อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 กรกฎาคม 2559

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 กรกฎาคม 2559
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

สังคมผู้สูงอายุ

“สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” หมายถึงเมื่อประเทศหนึ่งมีอัตราส่วนประชากรอายุมากกว่า 60 ปี เกินกว่าร้อยละ 20 หรือประชากรอายุมากกว่า 65 ปี เกินกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งประเทศ เสาร์ที่ 23 มกราคม 2559 เวลา 03.11 น.

“สังคมผู้สูงอายุ” คือหนึ่งในปรากฏการณ์ทางประชากรศาสตร์ เมื่อสัดส่วนระหว่างประชากรที่มีอายุมากขึ้นกับอัตราการเกิดไม่สมดุลกัน โดยสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ให้คำจำกัดความของสังคมผู้สูงอายุ ว่ามี 3 ระดับ แบ่งเป็น “การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ” คือการที่ประเทศหนึ่งมีอัตราส่วนประชากรอายุมากกว่า 60 ปี เกินร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ หรืออัตราส่วนประชากรอายุเกิน 65 ปี มากกว่าร้อยละ 7 ของประชากรทั้งหมด

“สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” หมายถึงเมื่อประเทศหนึ่งมีอัตราส่วนประชากรอายุมากกว่า 60 ปี เกินกว่าร้อยละ 20 หรือประชากรอายุมากกว่า 65 ปี เกินกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งประเทศ และ “สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่” หมายถึงประเทศที่มีอัตราส่วนประชากรอายุเกิน 65 ปี มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ ทั้งนี้ การอยู่ในสังคมผู้สูงอายุของประเทศหนึ่งหรือสังคมใดก็ตาม ขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ การพัฒนาด้านการแพทย์และสาธารณสุข และสภาพสังคมของแต่ละประเทศ

กองบรรณาธิการฝ่ายข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์มีโอกาสสัมภาษณ์คุณฟิลิป โอคีฟ นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในเอเชียตะวันออกและภูมิภาคแปซิฟิกของเวิลด์แบงก์ ซึ่งเปรียบเทียบสถานการณ์ของสังคมผู้สูงอายุระหว่างกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ว่าความเปลี่ยนแปลงในการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปมีแนวโน้มช้ากว่าไทย และประเทศกำลังพัฒนาแห่งอื่นประมาณ 2-5 เท่า ซึ่งแนวโน้มด้านประชากรศาสตร์ในลักษณะดังกล่าวถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของรัฐบาลที่จะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนในเรื่องนี้ แต่ยังคงต้องเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเป็นระบบ

คุณฟิลิปวิเคราะห์แนวโน้มประชากรวัยแรงงานของไทย ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรอายุระหว่าง 15-64 ปี ว่าอาจลดลงมากกว่าร้อยละ 10 ภายในปี 2583 มากที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เนื่องจากเมื่อเทียบกับเวียดนามจะพบว่าแนวโน้มของอีกฝ่ายอยู่ที่เพียงร้อยละ 4 เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ นอกจากการเพิ่มความรู้และความเข้าใจให้แก่ประชาชนในเรื่องสังคมผู้สูงอายุแล้ว สถิติทั้งหมดที่ออกมาหมายความว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยต้องทบทวนนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมของตัวเอง เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันและการบริหารประเทศให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกด้าน ที่ทำให้ไทยและอีกหลายประเทศในภูมิภาคเผชิญกับภาวะการเปลี่ยนแปลงทางประชากรในระดับที่รวดเร็วอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเพื่อไม่ให้ไทยต้องตกอยู่ในภาวะ “แก่ก่อนรวย”

ทั้งนี้ การบริหารประเทศท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุไม่ใช่การมุ่งเน้นจัดการกับกลุ่มประชากรสูงอายุ แต่หมายถึงการดำเนินนโยบายที่ครอบ คลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่เกิดจนตาย เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชากรในทุกช่วงอายุให้มีคุณภาพทั้งในเรื่องของการศึกษา การสาธารณสุข และนโยบายดูแลผู้สูงวัยหลังเกษียณอายุ แต่ต้องอาศัยการดำเนินการด้านนโยบายที่เข้มแข็งและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของทั้งนายจ้างและลูกจ้างให้สอดคล้องกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ขณะที่อัตราการออมของคนไทยยังอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 10 แต่หนี้ครัวเรือนโดยเฉลี่ยกลับสูงถึงร้อยละ 80 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อีกทั้งไทยยังเป็นประเทศที่เริ่มนโยบายระบบบำนาญเมื่อปี 2541 ถือว่าช้ามากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

คุณโอคีฟยังแสดงความกังวลด้วยว่า ไทยยังไม่ได้วางรากฐานให้แก่ระบบการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนอย่างแข็งแกร่งเพียงพอ ซึ่งการพัฒนานโยบายในเรื่องนี้สำคัญมากสำหรับทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศยากจนหรือร่ำรวยก็ตาม สังคมผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่เป็นเรื่องใกล้ตัวเราอย่างมาก.

เลนซ์ซูม

จำนวนคนอ่าน 4,504 คน

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

คำสำคัญ

บอกต่อ : 478