พาณิชย์เดินหน้าจำนำข้าวราคาเดิม
วันนี้ (26ม.ค.) นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์มีแผนดำเนินโครงการรับจำนำข้าวต่อไปหลังจากที่โครงการจำนำข้าวนาปีฤดูกาลผลิต 54/55 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 29 ก.พ.นี้ โดยเสนอให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ นำเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เพื่อพิจารณาใน 2 แนวทาง คือ ขยายโครงการข้าวนาปีออกไปเพื่อรองรับผลผลิตข้าวนาปรัง หรือจะเปิดรับจำนำเป็นโครงการข้าวนาปรังเลย โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-30 มิ.ย.นี้ และกำหนดราคารับจำนำเท่าเดิม คือ ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 15,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิตัน 20,000 บาท เพื่อให้ตลาดรับราคาที่รัฐบาลกำหนด
“คนที่คิดเสนอให้ลดราคารับจำนำ คิดแต่ประโยชน์ของตัวเอง เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่รัฐบาลต้องการยกระดับราคาข้าวไทย ทั้งในประเทศและข้าวที่ส่งออก เพราะขณะนี้ข้าวสารที่เหลืออยู่น้อย โดยอยู่ในมือรัฐบาลกว่า 5 ล้านตัน ในมือโรงสีประมาณ 1 ล้านตัน และอยู่กับผู้ส่งออกไม่มาก สต๊อกถือว่าน้อยมาก แต่ขอบอกว่าคุณภาพข้าวดีมากๆ ดีกว่าเวียดนาม ดีกว่าคู่แข่งอื่นๆ ฉะนั้น การผลักดันราคาทำได้แน่”
ด้านนายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย กล่าวว่า สมาคมฯจะเสนอ นายบุญทรง ทบทวนการกำหนดราคาโครงการรับจำนำข้าวใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับกลไกตลาด เพราะรัฐบาลกำหนดราคาจำนำสูง แต่ราคาข้าวเปลือกในตลาดยังไม่ปรับราคาขึ้นไปตาม ซึ่งราคาข้าวเปลือกเจ้าในตลาดเฉลี่ยสูงสุดตันละ 11,000-12,000 บาท จากราคาจำนำ 15,000 บาท และข้าวหอมมะลิราคาตลาด 17,000-18,000 บาท จากราคาจำนำ 20,000 บาท ดังนั้นควรมีการทบทวนให้ราคาจำนำสอดคล้องกับกลไกตลาด
ทั้งนี้ หากรัฐบาลยังคงยืนยันที่จะกำหนดราคารับจำนำสูงเท่าเดิม จะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบผลิตข้าวถุงสูงขึ้น เนื่องจากข้าวเปลือกในตลาดจะไหลเข้าโครงการรัฐบาลเกือบหมด อาจทำให้ไตรมาส 2 ผู้ประกอบการข้าวถุงต้องปรับขึ้นราคาสินค้า 5-10% แต่ตอนนี้ที่ยังตรึงราคาข้าวถุงได้ แม้จะมีการรับจำนำมาตั้งแต่เดือนต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ประกอบการข้าวถุงมีการสต๊อกข้าวมาก จากเดิมที่สต๊อก 3 เดือน เป็นมากกว่า 3 เดือนขึ้นไป ทำให้สามารถตรึงราคาได้จนถึงไตรมาส 1 ปีนี้
นอกจากนี้ ธุรกิจข้าวถุงยังต้องเผชิญกับแข่งขันในตลาดรุนแรงมากขึ้น จากปัจจัยลบ 2 ด้าน คือการบริโภคข้าวของคนไทยลดลง กับการแข่งขันของผู้ประกอบการข้าวถุงที่มีมากขึ้น โดยการบริโภคข้าวถุงรวมข้าวกระสอบด้วยในปีที่ผ่านมาขยายตัวในระดับ 1-2% เท่านั้น ยอดขายของหลายบริษัทตกต่ำลงอย่างมาก ดังนั้นสมาคมฯได้หารือกับสมาชิกเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ โดยจะร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชนในการกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาบริโภคข้าวถุงในปีนี้เพิ่มขึ้น 10% หรือจากบริโภคข้าวภายใน 3 ล้านตัน เพิ่มเป็น 3.3-3.5 ล้านตัน รวมทั้งจะขยายตลาดข้าวถุงใหม่ๆ ไปตลาดอาเซียนที่ได้สิทธิพิเศษจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ผู้สนับสนุน




แสดงความคิดเห็น
แบ่งปัน