลายปีนั้นฟังไม่ขึ้น แถมทำให้ กทม.เสียประโยชน์อีกต่างหาก เพราะราคาที่ว่าจ้างนี้ กทม.ได้ราคาที่ถูกจริงหรือไม่ และที่สำคัญทำไมต้องรีบเซ็นก่อนหมดอายุสัมปทานถึง 17 ปี ถ้าเซ็นหลังจากนี้จะแพงมากหรือยังไง เพราะแทบไม่เคยเห็นการเซ็นจ้างล่วงหน้าก่อนหมดสัญญาสัมปทานนานขนาดนี้ หาก กทม.รอถึงช่วงใกล้หมดอายุสัมปทานแล้วค่อยทำการเจรจาว่าจ้างบีทีเอสซีมาเดินรถจะทำให้ กทม.มีอำนาจต่อรองสูงกว่า เพราะในช่วงนั้นจะมีโครงข่ายรถไฟฟ้ามากกว่าในปัจจุบันมาก อย่างน้อย ภายใน 4-5 ปีนี้จะมีโครงข่ายรถไฟฟ้าของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สายสีม่วง บางใหญ่–บางซื่อ สายสีน้ำเงิน บางซื่อ-ท่าพระ หัวลำโพง-บางแค หรือสายสีเขียวส่วนต่อขยาย แบริ่ง-สมุทรปราการ หมอชิต-สะพานใหม่ หากรอเจรจาในตอนนั้น กทม. จะมีอำนาจต่อรองสูงกว่าแน่นอนเพราะมีโครงข่ายที่จะมาสนับสนุนโครงข่ายของบีทีเอสซีโดยเฉพาะปริมาณผู้โดยสารที่จะสูงขึ้นมาก ขณะที่บีทีเอสซีจะหมดสัญญาสัมปทานไม่มีงานทำแล้วด้วย

นอกจากนี้แล้ว ยังจะมีบริษัทที่เข้ามาแข่งขันมากขึ้น เพราะจะมีบริษัทที่มีความสามารถเดินรถได้มากกว่าปัจจุบัน เนื่องจากมีโครงข่ายรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งตามหลักการสากลการเปิดการประมูลย่อมเป็นผลดีด้านราคาว่าจ้างแก่ภาครัฐมากกว่าอยู่แล้วเพราะมีการแข่งขันกันด้านราคาและความสามารถอยู่แล้ว ส่วนเหตุผลที่ กทม. อ้างว่าเซ็นจ้างตอนนี้จะเป็นการประกันว่าบีทีเอสซีจะต้องมีการเพิ่มจำนวนรถไฟฟ้าในอนาคตและจะต้องรักษาสภาพรถให้อยู่ในสภาพดีตลอดอายุว่าจ้าง 30 ปีนับจากนี้ หากเซ็นตอนหมดอายุสัมปทานอีก 17 ปี รถไฟฟ้าก็จะอยู่ในสภาพไม่ดีนั้น เท่าที่ทราบมาการลงนามสัญญาสัมปทานที่ผ่านมานั้นเป็นระบบ บีโอที (Build-Operate-Transfer) บีทีเอสซีมีหน้าที่ต้องเพิ่มจำนวนรถตามปริมาณผู้โดยสาร และถึงเวลาหมดอายุสัญญาสัมปทานก็จะต้องส่งมอบตัวรถไฟฟ้าที่อยู่ในสภาพใช้งานได้อยู่แล้ว และที่ผ่านมาตอน กทม.เซ็นว่าจ้างบีทีเอสซีเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเส้นทางตากสิน-วงเวียนใหญ่ กับอ่อนนุช-แบริ่ง ก็ได้ให้เหตุผลของภาระที่จะต้องซื้อรถไฟฟ้าเพิ่มเพื่อมาวิ่งบริการส่วนนี้ จึงบวกค่าซื้อรถไฟฟ้าอยู่ในค่าจ้างเดินรถด้วย เท่ากับเป็นการผลักภาระค่าซื้อรถให้กับ กทม.ไปด้วย ส่วนประเด็นที่ กทม.บอกว่า ป้องกันการที่รัฐบาลกลางจะมาฮุบกิจการรถไฟฟ้าบีทีเอสในอนาคตนั้นก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน เพราะการที่รัฐบาลจะมาฮุบกิจการในช่วงนี้นั้นก็ต้องเจรจาเรื่องราคาหุ้นของบีทีเอสซี ซึ่งหากรัฐบาลให้ผลประโยชน์ไม่ตรงกับความพอใจของบีทีเอสซี ทางบริษัทฯ ก็ย่อมไม่ขายกิจการให้รัฐ รัฐบาลจะไปบังคับภาคเอกชนได้อย่างไร ดูแล้วเรื่องนี้ กทม.มีเจตนาเอื้อประโยชน์ต่อบีทีเอสซี อย่างชัดเจน และยังให้เคทีมีอำนาจลงนามว่าจ้างบริษัทเอกชนมาดำเนินกิจการแทน กทม. ได้ และยิ่งบอกว่าเตรียมการมาแล้วถึง 2 ปี ก็ยิ่งพลอยชี้ให้เห็นว่า มีเจตนาจ้างบีทีเอสซีโดยไม่รอให้มีการเปิดประมูลแข่งขันในอนาคต ซึ่งเรื่องนี้จะสร้างปัญหาให้กับ กทม. ตลอดไปจนถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นต้นสังกัดของผู้ว่าฯ กทม. เพราะมีอย่างที่ไหน กทม.ลงทุนเองในส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า ภาครัฐก็ลงทุนโครงข่ายรถไฟฟ้าอื่น ๆ มาเชื่อมต่อในอนาคตทุกอย่าง โดยที่บีทีเอสซีไม่ลงทุนแล้ว แต่พอมีกำไรถึง 3 แสนล้านบาท บีทีเอสซีรับไปคนเดียวเกือบ 2 แสนล้านบาท มันยุติธรรมหรือไม่” แหล่งข่าวจากวงการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่กล่าว.


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 9,455 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น