วันศุกร์ 31 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ในปีพุทธศักราช 2406 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แห่งราชจักรีวงศ์ พระองค์ท่านทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งเมืองขึ้นใหม่ในพื้นที่เมืองอุบลราชธานีพร้อม ๆ กันถึง 3 เมือง คือ 1. เมืองพิมูลมังษาหาร 2. เมืองตระการพืชผล และ 3. เมืองมหาชนะชัย(ปัจจุบัน-จังหวัดยโสธร) สำหรับการก่อตั้ง “เมืองพิมูลมังษาหาร” ในหัวเมืองลาวตะวันออก สมัยพระพรหมราชวงศา (กุทอง) เจ้าเมืองอุบลราชธานีคนที่ 3 นั้น พระองค์มีภรรยา (หม่อม) อยู่มากถึง 7 คน และมีบุตรธิดารวมกันทั้งหมด 31 คน ต้องการให้บุตรหลานทำราชการแก่บ้านเมือง ในจำนวนนี้มี ท้าวธรรมกิตติกา (จูมมณี) ท้าวโพธิสาร (เสือ) ท้าวสีถาน (สาง) ทั้งสามคนเป็นบุตรที่เกิดจากหม่อมหมาแพง และท้าวขัตติยะ (ผู) น้องชายต่างมารดาของท้าวธรรมกิตติกา ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและกล้าหาญ เพียงพอจะเป็นเจ้าเมือง อุปฮาด (อุปราช) ราชวงศ์ ราชบุตร ได้ จึงปรึกษาคณะกรมการเมืองเพื่อช่วยบุตรหลานและหาช่องทางอันจะเป็นการสนองพระบรมราโชบายอีกด้วย

เมื่อเห็นพ้องต้องกัน จึงได้จัดเรือสามลำพร้อมคนชำนาญร่องน้ำเพื่อหาสถานที่สร้างเมืองใหม่ โดยล่องเรือลงไปทางทิศตะวันออกตามลำแม่น้ำมูล จนถึงบ้านสะพือ (บ้านสะพือท่าค้อ-ในปัจจุบัน) จึงได้จอดแวะและข้ามไปสำรวจภูมิประเทศทางฝั่งขวา เห็นเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมแก่การตั้งเมือง จึงได้ทำการบุกเบิกแผ้วถางป่าตั้งแต่ปากลำห้วยไผ่บริเวณท่ามูลหลง แก่งสะพือ ไปจนถึงห้วยบุ่งโงว เพียงพอที่จะตั้งบ้านเมืองในระยะแรกได้ 50-80 ครอบครัว พร้อมตั้งชื่อว่า “บ้านกว้างลำชะโด” เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างลำห้วยกว้าง (ด้านทิศตะวันออก) และลำห้วยชะโด (ด้านทิศตะวันตก)

ภายหลังการตั้งบ้านกว้างลำชะโดมีราษฎรอพยพเข้ามาอาศัยอยู่เรื่อย ๆ จนกลายเป็นชุมชนที่มีความเจริญหนาแน่นมากขึ้นพร้อมที่จะตั้งเป็นเมืองได้ ในปี พ.ศ. 2406 จึงได้สร้างศาลาว่าการขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำมูลแล้วรายงานไปยังพระพรหมราชวงศา เจ้าเมืองเห็นด้วย พร้อมสั่งให้ท้าวธรรมกิตติกา (จูมมณี) ท้าวสุริยะวงศ์ (อ้ม) ท้าวคำพูล นำใบบอกไปกราบเรียนเจ้าเมืองนครราชสีมา เพื่อนำความกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอตั้งบ้านกว้างลำชะโด เป็น “เมืองพิมูลมังษาหาร” ทั้งสามนายจึงได้นำท้องตราราชสีห์ขึ้นมาจากกรุงเทพมหานครจำนวน 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งถึงเจ้าเมืองนครราชสีมา (เจ้าพระยากำแหงสงครามรามภักดี อภัยพิริยะปรากรมพาหุ-ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์) ใจความว่า กรมการเมืองท้าวเพี้ยนำตัวเลขสักหลังมือ ได้เลขเมืองอุบลราชธานีครั้งนี้ 20,000 คนเศษ เห็นว่าอาณาเขตเมืองอุบลราชธานีกว้างขวาง บุตรและหลานของพระพรหมราชวงศาก็มาก จะเป็นเจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตรรับราชการฉลองพระเดชพระคุณขึ้นกับเมืองอุบลราชธานีได้อยู่ พระพรหมราชวงศาขอรับพระราชทานแต่งตั้ง ท้าวธรรมกิตติกา (จูมมณี) เป็นเจ้าเมือง ท้าวโพธิสาร (สาง) เป็นอุปฮาด ท้าวสีถาน (สาง) เป็นราชวงศ์ ท้าวขัตติยะ (ผู) เป็นราชบุตร ขอตั้งบ้านกว้างลำชะโดเป็นเมืองหนึ่ง จะแบ่งเลขเมืองอุบลราชธานีได้เมืองละ 2,000 คนเศษ มีความในใบบอกหลายประการนั้น ได้นำความกราบบังคมทูลแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระบรมราชโองการตรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม สั่งการให้หัวเมืองลาวตะวันออกโดยมอบหมายให้เจ้าเมืองนครราชสีมากับพระพรหมราชวงศาไปปรึกษากัน จะบอกส่วยเงินขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายนั้นชอบแล้ว และได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระนามสัญญาบัตรตั้ง ท้าวธรรมกิตติกาเป็น “พระบำรุงราษฎร์” เจ้าเมือง ยกบ้านกว้างลำชะโดเป็น “เมืองพิมูลมังษาหาร” และอีกฉบับหนึ่งถึงพระพรหมราชวงศา เจ้าเมืองอุบลราชธานี เป็นท้องตราตั้งเมืองพิมูลมังษาหาร สารตรามา ณ วันอาทิตย์ แรม 11 ค่ำ เดือนอ้าย จุลศักราช 1225 ปีกุน พุทธศักราช 2406 (6 ธันวาคม 2406)

อย่างไรก็ตามก่อนที่ท้องตราตั้งเมืองและเจ้าเมืองพิมูลมังษาหารจะเดินทางมาถึงเมืองอุบลราชธานีเพียงอาทิตย์เดียวนั้น พระพรหมราชวงศา(กุทอง) ก็ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา ในวันอาทิตย์แรม 4 ค่ำ จุลศักราช 1225 ปีกุน ครั้นจัดการงานพิธีพระราชทานเพลิงศพเสร็จแล้ว พระอุปฮาดโท ราชวงค์โหง่นคำ ราชบุตรสุ้ย พร้อมด้วยข้าหลวงที่เจ้าพระยานครราชสีมาแต่งตั้ง ได้อัญเชิญท้องตราตั้งพระราชสีห์ออกไปจัดตั้งเมืองพิมูลมังษาหาร มอบให้พระบำรุงราษฎร์ (จูมมณี) เป็นเจ้าเมือง ท้าวโพธิสาราช (เสือ) เป็นอุปฮาด ท้าวสีถาน (สาง) เป็นราชวงศ์ และท้าวขัตติยะ (ผู) เป็นราชบุตร หลังคณะอาญาสี่ชุดแรกได้ปกครองบ้านเมืองอยู่ได้นาน 25 ปีก็ได้แต่งตั้งคณะอาญาสี่ชุดที่สอง ประกอบด้วย พระบำรุงราษฎร์ (ผู) เป็นเจ้าเมือง ท้าวลอด เป็นอุปฮาด ท้าวมิน เป็นราชวงศ์ และท้าวเขียวเป็นราชบุตร

ช่วงระยะเวลา 150 ปีนั้น เมืองพิมูลมังษาหารได้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ อาทิ ในปี พ.ศ. 2455 ลดฐานะเมืองลงเป็นอำเภอโดยขึ้นตรงกับจังหวัดอุบลราชธานี การเปลี่ยนนามเมือง จากพิมูลมังษาหาร เป็น พิบูลมังสาหาร (ซึ่งมีความหมายว่า อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารประเภทเนื้อ) รวมทั้งการยุบเมืองวารินทร์ชำราบ (อำเภอศรีเมืองใหม่-ในปัจจุบัน) มาขึ้นกับพิบูลมังสาหารและเมืองบูรพาอุบลแยกตำบลโนนกลาง (เมืองโดมประดิษฐ์)และตำบลไร่ใต้ สังกัดอำเภอเดชอุดม เมืองขุขันธ์มาขึ้นตรงต่อพิบูลมังสาหาร ยุบเมืองสุวรรณวารีลงเป็นตำบลสุวรรณวารี

ตั้งกิ่งอำเภอด่านปากมูล (อำเภอโขงเจียมในปัจจุบัน) การแยกตำบลตาลสุม ตำบลสำโรงและตำบลจิกเทิงตั้งขึ้นเป็น “กิ่งอำเภอตาลสุม” การแยกตำบลคันไร่ ตำบลฝางคำ ตำบลนิคมลำโดมน้อย ตำบลช่องเม็กและตำบลโนนก่อตั้งขึ้นเป็น “อำเภอสิรินธร” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ในวาระทรงมีพระชนมพรรษา  36 พรรษา

แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมานานถึง 150 ปี (วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2556) แต่ “พิบูลมังสาหาร” ในวันนี้ยังคงความโดดเด่นในฐานะเป็นเมืองศูนย์กลางของแหล่งท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชายแดน.

อร่าม สมสวย


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 4,977 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น