วันศุกร์ 19 กันยายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ตามคำสั่งจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 251/2553 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหากรณีราษฎรบ้านคลิตี้ร้องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับที่ดินทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติลำคลองงู โดยมี นายวิจักขณ์ ชินโคตรพงษ์ นายอำเภอทองผาภูมิ เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งกรรมการประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 ราชบุรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลชะแล กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านตำบลชะแล มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มีหัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู เป็นเลขานุการ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหากรณีราษฎรบ้านคลิตี้ ร้องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับที่ดินทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติลำคลองงู โดยยึดหลักมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 ด้วยการสำรวจพื้นที่ของราษฎรแบบรายแปลง ใช้เครื่องบอกพิกัดบนพื้นผิวโลกและนำไปเปรียบเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียม คณะกรรมการได้พิจารณาตรวจสอบรับรองว่าผ่านการพิจารณารับรองทั้งสิ้น 185 แปลง หลังจากนั้นได้ประชุมราษฎรบ้านคลิตี้ เพื่อประชาคมข้อตกลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยนายอำเภอทองผาภูมิเป็นประธานประชาคม ซึ่งราษฎรมีมติยอมรับผลการแก้ไขปัญหาของคณะกรรมการ และในระหว่างการสำรวจได้พบพื้นที่รกร้างว่างเปล่าไม่มีผู้ครอบครองตามนัยมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 พร้อมกับพื้นที่ที่ราษฎรมีความประสงค์ที่จะคืนพื้นที่ให้กับอุทยานแห่งชาติลำคลองงู รวมทั้งสิ้น 79 แปลง 252 ไร่ คณะกรรมการฯ พิจารณาพื้นที่ดังกล่าวแล้ว มีมติให้อุทยานแห่งชาติลำคลองงู ร่วมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและราษฎรบ้านคลิตี้ ฟื้นฟูพื้นที่ป่าอนุรักษ์

นายอัมพน วนพานิช หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู กล่าวว่า จากกรณีที่กล่าวข้างต้น อุทยานแห่งชาติลำคลองงู จึงได้จัดกิจกรรมคืนผืนป่าเพื่อฟื้นฟู โครงการ 9 ล้านกล้า 80 พรรษา มหามงคล ณ บ้านคลิตี้ หมู่ 4 ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับ มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ราษฎรบ้านคลิตี้ เยาวชนอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานลำคลองงู และอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานลำคลองงู ผบก.กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 ผกก.ทองผาภูมิ ฉก.ลาดหญ้า สำนักบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 เยาวชนอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เพื่อปลูกป่าฟื้นฟูพื้นที่รกร้างว่างเปล่าไม่เป็นไปตามนัยมติ ครม.30 มิถุนายน 2541 และพื้นที่ที่ราษฎรมีความประสงค์มอบคืนพื้นที่ให้เป็นป่าอนุรักษ์คืนสู่ธรรมชาติ ตามมติของคณะกรรมการแก้ไขปัญหากรณีราษฎรบ้านคลิตี้ร้อง

ขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับที่ดินทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กับราษฎรตำบลชะแล เพื่อสร้างเสริมจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ของราษฎรและเยาวชนให้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า

ด้าน นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า ป่าเป็นเรื่องกว่าที่ชุมชนกับกรมอุทยานฯ สามารถทำงานด้วยกันได้ การฟื้นฟูป่าในครั้งนี้ เป็นสัญลักษณ์ว่าชุมชนหยุดขยายพื้นที่ป่า และมีกลไกการมีส่วนร่วมที่ลงตัว ว่าตัวชุมชนมีพื้นที่ทำกินอยู่และมีพื้นที่ที่ตรวจสอบได้ ดังนั้น ผืนป่าส่วนนี้ เป็นสัญลักษณ์ของความสงบสุข ความสันติสุขในเรื่องของคนกับป่า คนกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้

ซึ่งมีเรื่องราวมากมายกว่าที่จะฟื้นฟูป่าขึ้นมาได้มาก เป็นพันธสัญญาที่จะไม่ขยายพื้นที่ออกไป พื้นที่ตรงนี้เป็นรอยต่อระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อุทยานลำคลองงู อุทยานเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันทั้งอุทยานฯ ชุมชน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จะมีระบบแผนที่ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการของอุทยานฯ และชุมชนก็มีส่วนร่วม ดังนั้น อนาคตการขยายการบุกรุกจริง ๆ ทั้งจังหวัดกาญจนบุรีแทบจะเป็นจังหวัดเดียวที่ไม่มีปัญหาระหว่างชุมชนกับป่าไม้ มีน้อยที่สุด แนวโน้มในจังหวัดกาญจนบุรีแทบจะหยุดการบุกรุกแล้ว มีแต่จะฟื้นฟูขึ้นมา เพราะไม่มีความขัดแย้ง มีแต่ความร่วมมือ ชุมชนที่อยู่ในป่าของจังหวัดกาญจนบุรีพร้อมที่จะเป็นแนวร่วมอนุรักษ์ป่า เพราะปัญหาความขัดแย้งร้อยละ 70-80 จบหมดแล้วส่วน นายนิติพล ตันติวานิช ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 บ้านคลิตี้ ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ
 
กล่าวว่า เริ่มแรกได้เกิดขึ้นที่ปัญหาทางจังหวัดกาญจนบุรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อเข้ามาตรวจสอบแล้วพบว่ามีพื้นที่ส่วนที่ทำกินหลัง 30 มิถุนายน 2541 จึงมีมติให้คืนให้อุทยานแห่งชาติลำคลองงู โดยชาวบ้านก็ได้ร่วมกับอุทยานฯในการฟื้นฟู ส่วนพื้นที่ดั้งเดิมของชาวบ้านก็ทำกินได้ตามปกติ แต่ก่อนจะมาถึงวันนี้ก็มีปัญหาวุ่นวายมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยานฯก็ยึดตามกฎหมาย เป็นการประกาศเขตทับที่ทำกิน ในข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ให้นำหลักฐานมาแสดง แต่ชาวบ้านไม่มี เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง ที่ทำกินแบบปลูกพืชหมุนเวียน แต่จะฟันต้นไม้เล็ก ๆ ไปเรื่อย และจะเว้นต้นไม้ใหญ่ไว้ ช่วงหลังก็มีภาพถ่ายทางดาวเทียมจึงพิสูจน์ง่ายขึ้น และเป็นมติประชาคมของหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านก็ไม่อยากมีปัญหากับหน่วยงานของรัฐ ต้องการทำมาหากินโดยความสบายใจ เจ้าหน้าที่ไม่มารบกวน จึงมีมติที่ว่าพื้นที่ตรงไหนผิดก็คืน ส่วนพื้นที่ตรงไหนที่อยู่ก่อน 30 มิถุนายน 2541 ก็ทำกินได้ตามปกติ แต่มีมติร่วมกันว่า หากมีผู้บุกรุกพื้นที่เพิ่มต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ มีกติกาให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลป่าร่วมกัน ส่วนนายทุนที่จะเข้ามาแทรกแซงนั้นไม่มี เพราะตนจะชี้ปัญหาให้ชาวบ้านได้เห็นว่า หากขายที่ไปแล้วลูกหลานจะอยู่ที่ไหน แต่ถ้าหากทำกินจริง ทำกินดี รักษาวินัย โดยการไม่บุกรุกเพิ่มเติม ก็ทำกินได้จนชั่วลูกชั่วหลาน ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มั่นคง

สำหรับ นายวีรยุทธ ทองผาภูมิ อายุ 30 ปี ชาวบ้านคลิตี้ บอกว่า ตนคิดว่าโครงการนี้เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นพื้นที่ทำกินแต่ว่าผิดระเบียบของอุทยานแห่งชาติ ตนมองว่าหากทำอะไรไม่ถูกต้อง ก็ทำให้ถูกต้อง ปัญหาจะได้ไม่เกิดขึ้น และทุกวันนี้ก็ดีไม่มีปัญหาอะไร เจ้าหน้าที่และชาวบ้านก็อยู่ด้วยกันอย่างเข้าใจ ชาวบ้านคลิตี้เอง โดยดั้งเดิมดูแลต้นไม้กันดี สิ่งที่ขาดหายไปก็มาเติมแต่งให้เต็ม ป่าจะได้สมบูรณ์ขึ้น..คงไม่มีอะไรสุขเท่า...หากคนพึ่งป่า..ป่าพึ่งคน...ยิ่งกว่านั้น..หากพึ่งพากัน..แบ่งปันกัน..และระลึกเสมอว่า..คนไทย..ควรเอื้ออาทรต่อกัน…แบ่งพรรคแต่ไม่แบ่งพวก...เพราะเราคือไทย...บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสงบสุข..ร่มเย็น..จริง ๆ นะ...!!

ทีมข่าว จ.กาญจนบุรี
 


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 6,748 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น