มีเขื่อนน้อยฯพิษณุโลกทำนา 2 ครั้งต่อปี - ทิศทางเกษตร
เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก รับน้ำจากแม่น้ำแควน้อยที่เกิดจากลำน้ำสาขาในหุบเขา อำเภอชาติตระการ ไหลผ่านอำเภอวัดโบสถ์ บรรจบกับแม่น้ำน่านที่อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งที่ผ่านมาพื้นที่ราบลุ่มกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ จะถูกน้ำท่วมอย่างหนัก และทะลักลงพื้นที่ราบลุ่มโดยไร้การควบคุม กระทั่งวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาโครงการก่อสร้างเขื่อนแควน้อยโดยเร่งด่วน รวมถึงอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาของแม่น้ำแควน้อย เพื่อบรรเทาอุทกภัย กระทั่งเป็นผลสมบูรณ์ในทุกวันนี้
นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการสัญจรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้โครงการ “84 พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา” ที่จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงห่วงใยราษฎรในเรื่องอุทกภัยและทรงต้องการให้จัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะต้นทางน้ำเชิงเขาด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำที่ไม่เกิดผลกระทบเสียหายต่อประชาชน
“เมื่อก่อนจังหวัดพิษณุโลกเป็นพื้นที่หนึ่งที่จะเกิดปัญหาอุทกภัยเป็นประจำทุกปี เนื่องจากน้ำมาจากหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน เมื่อมีการก่อสร้างเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนขึ้นก็สามารถเก็บกักน้ำได้เป็นจำนวนมาก และสามารถบังคับน้ำไม่ให้ไหลลงมาท่วมเขตพื้นที่จังหวัด พิษณุโลกได้ ทำให้ไม่ต้องประสบปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะฤดูน้ำหลากอีกต่อไป” นายอำพล เสนาณรงค์ กล่าว
ทางด้านนายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ รองเลขาธิการ กปร. เปิดเผยว่า นับจากนี้การบริหารพื้นที่ป่าให้มีความสมบูรณ์ ลดการบุกรุกป่าไม้ จะเป็นแนวทางระยะยาว เพื่อช่วยบรรเทาภัยพิบัติ โดยเฉพาะน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ที่นับวันจะหนักมากขึ้น สำนักงาน กปร. มีหลายโครงการที่ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำอย่างเป็นระบบ
“หากดูการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงวางแนวทางการจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำไปสู่ปลายน้ำไว้แล้ว และต้นน้ำที่สำคัญที่สุดก็คือป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าไม้ในพื้นที่ภาคเหนือเป็นต้นน้ำที่สำคัญมาก เมื่อมีฝนตกลงมามาก ๆ ป่าก็จะเก็บน้ำไว้ และจะทำให้น้ำไหลไปท่วมพื้นที่ราบลุ่มน้อยลง จึงต้องส่งเสริมขยายผลไปสู่ทุกภาคส่วนในการร่วมกันที่จะป้องกัน รักษาป่า และปลูกป่าเพิ่มเติมให้มากขึ้น” รองเลขาธิการ กปร. กล่าว
ทางด้านนางจรูญ ราชบรรจง เกษตรกร ตำบลท่างาม อำเภอวัดโบสถ์ผู้ได้รับประโยชน์จากเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน บอกว่า ตนมีอาชีพทำนา มาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ เมื่อก่อนอาศัยเพียงน้ำฝนจากธรรมชาติเท่านั้น ซึ่ง 1 ปีก็ทำนาได้เพียง 1 ครั้งในฤดูฝน และเมื่อเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวก็ไม่ได้ทำอะไร เพราะไม่มีน้ำ แต่หลังจากที่มีเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ตนและราษฎรในละแวกนี้ก็สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ทั้งฤดูนาปีและนาปรัง ซึ่งนอกจากจะได้ประโยชน์ด้านการเกษตรตลอดทั้งปีแล้ว เขื่อนแห่งนี้ยังสามารถบรรเทาความเดือดร้อนจากน้ำท่วมได้อีกด้วย
“ปกติน้ำจะท่วมทุกปี โดยเฉพาะปีไหนที่มีฝนเยอะ น้ำหลาก น้ำจะท่วมตลอด แต่พอมีเขื่อนแควน้อยแล้ว ปัญหาก็บรรเทาได้เยอะ และนอกจากนี้ราษฎรที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงยังสามารถจับสัตว์น้ำไปบริโภคได้อีกด้วย นับว่าราษฎรชาวตำบลท่างามโชคดีมากที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคน” นางจรูญ ราชบรรจง กล่าว.
ผู้สนับสนุน




แสดงความคิดเห็น
แบ่งปัน