ช็อก! โกดักล้มละลาย
ตอนผมเรียนทำหนังสือพิมพ์เรียนทำข่าวถ่ายภาพข่าว มีฟิล์มถ่ายรูป 2 ยี่ห้อดังอันดับหนึ่งได้แก่ฟิล์มโกดักของอเมริกาอีกหนึ่งก็ฟิล์มฟูจิของญี่ปุ่น วันก่อนเห็นข่าวบริษัทโกดักกำลังล้มละลายก็ตกใจไม่น่าเชื่อยักษ์ใหญ่จะมีอันเป็นไปได้อย่างนั้น
แล้วก็นึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เวลานั้นยากจะคาดได้มากมาย เป็นต้นว่า ร้านอาหารนายก๊วกริมถนนบางนาตราดแถวบางปะกง ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดนิ่มนวลที่บางพระ ทั้ง 2 แห่งเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวบางแสน,พัทยาและชายทะเลตะวันออก ทุกคนต้องแวะไม่ครั้งใดก็ครั้งหนึ่ง พอถนนหนทางตัดใหม่มากขึ้นมีทางยกระดับมีมอเตอร์เวย์ร้านดังทั้งคู่ก็ยุบสลายหายไป
โกดักเป็นหนึ่งในเหยื่อของการขยับตัวล่าช้า ไม่ใช่ตามไม่ทันเทคโนโลยีใหม่ๆปัญหาคือตัดสินใจไม่ทัน
พวกเราส่วนหนึ่งคงย้อนภาพอดีตจำได้ว่าป้ายโฆษณาฟิล์มและกล้องโกดักปรากฏอยู่ทุกหนแห่ง เป็นเจ้าตลาดที่คู่แข่งอย่างฟูจิตามห่างๆ
ที่ผมบอกว่าโกดักมีพัฒนาการที่ดีก็จากคำอ้างของบริษัทเองว่าได้คิดค้นกล้องดิจิตอลได้ก่อนใครๆตั้งแต่ปี 1975 แล้วถูกหมกอยู่ในห้องทดลองไม่ลงไปสู่ตลาด เพราะขณะนั้นขายฟิล์มระเบิดเถิดเทิงจู่ๆจะขายกล้องที่ไม่ต้องใช้ฟิล์มให้โง่หรือ?
ผลคือคู่แข่งกล้องและฟิล์มค่ายญี่ปุ่นคิดต่างจึงผลิตกล้องดิจิตอลนำหน้าไปก่อน แม้ตอนหลังโกดักกลับตัวสู้สามารถครองตลาดในอเมริกาได้แต่อีกหลายแห่งลืมพี่เบิ้มแล้ว
เป็นไปตามคาดคือสถานการณ์บริษัทย่ำแย่ถึงขั้นใช้แผนปลดพนักงานทั่วโลกกว่า 145,000 คนเหลือเพียง 18,800 คน แต่ดูเหมือนหล่มลึกเกินกว่าจะตะกายขึ้นไหว
ล่าสุดโกดักพยายามขายสิทธิบัตรเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ 1,000 ล้านดอลลาร์ ประคับประคองสถานการณ์ระหว่างเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย คนรุ่นผมอ่านข่าวนี้แบบใจหายเพราะครั้งหนึ่งพวกเรามีฟิล์มโกดักเป็นส่วนหนึ่งการทำงานแยกจากกันมิได้เลย
พอดูเบอร์สองเวลานั้นฟูจิฟิล์มก็คนละเรื่อง...
จากบริษัทและโรงงานเล็กๆใช้คนราว 340 คนทำฟิล์มขายเป็นหลักต่อมาก็พัฒนากล้องถ่ายรูปแบบง่ายๆใช้แล้วทิ้งก็เคยมี ใครจะเชื่อว่าฟูจินี่แหละกล้าคิดกล้าทำโดยผลิตกล้องดิจิตอลก่อนพี่บิ๊กอย่างแคนนอน,นิคอนเสียอีก จึงไม่แปลกที่ฟูจิมีตัวแทนและสาขาอยู่ใน 200 ประเทศทั่วโลก
ยอดขายกล้องดิจิตอลคอมแพ็คของฟูจิฟิล์มในไทยเป็นอันดับ 4 ตามหลังโซนี่,ซัมซุงและแคนนอน
ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันชิงไหวชิงพริบ ความสำเร็จในห้องแล็บจึงไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงหากไม่นำมาปฏิบัติอย่างชาญฉลาดและเหมาะสมกับเวลา ผมเชื่อว่าในภาคของการเมืองก็เช่นกันโดยเฉพาะบทบาทการต่อรองในระดับนานา ชาติต้องมีการเตรียมการที่ดีและการตัดสินใจเด็ดขาดฉับพลัน
อีก 3 ปีไทยเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนก็เหมือนเศรษฐกิจเปลี่ยนถ่ายสู่ยุคดิจิตอล ผมว่าต้องถามตัวเองให้มากๆเราพร้อมขนาดไหน ตั้งตัวไม่ดีก็มีสิทธิล้มละลายกลายเป็นยักษ์เดี้ยง.
แมงเม่า
แสดงความคิดเห็น
แบ่งปัน