อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 24 พฤษภาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 24 พฤษภาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

จุดกำเนิดสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (2)

เมื่อวันที่ 24-28 เมษายน พ.ศ. 2491 ได้เกิดความรุนแรงระหว่างประชาชนไทยเชื้อสายมลายูกับเจ้าหน้าที่รัฐ จนเกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย จากเหตุการณ์ดังกล่าวเสมือนจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง... พฤหัสบดีที่ 22 กันยายน 2559 เวลา 11.00 น.


ตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เข้าปราบปรามและยึดครอง ปัตตานี สมัยสุลต่านมูฮัมหมัด ได้สำเร็จในปี พ.ศ.2329 แต่ก็มีความพยายามหลายครั้ง ในการที่จะกอบกู้เอกราชแต่ก็ไม่สำเร็จ และได้มีการจัดระเบียบการปกครอง ปัตตานีหลายครั้ง โดยเฉพาะครั้งสุดท้ายได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2476 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก มณฑลปัตตานี แบ่งออกเป็น 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และ นราธิวาส ขึ้นตรงต่อ กระทรวงมหาดไทย

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 โดยเฉพาะในช่วง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีการรณรงค์เรื่องความเป็นไทย เพื่อความทันสมัย และพัฒนาวัฒนธรรมให้เป็นไทยเพียงจุดเดียว จากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้ชาวมุสลิม ที่มีวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกัน เกิดความเดือดร้อนและมีความไม่พอใจ และในช่วงนี้เอง ข้าราชการที่ลงไปปฏิบัติราชการในพื้นที่ 3 จังหวัด ยิ่งมีส่วนในการสร้างปัญหาเพิ่มมากขึ้น และจากเหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ พ.ศ.2329 ทำให้ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดได้มีการรวมตัวกันเพื่อต่อต้านรัฐบาลในรูปแบบต่างๆ และขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะความคับแค้นทางจิตใจ



สถานการณ์ความรุนแรง

1. กบฏดุซงญอ พ..2491

กบฏดุซงญอ” หรือ ภาษาพื้นเมือง เรียกว่า “ปือแร ดุซงญอ” แปลว่า “ดุซงญอลุกขึ้นสู้” หรือ “สงครามดุซงญอ” เป็นเหตุการณ์ปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู ระหว่างวันที่ 25-28 เมษายน2491 ที่ตำบลดุซงญอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

มูลเหตุอันเกิดจากชาวไทยมุสลิม เชื้อสายมลายูมีความไม่พอใจรัฐบาลไทย อันเนื่องมากจากการยกเลิกระบบสุลต่าน หรือเจ้าผู้ครองนครมาเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล ในสมัยรัชกาลที่ 5 และทวีความรุนแรงมากขึ้นในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม สมัยที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งความอดอยากในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ราษฎรที่นับถือศาสนาอิสลามเห็นว่าพวกตนไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรจะได้รับ



นอกจากนั้นยังได้รับแรงหนุนจากต่างประเทศด้วย แกนนำในการต่อต้านรัฐบาลในยุคนั้น คือ “หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษด้วย ทำหน้าที่คัดค้านการตั้งดะโต๊ะยุติธรรม เรียกร้องให้แยกศาสนาและเสนอคำขอ 7 ข้อต่อรัฐบาล “หะยีสุหลง” ถูกจับด้วยข้อหากบฎ เมื่อวันที่ 16 มกราคม2491 สร้างความไม่พอใจแก่ราษฎรอย่างกว้างขวาง จนเป็นเหตุทำให้ประชาชนไทยเชื้อสายมลายูรวมตัวกัน จนกลายเป็นความหวาดระแวงอันนำมาสู่ความรุนแรงในที่สุด

เมื่อวันที่ 24-28 เมษายน2491 ได้เกิดความรุนแรงระหว่างประชาชนไทยเชื้อสายมลายูกับเจ้าหน้าที่รัฐ จนทำให้เกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่ายเป็นจำนวนมาก จากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งของประชาชนไทยเชื้อสายมลายูกับรัฐบาล



2. การปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 ( เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ..2547)

เวลาผ่านไปเกือบ 50 ปี ที่ทำให้สถานการณ์ใน “สามจังหวัดชายแดนภาคใต้” พัฒนาไปตามสถานการณ์โลก นั่นคือ ปรากฎขบวนโจรจีนคอมมิวนิสต์ ที่มาเคลื่อนไหวใน ประเทศไทย แต่ออกไปปฏิบัติการทางทหารในประเทศมาเลเซีย คือ ยังมีขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งมีการเคลื่อนไหวอยู่ใน “สามจังหวัดชายแดนภาคใต้” แต่การปฏิบัติไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร

และในช่วง ปี พ.ศ.2520 เยาวชนใน “สามจังหวัดชายแดนภาคใต้” ได้เดินทางไปศึกษาในประเทศตะวันออกกลางจำนวนมาก และเป็นช่วงที่ประเทศตะวันออกกลาง เกิดการสู้รบกันอย่างกว้างขวาง ทำให้นักศึกษาไทยไม่น้อยที่มีโอกาสเรียนรู้เรื่องหลักศาสนาอิสลาม และยังได้เรียนรู้เรื่องการสงครามประชาชนอีกด้วย หลังจากนั้นนักศึกษาเหล่านั้นจำนวนหนึ่งเดินทางกลับเป็นผู้สอนศาสนา และมีการจัดตั้งขบวนการก่อการร้ายขึ้นตามสถาบันการศึกษาบางแห่ง จนสามารถขยายตัวเป็นกองกำลังขึ้นได้



ในช่วงปีประมาณ พ.ศ.2545 ได้ยุบกองกำลังผสมพลเรือนตำรวจทหารที่ 43 (พตท.43) และถอนทหารในพื้นที่ออก คงใช้แต่กำลังตำรวจ เพราะคิดว่าเป็นโจรธรรมดา จึงเป็นโอกาสทำให้ผู้ก่อความไม่สงบขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ชื่อตามที่รู้จัก คือ BRN- Coordinate”

เมื่อวันที่ 4.พ.ค. ปี พ.ศ.2547 เวลาประมาณ 02.00 น.ได้มีคนร้ายไม่น้อยกว่า 80 คน พร้อมด้วยรถบรรทุก 6 ล้อ จำนวน 5 คัน มุ่งหน้ามาทางบ้านตาโง๊ะ ตำบลมะรือโบออก อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส มุ่งหน้าไปที่ ค่ายนราธิวาสราชนครินทร์ หรือ กองพันพัฒนาที่ 4 สามารถสังหารเจ้าหน้าที่ทหาร 4 นาย ยึดอาวุธได้ประมาณ 400 กระบอก พร้อมกระสุนจำนวนหนึ่ง ลำเลียงไปยังรถบรรทุกแล้วหลบหนีไป และในวันดังกล่าว คนร้ายอีกกลุ่มหนึ่งได้เผาโรงเรียนในจังหวัดนราธิวาส 20 โรงเรียน วางเพลิงสถานีตำรวจ 2 แห่ง วางระเบิดแสวงเครื่อง 12 จุด ตัดต้นไม้ วางเรือใบจำนวนมาก



3.เหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ (วันที่ 28 เมษายน พ..2547)

มัสยิดกรือเซะ ควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เป็นมัสยิดที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 200 ปี โดย เช้ามืดของวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2547 กลุ่มคนจำนวนมากได้เข้าโจมตีสถานีตำรวจ สถานที่ราชการ พร้อมกันทั้ง 11 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัด ทำให้ผู้เสียชีวิตยอดรวมถึง 107 ศพ บาดเจ็บ 6 คน ถูกจับกุม 17 คน เจ้าหน้าที่ เสียชีวิต 5 นาย บาดเจ็บ 15 นาย

ในขณะเดียวกันป้อมจุดตรวจกรือเซะ ถูกยิงถล่มด้วยอาวุธสงครามจนทำให้ตำรวจคอมมานโด 4 นายที่เข้าเวรถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นทหารและตำรวจเคลื่อนที่เข้ามาปิดล้อมทำให้กลุ่มคนร้ายหลบหนีเข้าไปใน มัสยิดกรือเซะ และได้มีการปะทะกันอยู่นาน ทำให้กลุ่มคนร้ายเสียชีวิต 32 คน



4. เหตุการณ์กรณีตากใบ (เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ..2547)

จากเหตุการณ์การจับกุม ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน จำนวน 6 คน ในข้อหายักยอกอาวุธปืนของทางราชการ จึงถูกนำตัวมาสอบสวนที่โรงพัก อำเภอตากใบ ในระหว่างนั้น มีบรรดาชายฉกรร์จและกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากหลายร้อยคนมารวมตัวเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 คน เมื่อเวลาผ่านไปจำนวนผู้โอบล้อมเพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นพันคน การเจรจาไม่บรรลุผล ทำให้สถานการณ์รุนแรง กดดันเจ้าหน้าที่ จนเกิดการปะทะกัน ในที่สุดพบว่า ผู้ชุมนุมเสียชีวิต 7 คน บาดเจ็บ 14 คน และจากนั้นได้เคลื่อนย้ายผู้ถูกควบคุมทั้งหมดไปไว้ที่จังหวัดทหารบกปัตตานี ค่ายอิงคยุทธ์ฯ ในระหว่างการเคลื่อนย้ายทำให้เกิดการเสียชีวิตเพิ่มอีก 78 คน รวมเป็น 85 คน

เหตุการณ์ความรุนแรงที่กล่าวมานี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2491 ที่จริงแล้วเหตุการณ์เล็กบ้างใหญ่บ้างเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในครั้งต่อไป จะทำสรุปเหตุการณ์ล่าสุดว่า มีจำนวนกี่เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากน้อยเท่าใด เป็นคนไทยและคนไทยมุสลิมเสียชีวิตเท่าใด กับใช้งบประมาณไปแล้วจำนวนเท่าใด ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2547 ถึงปัจจุบัน

…............................
คอลัมน์ : The Truth
โดย “ต้นฝน”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    88%
  • ไม่เห็นด้วย
    13%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 226