150 ปี ไทย-เยอรมนี

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 12:55 น.

การสร้างมิตรภาพและความรู้สึกดี ๆ ระหว่างกันไม่ใช่ของง่าย และยิ่งเป็นมิตรภาพระหว่างประเทศกับประเทศด้วยแล้ว ก็คงเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างประเทศที่อยู่ห่างไกลกันคนละทวีป เช่น ประเทศไทยกับเยอรมนี.....ซึ่งได้ฉลองครบรอบ 150 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันไปเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา


ความสัมพันธ์ทางทูตระหว่างสองประเทศได้เริ่มด้วยการทำสนธิสัญญาพระราชไมตรี การค้าและการเดินเรือ รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญ คือ การเสด็จ ฯ เยือนเยอรมนีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี ๒๔๔๐ และปี ๒๔๕๐ รวมทั้งการเสด็จ ฯ เยือนเยอรมนีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อปี ๒๕๐๓
เป็นที่ทราบกันดีว่า เยอรมนีเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญระดับโลกในหลายด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเยอรมนีมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น โดยถือได้ว่าเป็นอันดับ 1 ในยุโรป และด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ก้าวหน้าเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะในสาขาวิศวกรรมศาสตร์และการแพทย์ ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้านคมนาคมขนส่ง นอกจากนี้ ความล้ำหน้าด้านพลังงานของเยอรมนี ก็เป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม หรือก๊าซชีวภาพ นอกจากนี้ เยอรมนียังมุ่งมั่นที่จะทยอยปิดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ด้วย โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์ภายในปี 2565 หรืออีก 10 ปีนับจากนี้ไป


ท่านทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ได้กล่าวว่า ความสำเร็จของเยอรมนีเกิดขึ้นเพราะการทำงานอย่างหนัก และการฝ่าฟันในหลายวิกฤตต่างๆ ดังนั้น เราจะต้องเรียนรู้จากเยอรมนี โดยท่านทูตเห็นว่า บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ ความมุ่งมั่นร่วมกันและการยอมรับอดีตของชาวเยอรมันทั้งดีและไม่ดี


สำหรับไทยแล้ว เยอรมนีเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในสหภาพยุโรป ด้วยมูลค่าการค้า 9,154 ล้าน เมื่อปี 2554 สินค้าที่ไทยนำเข้า เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจ่ายไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ ฯลฯ  ส่วนสินค้าไทยที่ส่งไปเยอรมนี เช่น ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น นอกจากนี้ ชาวเยอรมันก็ยังนิยมมาท่องเที่ยวในเมืองไทย ประมาณ 600,000 กว่าคน ถือเป็นอันดับที่ 3 ในยุโรปรองจากรัสเซีย และอังกฤษ และคนไทยก็นิยมไปตั้งรกรากและท่องเที่ยวในเยอรมนี โดยจากสถิติแล้ว เยอรมนีเป็นเมืองที่คนไทยนิยมไปตั้งรกรากเป็นอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐฯ ทั้งนี้ ยังมีแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของเยอรมนีที่ไทยควรจะเรียนรู้และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน และอื่น ๆ


ในโอกาสครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์นี้ หวังว่าทั้งสองประเทศจะสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่ง ๆ ขึ้นไป
                                                                ไท ดูโต

แสดงความคิดเห็น

แบ่งปัน

จำนวนคนดู   1,411  ครั้ง