ทำเกษตรอินทรีย์ผสมผสานสร้างชีวิตมั่นคงของหมอดิน
จากการเป็น หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน ก็ได้รับการฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับหมอดินหลายด้าน เช่น การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ การปรับปรุงบำรุงดินและการอนุรักษ์ดินและน้ำโดยการปลูกพืชคลุมดิน รวมทั้งการปลูกหญ้าแฝกเพื่อประโยชน์ด้านต่าง ๆ
และเมื่อมีความรู้ นายชัยกุล สุขก้อน หมอดินอาสาประจำ อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ จึงมีความคิดที่จะนำแปลงนามาปรับรูปแบบเป็น ยกร่องเพื่อปลูกพืชผักผลไม้ ส่วนในร่องสวนก็เลี้ยงปลา ทำเป็นสวนผสมผสาน เนื่องจากคิดว่าเป็นการลดความเสี่ยงจากการทำนาอย่างเดียว ที่มีความเสี่ยงต่อราคาข้าวตกต่ำบ่อยครั้ง เมื่อความคิดตกผลึกจึงชักชวนพ่อให้มาทำสวนแบบผสมผสานตั้งแต่ปี 2535 โดยมีการปรับปรุงบำรุงดินและจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำควบคู่กันไป ซึ่งได้รับคำแนะนำจากเกษตรตำบลในเรื่องชนิดพืชที่ปลูกและได้รับคำปรึกษาเรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน การรักษาคุณภาพดิน การแก้ไขปัญหาเรื่องดินในการปลูกพืช ตลอดจนได้รับการสนับสนุนปัจจัยต่าง ๆ ในการปรับปรุงบำรุงดินจากเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินอุตรดิตถ์ด้วยดีมาตลอด
พื้นที่ทั้งหมด 25 ไร่ ได้แบ่งการใช้ประโยชน์อย่างลงตัว ประกอบด้วย พื้นที่ลุ่มใช้ปลูกข้าว ประมาณ 12 ไร่ ซึ่งจะทำนาปีละ 2 ครั้ง และปลูกพืชปุ๋ยสดคั่น เพราะจะได้มีโอกาสพักดินและปรับปรุงบำรุงดิน โดยภายหลังเก็บเกี่ยวข้าวจะหมักฟางข้าวไว้ในนาโดยการปล่อยน้ำเข้านาพร้อมกับนำสารเร่ง พด. 1 ประมาณ 1 ซอง กับน้ำหมัก พด.2 ประมาณ 2 ลิตร ผสมกับน้ำ 100 ลิตร/ไร่ ราดและฉีดพ่นให้ทั่ว จากนั้นก็ตีตอซังและฟางข้าวให้จมดิน ทิ้งไว้ประมาณ 10 วัน ก็ไถทำเทือกหว่านข้าวในฤดูต่อไป ส่วนปุ๋ยพืชสดจะทำปีละครั้งหลังจากการหมักข้าวในนาในฤดูการทำนาครั้งที่ 2 โดยจะใช้ปอเทือง หรือถั่วพุ่มในการทำเป็นปุ๋ยพืชสด ซึ่งผลผลิตข้าวที่ได้แต่ละฤดูกาลทำนาประมาณ 80-100 ถัง/ไร่ ซึ่งรายได้จากการขายข้าวประมาณ 50,000-60,000 บาท /ปี ขึ้นอยู่กับราคาข้าวแต่ละปี
ส่วนพื้นที่ดอน จะใช้ปลูกผักสวนครัว ได้แก่ ผักกาด กะหล่ำ กวางตุ้ง ผักบุ้ง ประมาณ 1 ไร่ และไม้ผลปลูกมะละกอ พุทรา น้อยหน่า มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม ฝรั่ง ประมาณ 10 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่การปลูกเป็นส่วน ๆ ในการปลูกไม้ผลแต่ละชนิด การจัดการดินใช้วิธีทำปุ๋ยหมักจากฟางข้าว เปลือกถั่ว ซังข้าวโพดและเศษพืชอื่น ๆ ตามที่หาได้ในท้องถิ่นโดยใช้สารเร่ง พด. 1 เป็นตัวเร่งในการย่อยสลาย แล้วนำไปใส่ต้นไม้ผลแต่ละต้นประมาณ 5-10 กก./ต้นหรือบางปีจะใช้ปุ๋ยคอกที่หาซื้อได้ในท้องถิ่น ซึ่งจะใส่ปีเว้นปี สลับกับการใช้ผักตบชวาที่ขึ้นตามร่องสวนโดยนำผักตบชวาขึ้นมาสุมรอบต้น
เป็นการควบคุมวัชพืชไปในตัวและการย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ไปในตัว ส่วนมะพร้าวจะใช้ปุ๋ยจากขี้ไก่ที่เลี้ยงไว้เพราะช่วยในการออกดอกและติดผลดี ซึ่งผลผลิต
หลัก ๆ ที่ได้ต่อปี คือ มะพร้าว 1 ตัน มะม่วง 2 ตัน พุทรา 1 ตัน รายได้จากผักและไม้ผลรวมประมาณ 70,000-80,000 บาท/ปี
นอกจากนี้ ยังเลี้ยงปลา 2 บ่อ รวมเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ มีการเลี้ยงด้วยอาหารยอดปอเทือง พืชปุ๋ยสดที่ปลูกไว้ริมขอบสระเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน ซึ่งในใบของปอเทืองจะมีปริมาณโปรตีนสูงทำให้ปลาโตเร็วมาก ซึ่งในแต่รุ่นจะปล่อยประมาณ 20,000 ตัว ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 7-9 เดือน จะมีรายได้จากการขายปลาประมาณ 5,000-8,000 บาท/รุ่น นอกจากเลี้ยงเพื่อขายแล้วยังเป็นอาหารหลักของครอบครัวและญาติพี่น้องอีกด้วย
หมอดินชัยกุล กล่าวว่า ตนเองยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ คือ ทำงานเท่าที่มีกำลังความสามารถแล้วค่อย ๆ ขยายตามประสบการณ์ที่ได้ ควบคู่กับการใช้จ่ายเท่าที่พอมีและต้องรู้จักเก็บออมไว้ใช้ยามจำเป็นเป็นการสร้างฐานครอบครัวให้เข้มแข็ง ส่วนที่เหลือก็เผื่อแผ่ผู้ด้อยโอกาสเท่าที่กำลังจะมี.
ผู้สนับสนุน




แสดงความคิดเห็น
แบ่งปัน