'ปรับราคาแก๊สปีหน้า' ทวงถามสิทธิที่เป็นธรรมในทรัพยากรชาติ
ปีหน้าฟ้าใหม่มีข่าวร้ายสำหรับผู้ใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติเพื่อการขนส่งคือเอ็นจีวีเตรียมควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มปตท.เตรียมประกาศปรับขึ้นราคาแก๊สมีผลวันที่ 16 ม.ค. 2555 โดยจะทยอยปรับขึ้นเดือนละ 50 สตางค์เป็นเวลา 12 เดือนเต็มรวม 6 บาท ส่งผลให้ราคาเอ็นจีวีปรับขึ้นจากกิโลกรัมละ 8.50 บาทเป็นกิโลกรัมละ 14.50 บาท ในสิ้นปีหน้า ด้วยเหตุผลที่ว่า ปตท.ขาดทุนจากการอุดหนุนราคาเอ็นจีวีถึง 3 หมื่นล้านบาทถึงสิ้นปี 2554 จะมีภาระขาดทุนเพิ่มเป็น 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่เป็นการสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริง ส่วนก๊าซแอลพีจีปรับขึ้นเดือนละ 40 สตางค์ ต่อลิตร ราคาเดิมอยู่ที่ 11.50 สตางค์ ปรับขึ้นเป็น 16.30 สตางค์ ซึ่งมีส่วนต่างอยู่ที่ 4.80 ภาคส่วนที่เริ่มเคลื่อนไหวแล้วคือแท็กซี่ที่เรียกร้องปรับค่ามิเตอร์จาก 35 บาทเป็น 50 บาท
“ประเด็นร้อนของปีหน้ากระทรวงพลังงานจุดไฟก้อนใหญ่ไว้ และจุดกับเชื้อเพลิงด้วยคือการขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจี” อิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเอ่ยถึงการเริ่มต้นการทำงานต่อสู้ความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคในปีหน้า โดยบอกว่า ได้พบข้อมูลว่าในปีนี้มีอัตราการใช้ก๊าซของกลุ่มปิโตรเคมีสูงจนเกินลิมิตของโรงแยกก๊าซและโรงกลั่นน้ำมันที่มีอยู่ ทำให้เกิดการนำเข้าเพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี มีตัวเลขจากกระทรวงพลังงานแสดงชัดเจนว่ามีการใช้ปิโตรเคมีแบบก้าวกระโดดมาก ยิ่งในช่วงต้องประสบปัญหาราคาน้ำมันตลาดโลกสูงขึ้น แต่กลับให้ข้อมูลที่บิดเบือนความเป็นจริงว่ากลุ่มผู้ใช้รถยนต์แอลพีจีจนขาดแคลน จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และจำเป็นต้องใช้เงินกองทุนอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเข้าไปพยุงไว้ นอกจากนี้กลุ่มบริษัทปิโตรเคมีก็เป็นบริษัทในเครือของกลุ่มผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของประเทศทั้งหมด ปรากฏการณ์ลักษณะนี้ถือว่าเป็นความบกพร่องของหน่วยงานที่กำกับดูแลความไม่เป็นธรรมในการถึงทรัพยากร และการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ก๊าซหุงต้ม แอลพีจีมาจาก 2 ทางคือเป็นผลพลอยได้ที่ได้มาจากการกลั่นน้ำมันในสัดส่วนประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ และ60 เปอร์เซ็นต์มาจากการแยกก๊าซธรรมชาติ
หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค กล่าวต่อว่า มีคำถามที่สำคัญว่ารัฐบาลไม่คิดจะออกกฎหมายที่เป็นเกณฑ์อำนาจครองตลาดหรืออย่างไรในกิจการพลังงาน เมื่อมาอาศัยข้ออ้างว่าเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจพลังงานแห่งชาติเป็นบริษัทของคนไทยอย่างเดียว ถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะว่าบริษัทพลังงานแห่งชาติของคนไทยกำลังสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัส นำวัตถุดิบทรัพยากรที่อยู่ในแผ่นดินไทยมาขายในราคาต่างชาติ มีคำถามเปรียบเทียบว่าถ้าชาวนาผลิตข้าวออกมาอยากจะตั้งราคาตามตลาดโลกยังทำไม่ได้ แต่ปรากฏว่าระบบการผูกขาดที่เกิดขึ้นทำให้เกิดกลไกเช่นนี้นำไปสู่โครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรมสำหรับผู้บริโภค ดังนั้นในวันที่ 11 ม.ค. 2555 ทางเครือข่ายผู้บริโภคทั่วประเทศจะส่งตัวแทนจังหวัดละ 2 คนร่วมกันเปิดสภาผู้บริโภคในกรณีการปรับขึ้นราคาของก๊าซและระบบผูกขาดพลังงาน เพื่อนำข้อสรุปเสนอต่อคณะกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล
อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญที่จะถกกันในสภาผู้บริโภคคือ กระทรวงพลังงานให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนในสิทธิผู้บริโภค และถือว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญมากโดยเฉพาะโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจีกับเอ็นจีวียึดราคาที่ต่างกัน ขณะที่แอลพีจีไปยึดราคาตลาดโลกแต่เอ็นจีวียึดตลาดในประเทศ นอกจากนี้ยังพบว่าลูกค้ารายใหญ่ที่ซื้อก๊าซแอลพีจีคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ต้องซื้อก๊าซในราคาที่สูงกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 4 เท่าตัว เมื่อราคาแอลพีจีสูงก็ไปยึดหลักอิงตามราคาตลาดโลก หลักอิงนี้จะได้ประโยชน์ต่อผู้ขายอย่างเดียว แต่เมื่อเป็นก๊าซเอ็นจีวีราคาตลาดโลกต่ำกว่า 3-4 เท่า เราไม่อิงตลาดเขาแต่ยึดตลาดในประเทศ
นอกเหนือประเด็นดังกล่าวทางเครือข่ายผู้บริโภคจะนำพิจารณาเรื่องการปรับราคาค่ามิเตอร์แท็กซี่จาก 35 บาทเป็น 50 บาทด้วย อิฐบูรณ์ กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า กลุ่มผู้ประกอบการรถแท็กซี่เริ่มมีการโยนหินถามทางแล้วว่าจะขอขึ้นค่ามิเตอร์จาก35 บาทเป็น 50 บาทได้หรือไม่ ทันทีที่ยังไม่มีการตรวจสอบข้อมูลใด ๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขานรับโดยให้ตัวแทนผู้ประกอบการแท็กซี่ยื่นหนังสือมาอย่างป็นทางการ แต่ในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 61 ที่บอกว่ารัฐจะออกข้อกำหนดนโยบายหรือมาตรการใด ๆที่จะกระทบต่อปัญหาของผู้บริโภคจะต้องส่งข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมาถามไถ่ความเห็นของผู้บริโภคก่อน ปรากฏว่าไม่มีกระบวนการที่จะทำให้องค์กรอิสระผู้บริโภคเกิดขึ้นโดยเร็ว อาศัยช่วงช่องโหว่ที่ยังไม่มีองค์กรอิสระผลักดันมาตรการที่มีผลกระทบต่อผู้บริโภค ซึ่งภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญมาตรา 61 เรามีสิทธิที่จะรวมตัวให้ความเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมเพื่อจะให้รัฐอยู่ในร่องในรอยในการกำกับออกข้อกำหนดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง
“ความจริงขณะนี้รัฐธรรมนูญที่ว่าในหมวดเศรษฐกิจที่รัฐต้องส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันเสรีห้ามผูกขาดตัดตอน และเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ปล่อยให้กลับมีการควบรวมกิจการอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ธุรกิจขุดเจาะน้ำมัน ธุรกิจโรงแยกก๊าซ และบริษัทในเครือเดียวกันกระจายเข้าไปอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของตลาดหลักทรัพย์ มีพื้นที่ทางการตลาดในตลาดหลักทรัพย์ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ สามารถพาตลาดไปในทิศทางที่ตัวเองกำหนดได้ ขณะที่เรามีนโยบายของรัฐต้องทำหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันเสรีห้ามผูกขาดตัดตอน ถึงแม้ว่าจะอนุญาตให้รัฐประกอบการเพื่อความมั่นคงทางสาธารณูปโภค แต่ต้องอยู่ในระบบการแข่งขันและคุ้มครองผู้บริโภคด้วย ถือว่ากำลังเป็นจุดอันตราย มวลทุกข์ขนาดใหญ่ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตกำลังเป็นอันตรายถ้าเครือข่ายผู้บริโภคไม่แสดงท่าทีใด ๆ ออกมา”
แน่นอนว่าราคาค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้นคือค่าคมนาคมการขนส่งราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะสูงขึ้นตามมาประชาชนส่วนใหญ่เตรียมรับมวลทุกข์ของแพงในปีมังกรคะนองน้ำนี้.
แสดงความคิดเห็น
แบ่งปัน