• คำสำคัญ:

พระมหาชนก - รู้โลกไม่รู้ตน

จิตเหนืออารมณ์

“พระมหาชนก” นิทานทศชาติชาดก ที่องค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ ขึ้นและเผยแพร่ไปในวงกว้าง

หลายคนคงเคยอ่าน “พระมหาชนก” นิทานทศชาติชาดก ที่องค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ ขึ้นและเผยแพร่ไปในวงกว้าง พระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” นี้ ซึ่งกล่าวถึงความเพียรของพระมหาชนกที่ ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร เจ็ดวันเจ็ดคืน โดยที่ไม่รู้ฝั่งอยู่ที่ตรงไหน และแม้ว่าผ่านไปแล้ว ๗ วัน ๗ คืนมิได้พบฝั่งแต่กลับมีนางมณีเมขลา มาช่วยพระมหาชนกผู้มีความเพียรนั้น ให้กลับขึ้นฝั่งกลับไปยัง มิถิลานคร และทรงครองแผ่นดินสืบไป

ในช่วงที่พระมหาชนก ทรงตัดสินพระทัยที่จะว่ายน้ำทั้งที่ยังไม่เห็นฝั่ง บรรดาลูกเรือซึ่งอยู่ในเรือลำเดียวกันกับพระมหาชนก ตัดสินใจแตกต่างจากพระมหาชนก ตรงที่คิดว่า ว่ายน้ำไปก็คงไม่ถึงฝั่ง ตายตอนนี้ดีกว่าตายตอนหน้าเพราะเหนื่อยเปล่า ที่สุดก็สิ้นชีวิตลงไป ก่อนที่จะได้พบกับ นางมณีเมขลา ผู้ที่อาจจะมาช่วยระหว่างทาง

จากพระราชนิพนธ์นี้ นางมณีเมขลา เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยเหลือผู้ที่มีความเพียร และมีสัมมาทิฐิอย่างพระมหาชนก จนสามารถขึ้นถึงฝั่งและดำรงชีวิตต่อไปได้

ใจความตอนนี้ในบทพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำธุรกิจ ที่ทำให้คนมุ่งมั่นมีความเพียร แม้ว่าจะไม่เห็นฝั่ง แต่หากเพียรแล้วไซร้ ก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้ หรือมุมกลับ หากว่าไม่แม้แต่จะเพียรในเบื้องต้น ก็อย่าหวังที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใด ๆ จะมาช่วยเหลือตนได้เลย

ผมลองตีความเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยครับ เพราะว่าระยะหลัง ๆ ได้ยินคำว่า “กฎแห่งกรรมให้ผลเสมอ และยุติธรรมเสมอ” ทำให้ผมนึกถึง บทพระราชนิพนธ์ พระมหาชนกในตอนนี้ขึ้นมา ว่า “กฎแห่งกรรมให้ผลเสมอและยุติธรรมเสมอ” ในสังคม (ที่แน่นอนว่าประกอบไปด้วยทั้งคนดีและคนชั่ว) ก็ต่อเมื่อ คนดีนั้น “มีความเพียร” และมีความ “กล้าในทางจริยธรรม” ที่จะต่อสู้กับอธรรมและความไม่ถูกต้องทุกรูปแบบในสังคม สังคมที่น่าอยู่นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และคนดีในสังคม “นั่ง เฉย ๆ” ยอมจำนนต่อความชั่วความไม่ถูกต้อง และ รอให้ “กฎแห่งกรรม” ทำลายความไม่ถูกต้องโดย

อัตโนมัติเอง โดยที่ปัจเจกบุคคล ในสังคมไม่ต้องทำอะไรเลยก่อนหน้านี้ ผมได้เคยพูดถึง พุทธศาสนาในฐานะ ศาสนาที่ ประกอบไปด้วย หลักการที่สรรพสิ่งถูกกำหนดไว้แต่เบื้องต้น (ด้วยผลแห่งกรรมของ สรรพสิ่งที่สร้างทำกักเอาไว้จนมาเกิดเป็นชาติภพนี้) กับ หลักการแห่งจิตเสรี ที่ มนุษย์สามารถที่จะเลือกทางเดินของตนเองว่าจะ มามืดไปมืด มาสว่างไปสว่าง มามืดไปสว่าง หรือมาสว่างไปมืด ได้ กล่าวคือ พุทธศาสนาเชื่อว่าสรรพสิ่งถูกกำหนดเอาไว้แล้วระดับหนึ่ง แต่ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับ สรรพสิ่งโดยเฉพาะ “มนุษย์” จะเลือกเดินทางไหน

หากว่าคนดีในสังคม ทำตัวเหมือน สหายของพระมหาชนกตัดสินใจที่จะไม่ว่ายน้ำ และยอมตายอยู่กับ เรือ หรือ รอสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยโดยไม่คิดที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่สุดคำว่า “ทำดีได้ดี” ก็จะสูญสิ้นไปโดยปริยาย แต่มิจฉาวาจาที่พูดกันเล่นจนกลายเป็นจริงในสังคมไทย “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” ก็จะครอบงำสังคมจนกลายเป็นกลียุคในที่สุด

ดังนั้นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของการเดินหน้าของทุก ๆ สังคม คงเป็นเรื่องที่ว่า คนที่ดีในสังคม ต้องแสดงออกซึ่งการไม่ยอมจำนนต่อ สิ่งที่ไม่ถูกต้อง หลาย ๆ ครั้ง ความตึงเครียดทางสังคมทำให้ คนดีหวาดผวาและไม่กล้าที่จะแสดงออก จนกระทั่งขาดความกล้าในทางจริยธรรม เพราะกลัวว่าจะมีผล กระทบต่อตนเอง จนกระทั่งทำอะไรไม่ได้ และปล่อยให้สังคมเดินหน้าไปตามยถากรรมและหวังว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะจัดการให้ คนดีได้ดี คนชั่วได้ชั่ว โดยที่ตนเองไม่ทำอะไรแม้แต่อย่างเดียว เพราะเชื่อว่า กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ และให้ผลเสมอ แม้แต่ในสังคมที่ไม่มีใครกล้ายืนต่อต้านอธรรมเลย

หลายครั้งคนดีไม่กล้าทำดี เพราะเกรงกลัวสิ่งต่าง ๆ รวมถึงไม่มีความมั่นใจว่า การเอาชนะอธรรมนั้นคือสิ่งที่ทำได้ กล่าวคือคงยากเกินกว่าที่คนคนเดียวหรือคนตัวเล็ก ๆ จะกระทำได้ หากคิดอย่างนั้นอยากจะให้กลับไปอ่าน พระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” อีกครั้งจะได้ซาบซึ้งกับ ความสำคัญของ “ความเพียร” “ความหนักแน่น” “ความกล้าหาญทำในสิ่งที่ควร”  อันเป็นปัจจัยพื้นฐานของการที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ที่น่าจะรวมถึงหลักการกฎแห่งกรรม) นั้นมาช่วยเหลือในการบรรลุซึ่งเป้าหมายต่าง ๆ ด้วย

แน่นอนว่าสังคมไม่ว่าจะเป็นสังคมใด ย่อมประกอบไปด้วย คนดี คนไม่ดี คนชั่ว คนพาล และเป็นปกติที่ คนไม่ดีและคนชั่วจะมีอุปนิสัยพาล และคุกคาม จนทำให้คนดีหวาดกลัว จนขาดความกล้าในทางจริยธรรมเพื่อยืนหยัดต่อสู้กับสิ่งไม่ดี จนกระทั่งสังคมเกิดปรากฏการณ์ “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” จากคำพูดจนกลายเป็นความจริงและหยั่งรากกลายเป็น วัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในสังคมอย่างเหนียวแน่น

สังคมไม่ว่าจะเป็นสังคมใดก็ย่อมประกอบไปด้วย คนดีและคนไม่ดี คนที่ดีและมี “หิริโอตตัปปะ” คงต้องตระหนักถึงคำว่า “ความกล้าในทางจริยธรรม” และความเพียรควบคู่ไปกับการทำความดีด้วย ส่วนคนไม่ดี ที่ไม่เห็นคุณค่าของธรรมะ และ ไม่รู้จักที่จะละอายและเกรงกลัวต่อบาป เท่ากับพวกเขาก็ได้เลือกอนาคตของตัวเขาเองแล้วคงจำกันได้นะครับว่า ในพุทธศาสนาเรา พูดถึงความสำคัญของชีวิตนี้ในฐานะที่เป็นทางผ่านสู่ชีวิตหน้าเอาไว้ดังนี้

“บางคนมามืด ไปมืด

บางคนมาสว่าง ไปสว่าง

แต่บางคน.. มามืด กลับไปสว่าง

และบางคน มาสว่าง กลับไปมืด”.

ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน

ความคิดเห็น

บทความล่าสุดในคอลัมน์

มองโลกเข้าใจชีวิต ผ่านความคิด ‘ไอน์สไตน์’

หลุยส์ ซาฮา

รักวุ่นๆ ทำไงดี

ไหว้เจ้าที่เสริมธุรกิจ - วัยรุ่น...ตะลุยโลก

ตุงค่าคิง

เบื้องหลังความสุข - รู้โลก ไม่สู้รู้ตน

แก่นสารแห่ง ‘สงกรานต์’

เรื่องเงินอย่าใจอ่อน

เลือกงานให้เหมาะ - วัยรุ่น วุ่น...ตามดวง

เราอายุเท่าไหร่กันแน่ - รู้โลก ไม่สู้รู้ตน

ข่าวยอดนิยมขณะนี้

ตร.ติงอย่าขุดคุ้ยข้อมูลนศ. จักรยานมีสิทธิ์วิ่งบนถนน!

พุ่งชน"จักรยาน"ตาย 3 ศพ นศ.สาวม.ดัง"เมาแล้วขับ"

'แตงโม-ภัทรธิดา'เจ็บจี๊ด โดนเพื่อนซี้แทงข้างหลัง

"โซนี" ทารกผู้สร้างความหวังให้ชาวเนปาล

ตรวจหวย ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 2 พ.ค. 58