แจ้งจับ"สนธิ-เสธ.อ้าย"ยุยงทหารปฏิวัติ
วันนี้ (26ม.ค.) ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายคารม พลพรกลาง ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะประธานสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อประชาธิปไตยและสังคม(ส.ป.ส.) เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือ เสธ.อ้าย เลขาธิการกิตติมศักดิ์ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และอดีตประธานที่ปรึกษากองทัพบก ในข้อหา ยุยงให้ราษฎรหรือยุยงทหารให้ก่อความไม่สงบในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 114, 115 และ 116 (2) หลังจากที่ทั้งสองกล่าวถึงการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ 20 และ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา
นายคารม กล่าวว่า มีบุคคลที่เคลื่อนไหวทางการเมือง 2 คน คือ นายสนธิ ออกมาระบุว่าขณะนี้มีขบวนการที่ต้องการล้มล้างสถาบัน ทหารอยู่เฉยได้อย่างไร ทำไมไม่ออกมาปกป้อง พร้อมกับเรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจอย่างชัดเจนซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา และหากพันธมิตรฯ ออกมาต้องชนะอย่างเดียว ส่วนอีกคนคือ พล.อ.บุญเลิศ อาจไม่สำคัญมากแต่เป็นเพื่อน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี ออกมากล่าวเหมือนกันว่าเหตุใดทหารยังนิ่งเฉยขณะที่มีความพยายามแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพยายามก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง จึงเรียกร้องประชาชนและทหารออกมายึดอำนาจ คำพูดของทั้งสองเป็นการข่มขู่รัฐบาล ยุยงให้ราษฎรเป็นกบฏ ยุยงให้ทหารกำเริบ และออกมาแสดงความเห็นยุยงปลุกปั่นที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย แต่สงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลไม่ดำเนินการทั้งที่เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน
ด้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่ได้เปิดเผยว่ามีการลงขันกว่า 3,000 ล้านบาท ระหว่างกลุ่มนักการเมืองและผู้มีอำนาจ เพื่อล้มล้างรัฐบาลและสกัดกั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า เงื่อนไขสำคัญที่ถูกนำมาใช้ปลุกกระแสในหมู่ประชาชนที่เป็นเกษตรกร และลูกจ้างตามโรงงานในปริมณฑลคือการใส่ร้ายว่าพรรคเพื่อไทยจะแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 สังเกตว่าแม้พรรคเพื่อไทยและคนในรัฐบาลจะออกมาปฏิเสธว่าไม่แตะต้องมาตรา 112 แน่นอนคนกลุ่มหนึ่งก็ไม่หยุดโหมกระแส มีการเคลื่อนไหวปูพรหมขายความคิดดังกล่าวโดยใช้วิธีการเหมือนขายตรงขยายฐานมวลชนและเป้าหมายหนึ่งคือการเปิดช่องให้ทหารออกมายึดอำนาจ
ทั้งนี้จะมีการส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) สาวถึงที่มาของเงินดังกล่าวต่อไปเพราะเงินที่นำมาเคลื่อนไหวล้มล้างรัฐบาลเป็นเงินที่ผิดกฎหมายและมีข้อสังเกตว่าเงินที่ถูกกฎหมายคงไม่นำมาใช่อย่างนี้
ผู้สนับสนุน




แสดงความคิดเห็น
แบ่งปัน