ตุลาการทุกคนก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง
ศาลรัฐธรรมนูญกลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง เพราะมี 2 พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม อยู่ในการวินิจฉัย ’ทีมข่าวการเมืองเดลินิวส์“ ได้สัมภาษณ์ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนที่ 7 เป็นครั้งแรกหลังเข้ามารับหน้าที่ประธาน ถึง ’ทิศทาง“ ในการทำงานบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
ก็ต้องมีการสื่อสารที่ดี ต้องมีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก แน่นอนครับ คดีทุกเรื่องที่เข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อตัดสินแล้วก็ต้องมีฝ่ายหนึ่งพอใจ อีกฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ แต่คนเราน่าจะเข้าใจเหตุผลซึ่งกันและกันได้ถ้าอาศัยการพูดจาทำความเข้าใจกัน ไม่ใช่เอาแต่อารมณ์มันก็มีเรื่องสำคัญที่อยู่ในตอนนี้ก็เรื่องพระราชกำหนด 2 ฉบับ แล้วก็มีเรื่องร้องถอดถอนซึ่งกันและกันระหว่าง ส.ส.ฝ่ายค้าน กับ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล แต่เรื่องนั้นก็คงต้องแล้วแต่ข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป เพราะว่าข้อเท็จจริงก็ไม่เหมือนกัน ข้อหาก็คล้าย ๆ กัน แต่ว่าข้อมูลไม่ตรงกัน ส่วนเรื่องพระราชกำหนด วันพุธที่ 15 ก.พ. ก็ให้ทุกฝ่ายมาชี้แจง อันนี้ใช้คำว่าชี้แจงไม่ใช่ไต่สวน เราจะฟังคำชี้แจงของแต่ละฝ่าย ผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น เราจะไม่ไต่สวนไปถึงพยานหลักฐานอื่น ๆ เพราะว่าที่เสนอกันมาก็พอสร้างความเข้าใจกันได้
หนักใจหรือไม่ เพราะมีหลายคดีมีแรงกดดันการเมือง ถูกวิพากษ์วิจารณ์เวลาผลวินิจฉัยออกมา
ไม่ได้กดดันอะไร เราก็ทำไปตามหน้าที่สิ่งสำคัญที่เราจะต้องพัฒนาขึ้นก็คือว่า ต้องอธิบายผ่านสื่อให้สังคมเข้าใจว่านี่เราไม่ใช่พวกใครนะ เราตัดสินไปตามเนื้อผ้า ตุลาการทุกคนก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง อย่างเรื่องน้ำท่วม หลายท่านก็ถูกน้ำท่วม หลายท่านก็ได้รับความเดือดร้อนเหมือนประชาชนทั่วไป เพียงแต่อาจจะยังไม่ได้ไปรับ 5,000 บาท
ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งประธานเจอปัญหาอะไรที่หนักใจหรือไม่
ช่วงนี้ยังไม่มีอะไรหนักใจครับ สิ่งที่ค่อนข้างจะหนักใจตั้งแต่ต้น แต่ตอนนี้ก็พอจะเริ่มแก้ปัญหากันได้ตามสมควรก็คือ 1. การแยกแยะอำนาจระหว่างอำนาจของประธานกับอำนาจของสำนักงาน 2. ตอนนี้กำลังยกร่างระเบียบบริหารจัดการคดี นั่นก็คือว่าตั้งแต่เรื่องการรับเรื่อง การลงสารบบ การจัดแยกประเภทของคดี แยกความสำคัญ กระทั่งวิธีการที่จะเลือกเอาเรื่องไหนเข้ามาพิจารณาก่อนหรือหลัง ถ้าเรามีระเบียบไว้เรียบร้อยทางฝ่ายเจ้าหน้าที่เขาจะสามารถที่จะคัดเลือกเอาเรื่องเข้าสู่การวินิจฉัยของคณะตุลาการได้เองโดยไม่จำเป็นต้องมาเสนอขอความ เห็นชอบจากประธานหรือคณะตุลาการ และจนกระทั่งเสร็จคดีจัดวางสารบบอย่างไร สำนวนจะเอาไว้อย่างไร จะเก็บหรือจะเป็นการทำลายด้วยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด ต้องออกเป็นระเบียบทั้งสิ้น ซึ่งยังไม่เคยมีระเบียบนี้มาก่อนตั้งแต่จัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ
หมายความว่าจะทำให้การพิจารณาได้รวดเร็วขึ้น
ได้สะดวกขึ้น โดยฝ่ายธุรการฝ่ายสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญหรือเจ้าหน้าที่เขาจะเป็นคนจัดระเบียบวาระให้ได้เลย
สามารถกำหนดได้ว่าเรื่องแต่ละเรื่องที่เข้ามาใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ถึงแล้วเสร็จ
ตอนนี้ยังตอบเป็นหลักการที่แน่นอนยังไม่ได้ ตอนนี้งานค้างอยู่ในมือก็ประมาณ 40 เรื่อง คิดว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรเข้ามาสอดแทรกหรือว่าไม่มีงานที่ทำให้ต้องเสียเวลาทำเข้ามาวุ่นวายมากนัก คดีที่ค้างมาทั้งหมดทั้งของปี 53-54 น่าจะเสร็จภายในปลายปีนี้
เอาเกณฑ์อะไรมาพิจารณาว่าคดีใดบ้างที่สามารถสอดแทรกเข้ามาสู่การพิจารณาได้
กำลังให้เจ้าหน้าที่เขาวางระเบียบอยู่ เหมือนอย่างของศาลยุติธรรมเขาก็จะมีว่า คดีประเภทนี้มีความสำคัญเขาจะประทับตราว่าพิเศษ เช่น ถ้าเป็นคดีอาญามีโทษตลอดชีวิตโทษประหารชีวิต คดีแพ่งทุนทรัพย์ 10 ล้าน ขึ้นไปก็ตีตราว่าพิเศษ คดีที่จำเลยต้องขังระหว่างอุทธรณ์โดยศาลชั้นต้นยกฟ้องศาลอุทธรณ์ก็จะตีหน้าปก ว่าเร่งพิเศษ หรือคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับจากศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องในคดีอาญาแต่ยังคง ให้ขังไว้ในระหว่างฎีกาแล้วจำเลยไม่มีประกันในศาลฎีกาเขาจะตีตราว่า เร่งพิเศษ ซึ่งเมื่อจ่ายสำนวนแล้วจะเป็นภาระของผู้พิพากษา ผู้รับสำนวนจะต้องทำให้เสร็จภายในเวลาจำกัด ของศาลรัฐธรรมนูญก็เช่นกัน ถ้ามีเรื่องพิเศษมีความสำคัญเข้ามา ก็ต้องลัดคิว
อย่างกรณีของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำเป็นหรือไม่ว่าต้องมีระยะเวลา
ตอนนี้ระเบียบยังอยู่ในระหว่างการยกร่าง เพียงแต่ว่าเราดูแลกันเองว่า เรื่องไหนสำคัญ เราก็จะหารือกันว่าเราจะต้องเตรียมแล้วนะ พอมีข่าวขึ้นมาเราจะต้องเตรียมรับมือไว้ก่อนว่าเรื่องนี้ต้องเร็ว ผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม ต้องเร็ว เรื่อง พ.ร.ก. ไม่มีกำหนดเวลาตามกฎหมายก็จริงแต่โดยสภาพก็ต้องเร็ว
มองความสนใจของสังคมเป็นหลัก
มองความสำคัญของเรื่อง เรื่องพระราชกำหนดแน่นอน ศาลรัฐธรรมนูญก็จะเป็นจำเลยของสังคม ถ้าทำชักช้าไปเขาจะบอกว่านี่เห็นไหมที่น้ำท่วมเพราะเรื่องไปดองอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ คนก็จะโทษได้ว่า ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะแกนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุ
เหมือนกระแสสังคมกดดันศาลให้เร่งพิจารณา
โดยสภาพเราก็ต้องเร่งอยู่แล้ว แต่ผลก็ต้องเป็นไปตามเนื้อผ้า
ถ้า พ.ร.ก. ไม่ผ่านศาลรัฐธรรมนูญ คนเขาวิตกว่าจะทำให้ตกไปเลย
ตอนนี้ที่เขาส่งมาให้วินิจฉัย 2 ประเด็นเท่านั้นคือว่า ประเด็นที่ 1 มีกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะหรือไม่ ประเด็นที่ 2 คือมีเหตุฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็นรีบด่วนถึงขนาดต้องออกพระราชกำหนดหรือไม่ มีเพียง 2 ประเด็นเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นที่จะพิจารณาถึงเนื้อหาด้วย
มองอย่างเดียวคือต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ
เราต้องทำอะไรไม่ให้เป็นอุปสรรค เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ที่ตามความคาดหมายของสื่อก็คาดหมายว่าอยู่ภายใน 1 เดือนหรือภายในเดือนนี้ (กุมภาพันธ์) ก็น่าจะเป็นการคาดหมายที่ถูกต้อง
การไม่มีกฎหมายละเมิดอำนาจศาล เป็นปัญหาอุปสรรคในการทำงานหรือไม่
มันก็มีส่วน อย่างในศาลอื่นเขาก็มีโทษละเมิดอำนาจศาล ผมเองตลอดชีวิตผู้พิพากษา 35 ปี เคยตัดสินลงโทษละเมิดอำนาจศาลด้วยตัวเองแค่ 2 เรื่อง คือเราจะต้องอดทนเพราะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตอนผมเป็นอธิบดีภาคผมก็จะแนะนำผู้พิพากษาในบังคับบัญชาว่าปรึกษาองค์คณะซะหน่อย มิฉะนั้นเราจะใช้อารมณ์มาเป็นหลักเพราะคนเรามีอารมณ์เวลาเกิดเรื่องไม่พอใจต่อหน้าต่อตา อย่าใช้อารมณ์ให้หารือองค์คณะ เราก็ไม่ใช้อำนาจพร่ำเพรื่อบางทีก็พูดปราม ๆ เท่านั้นเองว่าไม่ควรทำ แต่ก็ไม่เคยคิดจะใช้อำนาจ แต่ทีนี้ถ้าเราเปรียบถึงว่ามันมีคู่กรณีอยู่ 2 ข้างกรรมการห้ามมวยยังไล่ลงได้ จับแพ้ฟาวล์ได้ กรรมการฟุตบอลยังมีแจกใบเหลืองใบแดงได้ แต่ของเราเป็นกรรมการ ถ้าคนมาชี้หน้าด่าแม่ในห้องพิจารณา ทำได้แค่ว่าให้ รปภ. เอาตัวออกไป และถ้าตุลาการเสียหายก็ต้องไปแจ้งความเอาเองอย่างงั้นเหรอ ถามว่าถูกมั้ยในแง่ของการเป็นกรรมการท่ามกลางคู่กรณี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสุดแล้วแต่จะเขียนกฎหมายมาให้มีหรือไม่มี
ถามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมองอย่างไรกับข่าวการรื้อองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
คงไม่มองกันในแง่ร้ายอย่างนั้นหรอกนะ ผมว่ามองในแง่ร้ายเกินไป ผมไม่ได้มองว่ารัฐบาลนี้จะมีอคติกับองค์กรอิสระเพียงแต่ว่าเขาอาจจะมองเห็น ว่าองค์กรอิสระบางองค์กรมีบุคคลที่เขาเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นเองถ้าจะไปยุบเลิกก็ไม่สามารถไปยุบเลิกองค์กรอิสระทั้งหมดคงจะเป็นไปไม่ได้
ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการไม่ใช่องค์กรอิสระ ขณะที่ศาลปกครองเป็นองค์กรตุลาการมาตั้งแต่ปี 40 มี พ.ร.บ.จัดตั้งและวิธีพิจารณาคดีในศาลปกครองเป็นเหมือนศาลคู่ที่มีอำนาจหน้าที่อีกส่วนหนึ่ง แต่สังคมจะเข้าใจว่าเป็นพวกองค์กรอิสระ จริง ๆ ไม่ใช่.
แสดงความคิดเห็น
แบ่งปัน