เป่านกหวีดนัด ผบ.เรือนจำ ทั่วประเทศ ลุยขุดรากถอนโคนปัญหายาเสพติดคุก
ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ยิ่งปราบหนักยิ่งเจอพวกท้าทายกฎหมาย สำหรับประเด็นที่กำลังดังกระหึ่มเมืองเกี่ยวกับขบวนการค้ายาเสพติด สั่งตรงจาก “เรือนจำ” ภายหลังรัฐบาลประกาศเอาจริงกับการปราบ ยาเสพติด แทนที่เครือข่ายเหล่านี้จะยุติการเคลื่อนไหวกลับกลายเป็น ยังเห็นความพยายามลักลอบนำสิ่งของต้องห้าม ทั้งเครื่องมือสื่อสาร และยาเสพติดเข้าไปในเรือนจำไม่เว้นวัน เช่น เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่เรือนจำกลางคลองไผ่ จ.นครราชสีมา ที่มี พ.ต.ท.ยรรยง สันติปรีชาวัฒน์ รอง ผกก.2 บก.ปส.2 ประสานงานกับ พ.ต.ท.สุรัตน์ น้อยจันทึก พงส.(สบ 3) สภ.สีคิ้ว นำกำลังตำรวจตั้งด่านตรวจค้นพบผู้ต้องหา คือนายพงษ์กฤษณ์ ทิพย์โคกกรวด อายุ 26 ปี กับนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี พร้อมของกลางประกอบด้วยสิ่งของต้องห้าม คือ โทรศัพท์ มือถือยี่ห้อต่าง ๆ 6 เครื่อง อุปกรณ์ชาร์จไฟ 3 ชุด แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ 6 ก้อน
แต่สิ่งสะดุดตาอย่างมากหนีไม่พ้นอุปกรณ์ที่จะใช้ส่งสิ่งของคือ เครื่องบินเล็กที่ใช้สัญญาณวิทยุบังคับ 1 เครื่อง เครื่องยิงจรวดชนิดอัดลม 1 เครื่อง ลูกจรวดที่ใช้ใส่สิ่งของผิดกฎหมาย 6 หัว เครื่องอัดลม 1 เครื่อง และจานพร้อมติดโทรศัพท์มือถือที่ร่อนเข้าเรือนจำ 4 ชุด
ในขณะเดียวกัน ที่เรือนจำสกลนคร เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ร่วม กับตำรวจสภ.เมืองสกลนคร สภ.ภูพาน สภ.เต่างอย สภ.โคกศรีสุพรรณ สภ.พังโคน สภ.พรรณานิคม ฝ่ายปกครอง พร้อมหน่วยปฏิบัติการพิเศษ นปพ.ภ.จว.สน. และสุนัขสงครามจาก ตชด.23 ค่ายศรีสกุลวงศ์ กว่า 300 นาย เข้าจู่โจมตรวจค้นสิ่งของต้องห้ามและสุ่มตรวจปัสสาวะผู้ต้องขังผลปรากฏว่า มีผู้ต้องขังกว่าร้อยคนปัสสาวะเป็น “สีม่วง” ซึ่งชัดเจนว่ามีการใช้สารเสพติดขณะอยู่ในเรือนจำ พร้อมกันนี้ค้นพบของกลางเป็นอุปกรณ์การเสพ อุปกรณ์เล่นการพนัน และโทรศัพท์มือถืออีกจำนวนหนึ่ง
ดังนั้นจึงเป็นที่แน่ชัดว่า ปัญหาการลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามเหล่านี้เข้าไปในเรือนจำยังมีสารพัดรูปแบบทั้งผ่านทางญาติที่นำของมาเยี่ยมซึ่งมีกลวิธีซุกซ่อนมากมาย จะเรียกว่าตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบก็ว่าได้ บางเหตุการณ์ผู้ที่ได้เห็นอาจต้องทึ่งและอุทานว่า “ทำไปได้” เช่น การติด ซิมการ์ด โทรศัพท์มือถือเกือบ 10 ชิ้นไว้ในการ์ดอวยพร หรือการยัดยาเสพติดไว้ใน ตัวกุ้ง ที่อยู่ในแกง ส่วนช่องทางยอดฮิตและเป็นอมตะต้องยกให้การขว้าง ปา สิ่งของ หรือเตะฟุตบอล ข้ามกำแพงเข้าไปในเรือนจำ พวกนี้มักอาศัยช่วงผู้คุมเปลี่ยนเวร เพราะทางสะดวก และตรง เป้าหมาย นอกจากนี้ยังมีช่องทางซุกซ่อนสิ่งของต้องห้ามมาในรถส่งของที่อนุญาตเข้าไปในเรือนจำได้
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในภารกิจของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ต้องทำหน้าที่ป้องกันดูแลความเรียบร้อย แต่ประเด็นที่หลาย ฝ่ายกำลังเป็นห่วงคือแนวโน้มของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่มีหน้าที่ “รักษา” กฎกลับเป็นผู้ “ละเมิด” กฎเสียเอง
ข้อนี้ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การปราบยาเสพติดในเรือนจำยากที่จะเด็ดขาดได้!
เหตุการณ์ล่าสุดที่ทางกรมราชทัณฑ์ออกคำสั่งเฉียบขาด ไล่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ออกจากราชการพร้อมกัน 3 คน ภายหลังจากที่เรือนจำรัตนบุรี จ.สุรินทร์ มีการตรวจค้นพบสิ่งของต้องห้าม และมีผู้ต้องขังรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า มีเจ้าหน้าที่เรือนจำ 2 คน เข้าไปพัวพันกับการค้ายาเสพติด ต่อมาได้ขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการที่เป็นเจ้าหน้าที่อีก 1 คน รวมเป็น 3 คน เมื่อสอบสวนทางลับพบว่า นอกจากจะมีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติแล้วยังมีการโยงใยไปถึงนักโทษคดียาเสพติดที่เรือนจำเขาบิน จ.ราชบุรี อีกด้วย
นอกจากจะมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เข้าไปมีส่วนกระทำความผิดแล้ว แต่ก็ยังมีเจ้าหน้าที่บางคนที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา แต่กลับถูกกลุ่มคนร้ายพยายามหาทางแก้แค้นเช่นกันถึงขั้นแอบไปซุ่มยิงถล่มถึงบ้านพักส่วนตัว เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบถึงมาตรฐาน ความเชื่อมั่นของ กรมราชทัณฑ์ ตลอดจนสะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงของปัญหาอีกด้านที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยด่วน
นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยอมรับว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์บางส่วนที่เดินนอกกรอบทั้งเอื้ออำนวยและนำเข้าสิ่งของต้องห้ามมาในเรือนจำซะเองนั้นมีอยู่ จริง และมีแนวโน้มมากขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ ต้องขังมากที่สุด เมื่อถูกหยิบยื่นข้อเสนอก็อาจทำให้ไขว้เขว หลงผิด โดยผู้ต้องขังบางคนเสนอให้เงินเดือนละเป็นหมื่นเป็นแสน แค่ขอให้ผู้คุมเหล่านี้ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ช่วงที่แอบใช้โทรศัพท์ ผู้คุมบางคนที่ใจไม่ใช่พระอิฐ พระปูน จึงเกิดความโลภไปรับข้อเสนอ เพียงคิดว่าแค่ทำเป็นไม่รู้!
แม้เรื่องจิตสำนึกจะเป็นเรื่องที่ขัดเกลาได้ยาก แต่หากพบเจ้าหน้าที่คนใดเข้าไปพัวพันกับการค้ายาเสพติดหรือมีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม แต่ละเรือนจำมีการขึ้นบัญชีเจ้าหน้าที่ “สีเทา” กับเจ้าหน้าที่ที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงกระทำความผิด พร้อมทั้งมีระบบตรวจสอบ สังเกตพฤติกรรม เช่น มีการใช้เงินเกินตัวหรือไม่ จู่ ๆ ถอยรถป้ายแดงออกมาขับ ทั้งที่คำนวณเงินเดือน+ค่าอยู่เวร ก็ไม่ได้มากมายและไม่มีแหล่งที่มารายได้อื่น ๆ ที่ชัดเจน เหล่านี้ต้องจับตา และกรมราชทัณฑ์พร้อมใช้มาตรการลงโทษแบบไม่ไว้หน้า หากพบหลักฐานพอรับฟังได้ว่ามีส่วนพัวพันจะให้ออกจากราชการ ไว้ก่อน เพื่อตัดออกจากวงจรเรือนจำ โดยไม่รอตั้งกรรมการสอบ แต่หากไม่พบหลักฐานจะใช้วิธีทางปกครองด้วยการย้ายไปประจำในเรือนจำอื่นแทน
รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวอีกว่า เป็นเรื่องน่าห่วงที่ผู้ต้องขัง นักค้าส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย หากถูกจับได้ชีวิตก็ไม่ได้แย่กว่าเดิม เพราะต้องถูกจำคุกตลอดชีวิตหรือต้องโทษประหารอยู่แล้ว ดังนั้นขอซื้อความสุขให้ตัวเองแถมได้แบ่งไปให้ครอบครัวด้วย ซึ่งมาตรการลดช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ต้องขังให้ น้อยที่สุด เช่นการแยกตัวผู้ต้องขังรายใหญ่ไปคุมขังรวมกันในที่เฉพาะอย่างที่กำลังจะดำเนินการคัดแยกผู้ ต้องขังยาเสพติดรายใหญ่ กว่า 500 คน เร็ว ๆ นี้ไปอยู่เรือนจำ เขาบิน จ.ราชบุรี จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการลดความเสี่ยงปัญหายาเสพติดในเรือนจำ
ตามหลักสากล สัดส่วนเจ้าหน้าที่กับผู้ต้องขังควรอยู่ที่ เจ้าหน้าที่ 1 คน ต่อผู้ต้องขัง 5 คน แต่หากพิจารณาสัดส่วนเจ้าหน้าที่เรือนจำของประเทศไทยทั่วประเทศมีผู้ต้องขังกว่า 2 แสนคน แต่มีเจ้าหน้าที่กว่า 1 หมื่นคนหรือเท่ากับ เจ้าหน้าที่ 1 คน ต้องดูแลผู้ต้องขังกว่า 20 คน ปัญหานี้รู้กันดีว่าเป็นมหากาพย์แก้ยาก เพราะติดอัตรากำลังของหน่วยงานที่ไม่สามารถขยายได้ สุดท้ายกรมราชทัณฑ์จึงต้องใช้วิธีบริหารจัดการกันเท่าที่มี ดังเช่นกรณีของเรือนจำกลางเขาบิน จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นสถานที่กำลัง รอการไปเยือนของผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายใหญ่กว่า 500 คน ภาย ในเดือน ก.พ.นี้ ทั้งที่ปัจจุบันมีผู้ต้องขังเกือบ 2,500 คน มีเจ้าหน้าที่เพียง 109 คน
นายธนวีร์ ประวัติ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเขาบิน ให้สัมภาษณ์ว่า หากมีการย้ายผู้ต้องขังมาเพิ่มเติมก็หวังว่าคงได้รับอัตรากำลังเพิ่มขึ้นด้วย และเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปดูแลผู้ต้องขังเหล่านี้จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบเป็นอย่างดี ที่ผ่านมาแม้จะมีเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางเขาบินเข้าไปพัวพันกับผู้ต้องขังค้ายาเสพติดบ้างแต่ถือว่าน้อยมาก โดยช่วง 2 ปีก่อนได้ไล่เจ้าหน้าที่ออกไปแล้ว 7 คน สิ่งสำคัญที่ต้องการ ความร่วมมือเพื่อลดปัญหายาเสพติดในเรือนจำคือ ข้อมูลสนับสนุน จากหน่วยงานนอกว่ามีบุคคลใดบ้างที่ยังคงเคลื่อนไหว ลำพังการหาข้อมูลภายในเป็นเรื่องยากลำบาก และอาจไม่ชัดเจนพอจะเอาผิดได้
อย่างไรก็ดีก่อนที่ปัญหาจะเกินเยียวยา ในวันศุกร์ที่ 3 ก.พ.นี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ตัดสินใจเรียกประชุม ’ผบ.เรือนจำ”143 แห่งทั่วประเทศ มามอบนโยบายแก้ไขปัญหาแพร่ระบาดยาเสพติดในเรือนจำ งานนี้ต้องลุ้นกันว่าภายหลังจากรัฐบาลประกาศสงครามขั้นเด็ดขาดกับยาเสพติดนอกเรือนจำแล้ว ปัญหายาเสพติดในเรือนจำที่กำลังสร้างความหนักใจให้สังคมอยู่ในขณะนี้ จะมีนโยบายขุดรากถอนโคนเด็ดขาดขนาดไหน คงต้องรอดูกันต่อไป.
แสดงความคิดเห็น
แบ่งปัน