อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 25 มีนาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 25 มีนาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เงินคงคลัง"ถังไม่แตก"

ถ้าเงินคงคลังมีไม่เพียงพอกับรายจ่าย สามารถกู้ได้จากวงเงินขาดดุล รวมถึงวงเงินชั่วคราวที่มีอยู่หลายหมื่นล้านบาท สะท้อนว่าเงินสดของประเทศยังมีอีกมาก ไม่ใช่ว่าใช้แล้วจะหมดไป!!! พฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10.00 น.


ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีนักการเมืองที่เคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้วออกมาแสดงความคิดเห็นชี้ว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเนื่องจาก “เงินคงคลังของรัฐบาลลดลง” จากเดิมที่เคยมีอยู่กว่า 200,000 ล้านบาท เหลือเพียง 74,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทางด้านการคลังของรัฐบาล

ข่าวดังกล่าวยังได้โยงใยไปถึงว่า...รัฐบาลมีเงินออมลดลงอยู่ในสภาวะ
“ถังแตก” ความคิดเห็นที่นำเสนอสู่สังคมในครั้งนี้ไม่สอดคล้องกับหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ ชึ่งมีเจตนาบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงที่ก่อให้เกิดความสับสนแก่สังคมไทย จึงเป็นข้อมูลที่หาสาระไม่ได้

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาอธิบายและให้ข้อมูลว่ากระแสข่าวที่ว่ารัฐบาลกำลัง “ถังแตก” เนื่องจากเงินคงคลังในเดือนธันวาคม 2559 เหลืออยู่ 7 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติในเดือนธันวาคมของทุกปี เนื่องจากในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2559 รัฐบาลมีนโยบายเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายงบลงทุน เนื่องจากรัฐบาลยังต้องกู้เงินมาเพื่อพัฒนาประเทศในลักษณะของ “งบประมาณขาดดุล” จึงต้องระมัดระวังเกี่ยวกับต้นทุนเงินกู้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยไปหลายพันล้านบาท


ปริมาณเงินคงคลังที่ กรมบัญชีกลาง เห็นว่าเหมาะสมอยู่ระหว่าง 50,000-100,000 ล้านบาท ถ้าหากเงินคงคลังมีไม่เพียงพอกับรายจ่ายก็ยังสามารถกู้เงินได้อีกจากวงเงินขาดดุลงบประมาณ 390,000ล้านบาท รวมถึงวงเงินชั่วคราวเพื่อเสริมสภาพคล่องที่มีอยู่อีก 80,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่ากระแสเงินสดของประเทศยังมีอีกมาก ไม่ได้หมายความว่า...เงินคงคลังใช้แล้วจะหมดไป

ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ผู้ซึ่งสำเร็จการศึกษาปริญญาเอก สาขาทางเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อปี 2510 ได้พูดออกอากาศในรายการ “รุ้งหลายสี” ทางสถานีวิทยุ อสมท. เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้วว่า...

“เงินคงคลัง” คือ ยอดคงเหลือในบัญชีเงินสดของรัฐบาล (government cash balance) ณ ขณะใดขณะหนึ่ง หากเงินสดเข้ามีมากกว่าเงินสดออก ปริมาณเงินคงคลังก็มีเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันหากเงินสดเข้ามีน้อยกว่าเงินสดออก ปริมาณเงินคงคลังก็ลดลง ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ และไม่ได้สะท้อนถึงฐานะทางการเงินการคลังของประเทศแต่อย่างใด

ส่วนที่มีความสับสนและเข้าใจผิดกันว่า “เงินคงคลังเป็นเงินออมของรัฐบาล” ก็เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะรัฐบาลไม่มีเงินออม มีแต่เงินออมของประเทศ ชึ่งเกิดจากการออม (Savings) ของประชาชน หน่วยงานราชการซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการเงินสดเข้าและเงินสดออกของรัฐ หรือเงินคงคลังนั้น คือ กรมบัญชีกลาง

เพื่อให้มองเห็นภาพรวมที่มาของรายได้และรายจ่ายของรัฐบาล รายได้ของรัฐมาจากการจัดเก็บภาษีของ กระทรวงการคลัง ได้แก่ กรมสรรพากรมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพสามิตมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีน้ำมัน ภาษีรถยนต์ ภาษีเบียร์ ฯลฯ กรมศุลกากรมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังมีรายได้ที่มาจากการส่งเงิน ซึ่งเป็นผลกำไรของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ส่วนรายจ่ายเกิดจากค่าใช้จ่ายประจำและงบลงทุนของรัฐบาล ซึ่ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้พิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่ สำนักงบประมาณ เป็นผู้จัดทำขึ้นตามนโยบายและแผนงานของรัฐบาล

หน่วยงานราชการที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการเงินคงคลัง คือ กรมบัญชีกลาง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแล และตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินของหน่วยงานภาครัฐ การก่อหนี้ผูกพัน การนำเงินส่งคลัง การถอนคืนเงินรายได้ของส่วนราชการ รวมทั้งพิจารณาทำความตกลงในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณตามที่ส่วนราชการขอทำความตกลง ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารเงินคงคลัง

สำนักงบประมาณ มีหน้าที่ จัดทำงบประมาณรายจ่ายโดยคำนึงถึงวินัยทางการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี และร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม เสนอต่อคณะรัฐมนตรี

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ มีหน้าที่ในการบริหารหนี้สาธารณะ ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะโดยการวางแผน กำกับ และดำเนินการก่อหนี้ค้ำประกัน และปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาล หน่วยงานในกำกับดูแลของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรวมทั้งการชำระหนี้ของรัฐบาล การติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้ การบริหารหนี้สาธารณะ” เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความยั่งยืนทางการคลังและการพัฒนาเศรษฐกิจ

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีหน้าที่จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการพัฒนาประเทศในแต่ละช่วงระยะเวลา 5 ปี และวิเคราะห์ ประเมินแผนงานและโครงการพัฒนาของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจพิจารณางบลงทุนประจำปี ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโครงการต่างๆ ของรัฐวิสาหกิจ

ทั้งหมดที่นำเสนอมานี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลในเชิงภาพรวม เศรษฐกิจการคลังของประเทศทั้งระบบ จะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือภายใต้การบิดเบือนของผู้ที่ไม่อยากเห็นความคืบหน้าในการเดินหน้า
“ปฎิรูปประเทศไทย”
…...............................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    86%
  • ไม่เห็นด้วย
    14%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 248