วันพุธ 30 กรกฎาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่สนับสนุนทุนอุดหนุนให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทำการวิจัยเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อการเรียนรู้ การศึกษา คัดเลือก แก้ไข และการปรับปรุงผลงาน สู่การใช้ประโยชน์ และนำผลงานที่วิจัยไปเผยแพร่ช่วยเหลือผู้อื่น การทำโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่อง “การเพาะเลี้ยงปลาหนังลูกผสมเนื้อขาว “ปลาบึกสยาม” และ “ปลานิล” เพื่อเพิ่มมูลค่าการตลาดสำหรับเกษตรกร” รวมทั้งการจัดทำโครงการเผยแพร่ผลงานวิจัยผ่านสื่อมวลชนสัญจร ปี 2555 ครั้งที่ 2 ในเรื่อง “ปลาบึกสยามเพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืน” ณ จรัลฟาร์ม และสหกรณ์ประมงพาน อ.พาน จ.เชียงราย

ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า งานในครั้งนี้ได้ร่วมกับ คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ รวมทั้งนักวิชาการ และสหกรณ์ประมงพาน ระดมกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาใน อ.พาน จ.เชียงราย เข้าร่วมงานมากกว่า 100 คน และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา วันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา ทางโครงการจัดให้มีพิธีปล่อยปลาบึกสยาม รวมทั้งการแจกพันธุ์ปลาให้เกษตรกรนำไปเลี้ยง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลา และเผยแพร่ต่อไป รวมทั้งการจัดแสดงอาหารแปรรูปจากปลาบึกสยาม ปลาสวาย ฯลฯ เป็นการค้าเชิงพาณิชย์ เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้แก่ผลงานวิจัยด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการ วช. ได้รับแจ้งว่าพื้นที่ อ.พาน เป็นแหล่งเลี้ยงปลาขนาดใหญ่และมีปลาคุณภาพ รวมทั้งกลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง โดยรวมตัวกันเป็นสหกรณ์และประสานกับภาคธุรกิจได้อย่างลงตัว จึงได้เข้าไปศึกษา และพบว่าอาชีพเลี้ยงปลาของกลุ่มเกษตรกรมีอนาคต แต่ยังมีปัญหาอุปสรรคบางประการ เช่น ราคา ตลาดในอนาคต ฯลฯ ดังนั้น จึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แนะนำการเพาะเลี้ยงปลาบึกสยามเข้าไปเผยแพร่แก่กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการแปรรูปเนื้อปลา เพื่อให้เป็นธุรกิจที่เข้มแข็งครบวงจร ควบคู่กับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และการขนส่งไปยังตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพราะในปัจจุบันไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทย ยังต้องนำเข้าปลาดอลลี่ จากประเทศเวียดนาม เพื่อการบริโภคปีละกว่า 8,000 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่เรามีแหล่งโปรตีนในประเทศที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะปลาบึกสยามที่พัฒนาสายพันธุ์จนมีคุณภาพดีแล้ว

ดร.เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน นักวิชาการโครงการฯ กล่าวว่า พื้นที่ อ.พาน มีความเหมาะสมในการดำเนินโครงการ เพราะมีสมาชิกสหกรณ์กว่า 2,000 ครอบครัวที่เลี้ยงปลา และมีกลุ่มเกษตรกรรวมกันกว่า 8,000 คน พื้นที่เลี้ยงปลากว่า 6,000 ไร่ ให้ผลผลิตปลาออกสู่ตลาดปีละกว่า 6,000 ตัน ส่วนใหญ่เป็นปลานิล ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้นและปลาล้นตลาด ขณะที่ปลาประเภทปลาหนังเนื้อขาวกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น ดังนั้นที่ผ่านมาโครงการซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก วช. จึงได้วิจัยจนสามารถเพาะพันธุ์ “ปลาบึกสยาม” โดยเกิดจากการผสมระหว่างพ่อปลาบึกตัวใหญ่แต่โตช้า กับแม่ปลาสวาย ที่มีกลิ่นสาบโคลน จากนั้นเมื่อได้รุ่นลูกก็นำมาผสมพันธุ์กันเอง เป็นรุ่นหลาน ตั้งชื่อใหม่ว่า “ปลาบึกสยาม” ซึ่งพบว่าเจริญเติบโตได้ดีทั้งในกระชังและบ่อดิน เนื้อมีสีขาวอมชมพู จึงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ โดยน่าจะมีคุณภาพดีกว่าปลาดอลลี่ที่ต้องนำเข้าจากเวียดนามเสียอีก ทั้งนี้ทางคณะนักวิจัยยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ โดยจะมีการวิจัยเพื่อพัฒนาสายพันธุ์นี้ในรุ่นต่อ ๆ ไปเพื่อให้ได้ปลาที่มีเปอร์เซ็นต์เนื้อปลาต่อตัวมาก ต้นทุนก็ต่ำกว่า อัตราการรอดจากการเลี้ยงสูง ปลาบึกสยามที่เพาะพันธุ์ได้ใหม่นี้มีคุณสมบัติที่ดีกว่าปลาบึก ปลาสวาย และปลาลูกผสมของทั้งสองสายพันธุ์ โดยมีเปอร์เซ็นต์เนื้อกว่า 45% อัตราการโตในบ่อดินและการทนต่อโรคอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ขณะที่ปลาบึกมีเนื้อแค่ 35% ส่วนปลาสวายมี 30% และอัตราการโตในบ่อดินอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่การทนโรคอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านปลาลูกผสม บึกสยาม มีเนื้อ 40% และอัตราการโตในบ่อดินอยู่ในเกณฑ์ดี โตเร็ว เนื้อมากและแน่น เลี้ยงแค่ 6 เดือน ได้น้ำหนักตัวละ 800 กรัม

ด้าน นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการเพื่อพัฒนาโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (คสศ.) หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ ในฐานะองค์กรเอกชน ผู้ประสานขอโครงการดังกล่าวนี้จาก วช. มาลงในพื้นที่ จ.เชียงราย กล่าวว่า ในปี 2558 เป็นต้นไป ประเทศไทยจะต้องเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี แต่ที่ผ่านมามักไม่ค่อยมีใครสนใจเรื่องการส่งออกปลาผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน หรือ GAP (Good Agricultural Practices) ในสัตว์น้ำมากนัก แต่มักให้ความสนใจเรื่องคุณภาพของพืชผลเพื่อการส่งออกมากกว่า ดังนั้นการพัฒนาเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาเพื่อส่งออกครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะหากทำได้สำเร็จก็จะสามารถเจาะตลาดปลาน้ำจืดในเออีซีได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะสามารถเพิ่มตลาดและแก้ไขปัญหาเรื่องราคาในอนาคตได้

ขณะที่ นางกาญจนา คำพุฒ ประธานสหกรณ์ประมงพาน กล่าวว่า สหกรณ์ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2543 โดยเป็นการรวมตัวกันเพื่อพัฒนาคุณภาพปลาและต่อรองกับพ่อค้าคนกลางอย่างได้ผล ทั้งนี้ที่ผ่านมาเน้นการเลี้ยงปลานิลเป็นหลัก โดยมีตลาดอยู่ในทุกจังหวัดทั่วภาคเหนือของประเทศไทย ทั้งนี้ในปีนี้ถือว่าราคาปลานิลดีมากโดยราคาตัวละตั้งแต่ 6 ขีดขึ้นไปกิโลกรัมละ 52 บาท และถ้าต่ำกว่า 6 ขีดกิโลกรัมละ 40 บาท กระนั้นราคาก็มีขึ้น-ลงไม่แน่นอน โดยปีก่อนราคาเคยตกลงมากถึงกิโลกรัมละ 38 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ขายแล้วต้องขาดทุน ดังนั้นจึงมีการส่งเสริมการแปรรูปด้วยเพื่อเพิ่มมูลค่า

ส่วน น.ส.อนงค์วดี จีระบุตร นักประชาสัมพันธ์ วช. กล่าวว่า ในครั้งนี้ได้จัดโครงการเผยแพร่ผลงานวิจัยผ่านสื่อมวลชนสัญจรขึ้น และในระหว่าง วันที่ 24–28 สิงหาคม 2555 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ขอเชิญชมงานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2555 (Thailand Research Expo 2012) ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ...สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2561-2445 หรือ www.nrct.go.th

ราวิน เสริมวิทยากุล


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 17,591 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น