ตรวจสอบ

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 00:00 น.

ผม.สนับสนุนขบวนการตรวจสอบมาโดยตลอด เพราะถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ กับสร้างหลักธรรมาภิบาล ให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน หากองค์กรไหนยึดถือความถูกต้อง ต้องการหาคำตอบว่า เกิดความผิดปกติขึ้นกับนโยบายหรือการทำงานของภาครัฐหรือไม่ ทำไปเลยครับ

อย่างเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาลของวุฒิสภา ได้สรุปผลการตรวจสอบสัญญา การทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่ เพื่อให้บริการ 3 จี ระหว่าง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กับ กลุ่มบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งไปให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตรวจสอบ

ครับ...เมื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระ ผู้ที่เกี่ยวข้อง จะได้นำข้อมูลมาหักล้างกัน ยิ่งการสื่อสารกำลังเป็นปัจจัยสำคัญของการรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ อย่าลืมว่าสมัยนี้ ใครมีข้อมูลมาก ใครเร็วกว่า จะได้เปรียบ แต่ ทุกหน่วยงานก็ต้องยึดความโปร่งใสและข้อกฎหมาย เป็นหลัก

ขณะที่ทางกลุ่มบริษัททรูฯ ได้ส่งคำชี้แจง ตามที่ทางกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องทุจริตฯ ของวุฒิสภา ได้ตั้งประเด็นไว้มาให้ผมพิจารณา ดังนั้นเพื่อเป็นประโยชน์กับ
ผู้ที่สนใจ และเป็นกรณีศึกษา ผมขออนุญาตนำข้อมูลมานำเสนอ

โดยกลุ่มบริษัททรูฯ ชี้แจงว่า การดำเนินธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่รูปแบบใหม่ (3จี) ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กับ กลุ่มบริษัทในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอ
เรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทฯ ได้ทำสัญญาถูกต้องและโปร่งใส

เพราะได้ผ่านการพิจารณา และตรวจสอบอย่างละเอียด จาก คณะกรรมการ กสท และ สำนักงานอัยการสูงสุด ก่อนลงนามในสัญญาต่าง ๆ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดไม่มีข้อท้วงติงว่า สัญญานี้ขัดต่อกฎหมาย ม.46 วรรค 2 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553, พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ พ.ศ. 2535

ตามสัญญานี้ ทาง กสท ยังเป็นผู้บริหารคลื่นความถี่แต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่ บีเอฟเคทีซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มทรูฯ เป็นเพียงผู้ให้เช่าเครื่อง และอุปกรณ์เท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการทางด้านโครงข่าย

อีกทั้ง กสท สามารถสั่งให้ บีเอฟเคที สร้างเครือข่ายเพิ่มเติมเท่าไหร่ก็ได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด และป้องกันการผูกขาด เพราะเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น กสท สามารถไปขายส่ง และบริการให้แก่ผู้ประกอบกิจการอื่น ๆ ได้ จึงไม่ขัด ม.46 วรรค 2 พ.ร.บ.กสทช. และ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544

ส่วนที่อ้างว่าบริษัททรูฯ หลีกเลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุน นั้น บริษัทฯ ยืนยันว่าโครงการ 3 จี ไม่เข้าข่ายตาม พ.ร.บ.นี้ เพราะ กสท ได้แปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชน ตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 46 จึงไม่เป็นกิจการของรัฐ แต่มีสถานะเหมือนบริษัทเอกชน ที่ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจาก กสทช. เช่นกัน

ครับ...จากนี้ไปก็ต้องรอบทสรุปจาก ป.ป.ช. และ กสทช. ยิ่งกระบวนการตรวจสอบเข้มแข็งมากเท่าไหร่ ประชาชนได้ประโยชน์และยอมรับได้ แต่ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากกระบวนการแทรกแซง.

เขื่อนขันธ์

แสดงความคิดเห็น

แบ่งปัน

จำนวนคนดู   1,211  ครั้ง