อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 25 มีนาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 25 มีนาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

นานๆที'ดื่มเหล้า'สุดคุ้มค่า แลก 1 ชีวิตยิ่งคุ้มค่ากว่า?!?

หลังจากสร่างเมา ตื่นมาดูข่าวและโทรหาร้อยเวรเพื่อแจ้งทะเบียนยี่ห้อรถที่ชนคนตาย พลันนั้นรีบกดวางสาย เดินออกมาที่โรงรถ...ขนในกายลุกชัน ทะเบียนยี่ห้อรถที่กำลังจะแจ้ง คือรถตัวเอง พุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08.00 น.


ถ้าเขาจะ “กินเหล้า” ให้น้อยหน่อยก็คงได้ แต่เขากลัวว่านานๆ ได้ “กินเหล้า” ทีจะไม่คุ้มค่า การได้เจอเพื่อนฝูงจึงทำให้เขาดื่มอย่างเต็มที่ ร้านนี้ปิดไปต่อร้านอื่น กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่เรารู้กันดีว่า หากอยาก “กินเหล้าเมาให้เต็มที่” ก็มีที่กินเสมอยันถึงเช้า

เขากลัวว่าหากไม่ดื่มให้เกือบเช้า ขับรถกลับไปก็คงจะต้องเจอ “ด่านตรวจแอลกอฮอลล์” จึงกินอย่างเต็มที่ ปฏิเสธที่จะนั่งรถสาธารณะกลับ การจราจรและขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ อยู่ในขั้นวิกฤติ ไม่อาจอำนวยความสะดวกและสาธารณะให้กับประชาชนในเมืองนี้ได้

รถเมล์มาช้า รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินปิดเหมือนเป็นซินเดอเรลล่ารีบกลับบ้าน แท็กซี่เลือกผู้โดยสาร เขาเห็นความวุ่นวายต่างๆ นานาเพียงพอที่จะตัดสินใจขับรถมาเองดีกว่า พ่อหัดสอนขับรถเขาตั้งแต่เสียงยังไม่แตกหนุ่ม ชำนาญอย่างยิ่ง เมาหลายคราก็เอาตัวรอดได้หลายครั้ง



เหล้านั้นไม่ดีต่อสุขภาพแน่ แต่แทบทุกอย่างในโลกล้วนไม่ดีต่อสุขภาพหมด นานๆ ดื่มที เขาเห็นว่า “การดื่มกินล้วนเป็นศิลปะ” คนที่ดื่มเหล้าไม่เป็นนำพาความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น คือผู้เยาว์อ่อนต่อโลก เหล้าต้องกินให้สนุก ผ่อนคลาย ไม่ใช่ดื่มกินแล้วสร้างปัญหาให้ผู้อื่น มือถือสากปากถือศีลทั้งหลายต่างประณาม “แอลกอฮอลล์”

แต่พวกเขารู้จักมันน้อยเกินไป มีคนดื่มเหล้านับล้านที่ไม่เคยสร้างปัญหาให้กับสังคม แต่กลับพาลเหมารวมว่าคนสร้างปัญหาจำนวนน้อย คือ “ความเลวร้ายจากการดื่มเหล้าทั้งหมด” พยายามต่อต้านเรียกร้องความดี ประณามป้ายสีผู้ดื่มกินไม่ต่างจากฆาตกรที่แขวนป้ายความชั่วอยู่ที่อก!!

พวกเขารู้จักมันน้อยเกินไป รู้จักโลกน้อยเกินไป...

เขาคงเมาจริงๆ จึงคิดอะไรเรื่อยเปื่อย มือที่จับพวงมาลัยโรยแรง รู้เลยว่าร่างกายไม่ไหว รู้สึกเสียใจที่ขับรถออกมา แต่ทำไงได้...บ้านอยู่ไกล เขาเคยยืนเมาปวดปัสสาวะเรียกแท็กซี่หลายคันไปส่งบ้าน แต่ไม่มีคันไหนยอมไป เพราะมันไกล วินาทีนั้นเขาเหมือนเป็น “ไอ้งั่งที่วิงวอนขอติดรถเดินทางไปทั้งๆ ที่มันเป็นการเจรจามีเงินจ่ายให้” เขาจึงเข็ดยิ่งนัก พยายามจะไม่กินไกลบ้าน แต่เมื่อเพื่อนๆ นัดรวมตัวกัน สังคมแห่งความเป็นมนุษย์ก็เรียกร้อง จึงต้องเดินทางไป

บ้านเขาไกล กลางคืนเงียบ มีไฟสีส้มส่องสว่างนำทาง เขาง่วงนอน ไม่มีด่านตำรวจตั้งในเวลาตี 4 ตี 5 แล้ว ถนนโล่งจนเขานึกว่าปีใหม่ สงกรานต์ ขับอย่างสบาย ขับร้องเพลงฮัมๆ ไป พยายามเรียกสติ แต่ความง่วงปกคลุม อยากนอน อีกใจก็อยากฝืน ต้องการกลับไปถึงบ้าน

ชีวิตผู้คนยามฟ้าเริ่มงัวเงียปรากฏให้เห็น คนใส่ชุดห่มขาวโบกแท็กซี่หลายคันเพื่อจะไปวัด แต่ไม่มีใครยอมไป ชีวิตพ่อค้า แม่ค้าตามตลาดเริ่มทำงาน ครอบครัวหอบลูกซ้อน 3 ซ้อน 4 ขี่ จยย.ไปไหนสักที่ พนักงานกวาดขยะเริ่มใช้ไม้กวาดอย่างชำนาญ เพื่อปัดกวาดสิ่งสกปรกให้ทุกอย่างดูงามสะอาดตา ยามพระอาทิตย์ส่องแสง

เขาผงกศีรษะ เพราะฤทธิ์เหล้าและอาการง่วงนอนผสมโจมตีกัน แต่ใจยังกัดฟันสู้ พยายามไปให้ถึงที่หมาย รถเซเล็กน้อย ระหว่างที่เขาคิดอะไรเรื่อยเปื่อย แต่ก็หักกลับมาได้ทัน มีเสียงด่าออกมาจากคนริมถนน คงเป็นพนักงานกวาดขยะที่แทบกำไม้กวาดเตรียมฟาดใส่รถเขา

ขอโทษที...เขาบอกในใจ วินาทีนั้นด้วยฤทธิ์ “แอลกอฮอลล์” ทำให้เขาพึ่งมาตระหนักได้ว่า...หากรถเขาเซไปอีกนิด ก็จะชนเข้ากับร่างมนุษย์พนักงานกวาดขยะ ความกลัวและขนลุกค่อยๆ ตั้งชัน แม้จะช้าเพราะฤทธิ์เหล้า แต่มันก็เกาะกุมจิตใจเขาได้



สัตว์!!! กูเกือบขับรถชนคนตายแล้วไหมล่ะ จากนั้นก็รู้สึกผิดในใจที่เกือบก่อเหตุนั้น เขาน่าจะเรียกบริการรถที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไม่ควรจะฝืนแบบนี้ ในประเทศที่ระบบรถสาธารณะห่วยแตกก็จริง แต่เขาก็ไม่ควรกระทำผิดกฎหมาย เมาแล้วมาขับแบบนี้เสี่ยงที่จะพรากชีวิตมนุษย์คนอื่น ชีวิตคนอื่น!! เขาตระหนัก ชีวิตที่ใครๆ ล้วนรักและหวงแหนทั้งสิ้น!!

ความคิดนี้ทำให้เขา “สร่างเมา” อัตโนมัติทันที สติกลับมาแทบจะปกติ ใกล้ถึงบ้านแล้ว ไม่เอาแล้ว เขาพร่ำบ่นในใจ

รถคันหลังแซงเขาอย่างรวดเร็ว ทำเอาเขาแทบแตะเบรก ใจหายอีกรอบ คิดว่าจะถูกชนท้ายเข้าแล้ว วินาทีนั้นต่อให้คนเมาที่สุดก็ยังรู้ว่า ไอ้คันที่แซงเขานั้น “เมาชิบหาย” ขับไวและส่ายไปมา ในชั่ววินาที รถก็พุ่งขึ้นฟุตบาทแล้วชนเข้ากับพนักงานกวาดขยะ ลากร่างนั้นไปเกือบ 20 เมตร ก่อนจะเบรก

ร่างกระเด็นจากกระโปรงหน้ารถกระแทกกับฟุตบาท เขาเห็นเศษสมองหลุดออกมา และร่างที่กระดูกหักหลายส่วน พร้อมเสียงที่ดังออกมากระแทกหัวใจ ทำเอาเขาหาย “สร่างเมา” ทันที!!

รถคันนั้นหยุดนิ่งเหมือนกำลังชั่งใจคิด ก่อนจะตัดสินใจออกขวา ขับลงจากฟุตบาทแล้วหนีไป เหตุการณ์เกิดไม่ถึง 10 วินาที เขาเห็นร่างหนึ่งนอนนิ่งไม่หายใจที่พื้น เขาสิ้นอาการเมาทันที มือกำพวงมาลัยแน่น อ้าปากค้าง ไม่มีเสียงหรือลมหายใจเปล่งออกมา ต้องใช้เวลาหลายวินาทีทีเดียว ที่เขาจะโทรศัพท์ไปหาตำรวจแจ้งข่าวนี้ ใจจริงเขาอยากจะหยุดดู แต่เขามีกลิ่นเหล้า และมีโอกาสที่เขาจะกลายเป็นผู้ผิดได้ จึงตัดสินใจขับรถไป เข้าบ้านนอน



เมื่อตื่นมา เขายังงัวเงียและปวดหัวกับฤทธิ์เหล้า แต่ภาพติดตาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังฝังแน่นในความทรงจำ เขาเปิดข่าวหาอ่าน ในวินาทีทั้งมวล เขาครุ่นคิด เปิดข่าว “เว็บไซต์เดลินิวส์” เห็นภาพญาติผู้ตายร้องไห้หน้าศพ พร้อมเพื่อนร่วมงาน หัวใจเขายิ่งตระหนัก เขาคือพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ค้นหาชื่อร้อยเวร เขาต้องแจ้งตำรวจ

ทำไมคนเมาบางคนถึงทำตัวได้เลวร้ายขนาดนี้ ทำไมคนเราเมาไม่เหมือนกัน บางคนเมาแล้วอันธพาล บางคนเมาแล้วสนุก คงเพราะคนเราแตกต่างกัน แต่คุณค่าของชีวิตเท่ากัน ไม่ควรที่จะมีใครมาพรากชีวิตกันได้ง่ายๆ แบบนี้ ชีวิตคนเราไม่ได้มีราคาถูก จนความตายสามารถซื้อหามาง่ายๆ เขาตัดสินใจ โทรศัพท์แจ้งตำรวจบอกรูปพรรณรถคันก่อเหตุ


ตำรวจรับสาย เขากำลังจะพูดแจ้ง “ทะเบียนและยี่ห้อรถ” พลันนั้น!! ก็ตระหนักได้รีบกดวางสาย เดินออกมาที่โรงรถเพื่อดูรถตัวเอง ขนในกายลุกชัน... “ทะเบียนและยี่ห้อรถ” ที่เขากำลังจะแจ้งนั้น คือ... “รถของเขาเอง”

บัดนี้มันจอดในบ้าน เขาอ้าปากค้าง... พยายามมองสภาพรถ ทุกอย่างมึนงง หรือรถคันที่ชนเป็นรถของเขา...เดินไปสำรวจรถให้แน่ใจสิว่า รถใครกันแน่ที่ชนคนตาย!!
….....................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ”

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 104