การผ่อนคลายนโยบายการเงินของจีน
เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ธนาคารกลางของประเทศจีนได้ประกาศลดการสำรองเงินฝากของแบงก์พาณิชย์ในจีนลง 0.5% เหลือ 20.5% ซึ่งเป็นการประกาศปรับลดลงครั้งที่ 2 นับแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สะท้อนถึงการที่ธนาคารกลางจีนกำลังเข้าสู่ช่วงของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งผมคิดว่า เป็นเรื่องที่น่าจับตามองมาก ทำไมต้องทำเช่นนี้
ถ้าย้อนกลับไปช่วง 1 ปีที่ผ่านมา คงจำกันได้ว่า ธนาคารกลางของจีนได้ดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อต่อสู้กับ (1) ปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ (2) ปัญหาการแข่งกันปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในจีน รวมทั้ง (3) ปัญหาเงินเฟ้อที่ถีบตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยพยายามควบคุมปัญหาดังกล่าวด้วยมาตรการหลายอย่าง ทั้งมาตรการควบคุมโดยตรง เช่น จำกัดการซื้อขาย จำกัดการปล่อยกู้ และผ่านมาตรการทางอ้อมเช่น ดึงเงินออกจากระบบโดยให้แบงก์เพิ่มสำรองเงินฝากเพิ่มขึ้น 6 ครั้ง ทยอยขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง ฯลฯ
หลังจากที่ได้ดำเนินมาตรการเหล่านี้อย่างเข้มงวดมาแล้ว 1 ปี จากข้อมูลพบว่า ทางการจีนก็สามารถควบคุมปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ในระดับหนึ่ง โดยราคาอสังหาฯ ในจีนเริ่มตกลงมาบ้าง นอกจากนี้ ยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่จากภาคแบงก์ของจีนลดลง 2.9 แสนล้านหยวนเมื่อเทียบกับยอดสินเชื่อใหม่ในเดือนมกราคมของปีก่อนหน้า ส่วนเงินเฟ้อได้ลดลงจากร้อยละ 6.5 เมื่อกลางปีที่แล้ว เหลือเพียง 4.1% เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ท่ามกลางความสำเร็จเหล่านี้ สิ่งที่หลายคนเริ่มกังวลใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนได้ลดลงเป็นไตรมาสที่ 5 จาก 9.8% เป็น 8.9% ในไตรมาสล่าสุด หลายคนจึงตั้งคำถามว่า “อัตราการขยายตัวดังกล่าวจะตกลงไปถึงแค่ไหน”
นัยคืออะไร
ถ้าจะต้องตีความ การปรับลดอัตราการสำรองเงินฝากครั้งนี้ หมายความว่า ธนาคารกลางจีนกำลังกลับทิศของการดำเนินนโยบายของตน โดยปีนี้จะเป็นการผ่อนความเข้มงวดของมาตรการต่าง ๆ ที่ได้ทำมาในปีที่แล้ว ทั้งในส่วนของอัตราการสำรองเงินฝาก และดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจเดินไปได้ ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลง และหมายความต่อไปว่า ทางการจีนจะให้ความสำคัญกับเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นลำดับต้น ๆ ในช่วงต่อไป
ในประเด็นนี้ หลายสำนักคาดกันว่า ทางการจีนคงจะไม่จบการกระตุ้นเศรษฐกิจของตนแค่ตรงนี้ และคงจะมีการปรับลดการตั้งสำรองเงินฝากรวมกัน 4 ครั้ง จากที่ขึ้นไป 6 ครั้งเมื่อปีที่แล้ว และจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงบ้าง ทั้งนี้ ในแต่ละครั้งที่มีการปรับลดการตั้งสำรองเงินฝาก จะมีเงินประมาณ 4 แสนล้านหยวนออกสู่ระบบ ที่ทางธนาคารพาณิชย์สามารถนำไปปล่อยกู้ได้ อันจะช่วยให้ปัญหาสภาพคล่องในจีนซึ่งขาดแคลนมากเมื่อปีที่แล้ว คลี่คลายบรรเทาลง และนำไปสู่การใช้จ่าย ลงทุนในระบบอีกรอบ
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ปีนี้ ดัชนีหลักทรัพย์ของจีน จึงได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา จากประมาณ 2,150 จุด ขึ้นมาเป็น 2,350 จุด ส่วนหนึ่งคงเป็นผลมาจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นในระบบดังกล่าว ส่วนดัชนีหลักทรัพย์ฮ่องกง ก็ได้รับอานิสงส์เช่นกัน เพิ่มจาก 18,000 จุดในช่วงปลายปีที่แล้วมาถึง 21,000 จุดในปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้ สอดรับกับการที่ธนาคารกลางของสหภาพยุโรปกำลังอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ รวมไปถึงการที่ธนาคารกลางสหรัฐประกาศจะคงดอกเบี้ยไว้ระดับต่ำอีก 3 ปี ซึ่งหมายความว่าในช่วงต่อไป เศรษฐกิจโลกจะมีสภาพคล่องที่มาก ด้วยต้นทุนที่ต่ำ เช่นนี้ไปอีกระยะเวลาหนึ่ง และหมายถึงเงินที่จะไหลออกไปเก็งกำไร สร้างความผันผวนที่ตลาดต่าง ๆ ทั้งตลาดพันธบัตร ตลาดหุ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดอสังหาฯตลอดจนตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงต่อไป (ก่อนที่ยุโรปจะทรุดลง) ดังที่กำลังวิ่งมาที่ตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นของไทยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เรียกว่าคงต้องตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไปครับ
หมายเหตุ สนใจอ่านเพิ่มเติม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอแนะได้ที่ “Blog ดร.กอบ” ที่ www.kobsak.com ครับ.
แสดงความคิดเห็น
แบ่งปัน