องค์ความรู้ภาษา-วัฒนธรรม

ไสยศาสตร์

สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายไว้ว่า ไสยศาสตร์น่าจะเป็นความรู้ที่มีอยู่ในคนไทยโบราณตั้งแต่ครั้งที่ศาสนาพราหมณ์เข้ามาในอาณาจักรขอม และแพร่หลายเข้ามาสู่คนไทยซึ่งมีความเชื่อในเรื่องผีสาง

ไสยศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติของคนโบราณที่เกี่ยวกับเวทมนตร์ เชื่อกันว่า ผู้ที่ได้ร่ำเรียนและฝึกฝนจนมีอำนาจจิตแข็งแกร่งจะสามารถใช้ควบคุม บังคับ หรือดลบันดาลให้เกิดสิ่งที่ต้องการซึ่งมิได้เกิดขึ้นตามปรกติวิสัย

สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายไว้ว่า ไสยศาสตร์น่าจะเป็นความรู้ที่มีอยู่ในคนไทยโบราณตั้งแต่ครั้งที่ศาสนาพราหมณ์เข้ามาในอาณาจักรขอม และแพร่หลายเข้ามาสู่คนไทยซึ่งมีความเชื่อในเรื่องผีสาง อันเป็นสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ เป็นความรู้ที่พราหมณ์ในราชสำนักขอมและในราชสำนักของไทย รวมทั้งบรรดานักปราชญ์ผู้รู้ได้ใช้และศึกษาเล่าเรียนกัน ถือเป็นความเชื่อในศาสนาพราหมณ์

An Encyclopedia of Religion อธิบายว่า ไสยศาสตร์มี ๒ ประเภท คือ ๑) ไสยศาสตร์ขาว (white magic) เกิดจากความพยายามแสวงหาที่พึ่งจากอำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติเมื่อขาดที่พึ่ง ไม่ปลอดภัย หรือเมื่ออันตรายมาถึง เช่น การเสกยาสมุนไพร คาถาคุ้มครองป้องกันอันตรายนานาประการ เครื่องรางของขลัง ๒) ไสยศาสตร์ดำ (black magic) เกิดจากความพยายามแสวงหาอุบายวิธี ใช้อำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติเพื่อทำลายล้างศัตรู เพื่อความยิ่งใหญ่ของบุคคล

นอกจากนี้ ในวิชามานุษยวิทยา คำว่า ไสยศาสตร์ (magic) หมายถึง ความรู้ของมายากร (magician) มายากรเป็นผู้มีอำนาจวิเศษเหนือมนุษย์ อาจบันดาลให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น เป็นไปตามปรารถนา โดยมีการกระทำหรือการแสดงออกเป็นเคล็ด เป็นสัญลักษณ์ เครื่องรางของขลัง การใช้เวทมนตร์ ตรงกับที่กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) ทรงเรียกผู้รู้และผู้กระทำพิธีทางไสยศาสตร์ว่า มายากร โดยทรงอธิบายว่า มายากรในสมัยก่อนเป็นผู้วิเศษ มิใช่นักเล่นกล มายากรในสมัยโน้นเป็นหมอดู เช่นพิเภกที่ชำนาญกลศึก เช่นขงเบ้งที่สามารถหยั่งรู้น้ำใจคน

ในสังคมไทยโบราณ ผู้ทำหน้าที่รับใช้ราชการด้านความมั่นคงปลอดภัย มักจะเป็นผู้มีความรู้ทางไสยศาสตร์ เพื่อป้องกันตน ญาติมิตรและประเทศชาติ แต่ในปัจจุบันสภาพสังคมเปลี่ยนไป วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญขึ้น ความจำเป็นในการใช้ความรู้ทางไสยศาสตร์จึงลดลง.

กนกวรรณ ทองตะโก

ความคิดเห็น