รายงานพิเศษ

ค่ายเยาวชน...ทำดีคือลีลาของชีวิต

เล่าเรื่องสุดประทับใจ ค่ายพลเมืองเยาวชนร่วมสร้างวิถีความดี หล่อหลอมสร้างความเป็นพลเมืองอันเป็นพละกำลังของชุมชนและสังคม

ปลายเดือนที่แล้ว สำนักกองทุนงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่ จัดฝึกอบรมเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้แสดงพลัง ผ่านค่าย “พลเมืองเยาวชนร่วมสร้างวิถีความดี” เพื่อหล่อหลอมสร้างความเป็นพลเมืองอันเป็นพละกำลังของชุมชนและสังคม ที่ ต.หัวง้ม จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 22-27 ตุลาคม โดยเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนจากทั่วประเทศเข้าร่วม

“เดลินิวส์ออนไลน์” ลงพื้นที่สำรวจกิจกรรมภายในค่าย พบว่ามีเยาวชนไทยอายุตั้งแต่ 15-25 ปี สนใจเข้าร่วมทำกิจกรรมจำนวน 400 คน จาก 100 ตำบลทั่วประเทศ โดยมีเด็กและเยาวชนในพื้นที่ตำบลหัวง้ม ชุมชนต้นแบบและเจ้าของพื้นที่กว่า 150 คน เป็นพี่เลี้ยงตลอดกิจกรรม

การทำกิจกรรมภายในค่ายเยาวชนจะแบ่งเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีเยาวชนจากหลายตำบลรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อทำภารกิจและใช้ชีวิตในค่ายร่วมกัน ซึ่งทุกวันเยาวชนจะลงพื้นที่ตามหมู่บ้านภายในตำบลหัวง้มที่โดดเด่นในเรื่องชุมชนแห่งความดี เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านที่มีความโดดเด่นแตกต่างกัน เปรียบเสมือน “เมนูความดี” มีทั้งหมด 6 เมนู ได้แก่ เมนูพัฒนาเยาวชนคนดี เมนูเยาวชนคนใจดี เมนูคนดีกับวิถีพอเพียง เมนูวัฒนธรรมดี สร้างคนดี เมนูคนดีมีอาชีพ และเมนูเยาวชนคนใจดี โดยแบ่งเป็น 13 ฐานเรียนรู้ เช่น ฐานผู้นำดี มีคุณธรรม ฐานธนาคารความดี ฐานตุงมงคล สร้างชีวิตดี ฐานควายดีมีเงินเดือน เพื่อเก็บเกี่ยวข้อมูลให้ได้มากที่สุด

การใช้ชีวิตภายในค่ายแห่งนี้เยาวชนไม่ได้ปฏิบัติเพียงภารกิจในฐานะนักพัฒนาตัวแทนของชุมชนเท่านั้น แต่ยังต้องทำหน้าที่ สมาชิกในครอบครัว ในบ้านหรือโฮมสเตย์ ที่ตนไปพักอาศัย ซึ่งเป็นบ้านของชาวบ้านตำบลหัวง้ม โดยต้องเก็บที่นอน ล้างจาน และทำงานบ้าน เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักหน้าที่ของตนเองและสร้างความสัมพันธภาพระหว่างครอบครัว

ภายหลังจากเก็บเกี่ยวกับความรู้จากฐานความรู้จาก 6 เมนูความดีแล้ว เยาวชนจะต้องนำความรู้ได้มาต่อยอด ในรูปแบบของแผนงานพัฒนาชุมชนหัวง้ม โดยพี่เลี้ยงจะเป็นผู้กำหนดว่ากลุ่มใดจะต้องรับผิดชอบต่อยอดฐานความรู้ใด เพื่อให้สมาชิกภายในกลุ่มช่วยกันระดมความคิดและสร้างแผนงานนำมาเสนอแก่คณะกรรมการ ซึ่งก็คือตัวแทนองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่เป็นเครือข่ายสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ โดยแผนงานของกลุ่มที่ชนะจะถูกพิจารณาเพื่อนำไปใช้พัฒนาตำบลหัวง้ม

นายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการบริหารแผนสุขภาวะชุมชน คณะที่3 สำนักกองทุนงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า ค่ายพลเมืองเยาวชนร่วมสร้างวิถีความดีในครั้งนี้ต้องการให้เด็กและเยาวชนรู้จักการจัดการตนเอง เพื่อนำไปสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง สสส.จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน เพราะเป็นกลุ่มคนที่จะมารับหน้าที่บริหารประเทศต่อไปในอนาคต โดยเริ่มตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ก่อนพัฒนาไปสู่ระดับสังคมและประเทศ

นายสมพร กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ในประเทศที่พัฒนาแล้วต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนเป็นอันดับแรกทั้งสิ้น เว้นแต่ประเทศไทยที่ยังคิดว่ามีความสำคัญเป็นอันดับสุดท้าย ซึ่งตนเชื่อว่าเด็กและเยาวชนในปัจจุบันมีความคิดที่จะพัฒนาชุมชนและสังคมได้ หากได้รับคำแนะนำและแรงผลักดันจากผู้ใหญ่คอยสนับสนุน

รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน กล่าวว่า สาเหตุที่เลือกจัดกิจกรรมค่ายในครั้งนี้ที่ตำบลหัวง้ม เนื่องจากชุมชนแห่งนี้มีความโดดเด่นเรื่องการทำความดี โดยมีโครงการตัวอย่างคือ “ธนาคารความดี” ซึ่งตรงกับเป้าหมายของศูนย์ฯ ที่อยากปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มองว่าความดีเป็นสิ่งไกลตัว ทำยาก เป็นเรื่องของพระของเจ้าเท่านั้น แต่ความจริงแล้วความดีเป็นลีลาของชีวิต เป็นสิ่งใกล้ตัวทุกคนสามารถทำได้ โดยสิ่งที่สสส.ต้องการคือให้เยาวชน 400 คน นำความรู้ที่ได้จากตำบลหัวง้มเป็นแนวปฏิบัติกลับไปต่อยอดและพัฒนาตำบลของตนเอง และบอกต่อความรู้ที่ได้แก่ตำบลใกล้เคียง จาก 100 ตำบล ไปสู่ 1,000 ตำบล ภายใต้แนวคิดสร้าง 1 กระทบ 100

รศ.ดร.ขนิษฐา เสริมอีกว่า ตำบลหัวง้มเป็นชุมชนเข้มแข็งที่ยึดมั่นในการทำดี จึงเป็นเรื่องที่ดีมากที่เยาวชนได้มีโอกาสได้คลุกคลีกับชาวบ้าน ซึ่งแนวคิดที่ให้เด็กไปพักกับชาวบ้านตลอดจนกิจกรรมภายในค่ายล้วนเป็นความคิดและดำเนินการโดยคนในชุมชน สสส.เป็นเพียงผู้ประสานงานและสนับสนุนงบประมาณเท่านั้น

ด้านเจ้าของพื้นที่ชุมชนตัวอย่าง นายวินัย เครื่องไชย นายกเทศมนตรีตำบลหัวง้ม กล่าวว่า การพัฒนาตนเองของตำบลหัวง้มเกิดจากการมองปัญหาของสังคม แล้วนำมาต่อยอดปรับใช้ให้สอดคล้องกับปัญหาภายในพื้นที่ โดยยึดหลักความพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่น โครงการธนาคารความดี ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศนวัตกรรมสาธารณสุขดีเด่นสาขาส่งเสริมสุขภาพ 8ปี 255 โครงการควายดีมีเงินเดือน และหมอน้อยคอยช่วยเหลือ ที่ได้รับรางวัลจากราย คนค้นฅน เมื่อปี 2555 ตำบลหัวง้มมีทุกวันนี้ได้คงเป็นเพราะความเข็มแข็งชาวบ้านที่ยึดมั่นในการทำความดี ทั้งนี้หากมองจากภายนอกคนอื่นอาจจะคิดว่าขณะนี้ตำบลหัวง้มประสบความสำเร็จแล้ว แต่สำหรับตนกลับคิดว่าเป็นเพียงการทำงานเสร็จ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะตนคิดว่าความสุขและความสบายของชาวบ้านต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ทั้งนี้ตนเชื่อว่า คนจะเก่ง งานจะดีแค่ไหน ก็สำเร็จไม่ได้ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือ

ส่วนเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในค่ายอย่าง นายพรเทพ ถันทอน ตัวแทนของตำบลแม่หลาย อ.เมือง จ.แพร่ กว่าาว่า สาเหตุที่เข้าร่วมกิจกรรม เนื่องจาก สสส.แจ้งไปยังเทศบาลตำบลแม่หลายให้ส่งตัวแทนเยาวชนมาเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งทางเทศบาลจึงได้คัดเลือกเยาวชนจากสภาเด็กและเยาวชนตำบลแม่หลายที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งตนอยากได้ประสบการณ์เพื่อนำไปพัฒนาบ้านเกิดของตนจึงอาสามาเข้าร่วม ซึ่งการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ทำให้ตนรู้จักการบริหารคนในชุมชนให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน

เยาวชน จ.แพร่ กล่าวต่อว่า ส่วนของความรู้เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถนำไปปรับใช้กับพื้นที่ตนได้ อย่างเช่นการทำปุ๋ยจากเศษหญ้า ที่สามารถทำปุ๋ยได้ง่ายๆ เพียงนำต้นหญ้ามาถมบริเวณโคนต้นไม้ ก่อนนำหัวเชื้อชีวภาพที่ทำจากมูลสัตว์มาเททับด้านบน ทำเช่นนี้ทุกวันเป็นเวลาไว้ 1 เดือน ก็จะได้ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพและปลอดสารพิษอีกด้วย ทั้งนี้ตนประทับใจในความใจดีของชาวตำบลหัวง้มที่ถ่ายทอดความรู้ทุกอย่างให้ และเชื่อว่าถ้ามีการจัดค่ายอีกครั้งในปีหน้าตนจะมาเข้าร่วมอีกครั้งอย่างแน่นอน

ส่วนนางสาววัตชฎา ทิพนี พนักงานเทศบาลตัวแทนของตำบลป่าไผ่ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า สาเหตุที่ทางตำบลป่าไผ่ไม่ได้ส่งเด็กหรือเยาวชนมาเนื่องจากกลัวว่าไม่สามารถเก็บเกี่ยวความรู้กลับไปได้ทั้งหมด ซึ่งการเรียนรู้วิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่มของชาวบ้านตำบลหัวง้มในครั้งนี้ ทำให้ตนสามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ของตนได้ โดยเฉพาะการต่อยอดจากโครงการควายดีมีเงินเดือน เนื่องจากใน จ.เชียงใหม่มีการใช้ความทำนาเช่นกัน ซึ่งปกติแล้วควายในตำบลหัวง้มจะมีรายได้จากการขายมูลในช่วงฤดูแล้งเท่านั้น แต่กลุ่มของตนได้พัฒนาให้ควายกลายเป็นสัตวนำเที่ยว โดยให้บริการเช่าความชมเมือง 2 ชั่วโมง 100 บาท ควบคู่ไปกับโครงการมัคคุเทศก์เด็ก ทั้งนี้หากมีการจัดค่ายขึ้นอีก ทางอบต.ป่าไผ่จะส่งเยาวชนเข้าร่วมอย่างแน่นอน

กลุ่มคนที่มีความสำคัญในการผลักดันเยาวชนให้กล้าคิดและสามารถต่อยอดความคิดไปพัฒนาชุมชนของตนเองอย่าง นายมานิตย์ วัฒนพันธ์ นายกเทศมนตรีตำบลสอง จ.แพร่ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการนี้ว่า เป้นประโยชน์ต่อตัวเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และสังคม ซึ่งหลังจากจบกิจกรรมค่ายในครั้งนี้แล้ว ตนจะให้ความสำคัญและคอยสนับสนุนเยาวชนในท้องถิ่นให้มากขึ้น ทั้งการจัดสรรพื้นที่และงบประมาณที่ใช้พัฒนาตามแนวคิดที่เยาวชนนำมาเสนอ

เอาใจช่วยตัวแทนทั้ง 100 คน ให้ส่งต่อความดีเพื่อพัฒนาสังคมให้สำเร็จด้วยเถิด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ความคิดเห็น

บทความล่าสุดในคอลัมน์

วอนช่วย"ศักดริน ทองมี" อดีตนักเตะดังกล้ามเนื้ออ่อนแรง

‘ปัตตานี’ ไข่มุกแห่งอ่าวไทย เมืองงามสามวัฒนธรรม

เที่ยวงาน"สาปยา"ชัยนาท ระลึกชีวิตริมน้ำเจ้าพระยา

คนรักสัตว์ต้องห้ามพลาด เพ็ท เอกซโป ไทยแลนด์ 2016

เฟซบุ๊กไลฟ์ไทยมุงออนไลน์ ไร้จริยธรรมเรทติ้งแลกชีวิต

วันเดียวเที่ยว‘นนท์’ ไหว้พระ ชมสวน ชิมของอร่อย

‘ชาญชัย’ผู้เพาะพันธุ์หนูแฮมสเตอร์ สายพันธุ์โรโบรอฟสกี้เพิร์ลพายด์คนแรก

รำลึกคุณความดี'บรรหาร' แหล่งเที่ยว“เมืองสุพรรณ”

เทคโนโลยีใหม่ๆช่วยสัญจร เหนืออื่นใดต้องไม่ประมาท

เดินหน้าปราบ"ผู้มีอิทธิพล" ขจัดวงจรอุบาทว์ได้แน่หรือ

ดูเนื้อหาในคอลัมน์ทั้งหมด