อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม 2559

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม 2559
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

‘นิธิฟู้ดส์’ บุกตลาดอาเซียน ปั้นธุรกิจตามหลักพอเพียง

เดิมนิธิฟู้ดส์ เน้นการผลิตเครื่องเทศสำเร็จรูปส่งให้กับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารรายใหญ่ภายในประเทศไทยเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นกระเทียม พริกอบแห้ง และกระเทียมเจียว เสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2558 เวลา 04.06 น.

นับถอยหลังไปร่วม 20 ปี...กับการเริ่มต้นการทำธุรกิจเล็ก ๆ จากการทำลำไยอบแห้ง ก่อนต่อยอดความคิดด้วยการใช้เครื่องทำลำไยอบแห้งที่มีอยู่แล้ว มาทดลองอบผักในท้องถิ่น ทั้งกระเทียม พริก เครื่องเทศ และทำกระเทียมเจียว จนในที่สุดจากที่เป็นเพียงกิจการเล็ก ๆ ตอนนี้ “บริษัท นิธิฟู้ดส์ จำกัด” ก็ได้เติบโตเป็นธุรกิจขนาดกลาง ส่งวัตถุดิบอย่างเครื่องปรุงอบแห้งป้อนให้โรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูปรายใหญ่หลายแห่งทั่วประเทศ และยังส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารขายในอาเซียนด้วย

สมิต ทวีเลิศนิธิ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิธิฟู้ดส์ ทายาทหนุ่มรุ่นที่ 2 ของกิจการเอสเอ็มอีแห่งเมืองเชียงใหม่ บอกว่า เดิมนิธิฟู้ดส์ เน้นการผลิตเครื่องเทศสำเร็จรูปส่งให้กับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารรายใหญ่ภายในประเทศไทยเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นกระเทียม พริกอบแห้ง และกระเทียมเจียว แต่ก็ต่อยอดวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบเพื่อเพิ่มมูลค่าด้วยการผลิตสินค้าที่เป็นเครื่องปรุงสำหรับอาหารสำเร็จรูปในรูปแบบอื่น ๆ และส่งออกไปต่างประเทศ โดยเน้นตลาดอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย รวมทั้งจีน และไต้หวัน ซึ่งตอนนี้แม้จะมีสัดส่วนส่งออกไปเพียง 2% หรือคิดเป็นเงินเพียง 5 ล้านบาทเท่านั้น และในอนาคตอันไม่ไกลจากนี้ได้ตั้งเป้าหมายขยายสัดส่วนการส่งออกให้ได้ถึง 50%

ในจำนวนเป้าหมายส่งออกครึ่งหนึ่งคือประมาณ 25%“นิธิฟู้ดส์” ปักธงอยู่ในตลาดอาเซียน เพราะจากการศึกษา พบว่า ตลาดมีอัตราการขยายตัวสูง อีกทั้งจำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้น และคนส่วนใหญ่ก็มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนมาก ล่าสุดกำลังจับคู่ธุรกิจกับประเทศอินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เพื่อหาช่องทางการส่งสินค้าไปทำตลาดภายใต้แบรนด์หลัก ๆ ทั้ง “เบลล์ฟู้ดส์” “เออร์เบิร์น ฟาร์ม”และ “พ็อคเกต เชฟ” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงอาหารตำรับไทยสำเร็จรูป ที่มีทั้งเครื่องเทศแบบผง และผักอบแห้ง ซึ่งผู้ซื้อเปิดซองก็ทำอาหารได้ทันที

ตลาดที่น่าสนใจอย่างมากในอาเซียน คือ ตลาดเวียดนาม ที่มีประชากรมาก และที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ คนเวียดนามชอบสินค้าไทยมาก ส่วนตลาดอินโดนีเซีย น่าจะส่งสินค้าประเภทเครื่องเทศ และซอสปรุงรสสำเร็จรูปเข้าไปขายหรือทำตลาดได้เช่นกัน ขณะที่ฟิลิปปินส์นั้น ยังมีโอกาสที่จะขายอาหารแปรรูปที่พร้อมปรุง เพื่อตอบโจทย์ตอบสนองคนรุ่นใหม่ได้มากกว่าหลาย ๆ ประเทศ เพราะวัฒนธรรมในการรับประทานอาหารใกล้เคียงกับการเป็นชาติตะวันตกมากกว่า และน่าสนใจเข้าไปลงทุน”

ขณะเดียวกันยังมองถึงความเป็นไปได้ของการเข้าไปทำตลาดในประเทศจีนตอนใต้ เนื่องด้วยมีพื้นที่อยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งบริษัทมากนัก สามารถส่งสินค้าไปขายผ่านทางเส้นทางเชียงราย ข้ามไป สปป.ลาว ก่อนเข้าไปถึงมณฑลยูนนานของจีน ที่อยู่ทางตอนใต้ แตกต่างจากการไปทำตลาดในบางประเทศที่ต้องใช้การขนส่งทางเรือ เพราะถ้าจะเดินหน้าทำตลาดในประเทศเหล่านี้ คงต้องศึกษาต้นทุนการขนส่งให้ดี เพราะระยะทางจากบริษัทไปถึงท่าเรือแหลมฉบัง มีระยะทางยาวกว่า 700 กิโลเมตร เช่นเดียวกับตลาดทางฝั่งตะวันออก

ตอนนี้ “นิธิฟู้ดส์” ได้เข้าไปทำตลาดส่งผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 รูปแบบไปตีตลาดที่ไต้หวัน โดยมีซัพพลายเออร์ท้องถิ่นนำผลิตภัณฑ์ของบริษัทเข้าไปขายในร้านสะดวกซื้อ “พีเอส มาร์ท”ที่มีสาขากว่า700แห่งทั่วประเทศ ล่าสุดอยู่ระหว่างการทดลองตลาด โดยตั้งเป้าหมายทำยอดขายได้ประมาณ75%และมีการจัดโปรโมชั่นซื้อ1แถม1เพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จักของคนในไต้หวันได้มากขึ้น

ส่วนเป้าหมายของบริษัทจากนี้ไปในอนาคต 10 ปีข้างหน้า “นิธิฟู้ดส์” ได้ตั้งเป้าหมายใหญ่ คือ หาช่องทางเพิ่มสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นแตะ 1,000 ล้านบาทให้ได้ โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีประมาณ250-300ล้านบาท ซึ่งล่าสุดในปี57รายได้ของบริษัทอยู่ที่255ล้านบาท และคาดว่าในปี58จะเติบโตเป็น300ล้านบาท หลัก ๆ คือเน้นการส่งออกผลิตภัณฑ์ทุกรูปแบบไปต่างประเทศมากขึ้น ส่วนตลาดภายในประเทศก็ยังต้องรักษาตลาดอยู่เช่นกัน

อย่างไรก็ตามนอกจากจะทำธุรกิจเพื่อสร้างรายได้แล้ว “นิธิฟู้ดส์” ยังมีหลักการบริหารงานที่แตกต่างจากธุรกิจอื่น เพราะได้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” อย่างปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ ความพอประมาณ การมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี รวมถึงมีเงื่อนไขความรู้ และคุณธรรม มาใช้บริหารจัดการธุรกิจ การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดผลงาน ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประเภทธุรกิจขนาดย่อม ครั้งที่ 1 ของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. เมื่อปี 50 หรือไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สมิต” กล่าวทิ้งท้ายถึงการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนบนความพอเพียงว่า หนทางนี้ถือเป็นการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว มีรายได้มากขึ้นด้วยสมดุล มีกำไรอยู่บนฐานของกิจการดี คุณภาพชีวิตของพนักงานดี สิ่งแวดล้อมและสังคมดี แม้ว่าเรื่องการขยายการลงทุนในแต่ละปีจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็วางแผนไว้อย่างดีด้วยการบริหารความเสี่ยงไม่ใช้งบประมาณลงทุนเกิน 20%ของกระแสเงินสดของกิจการ หรือ1ใน5ส่วนของกระแสเงินสดที่มีอยู่ประมาณ100ล้านบาท

ที่สำคัญ...ยังหลีกเลี่ยงการกู้เงินมาขยายกิจการ ถ้าคิดจะซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิต จะทำก็ต่อเมื่อมีตลาดรองรับสินค้าที่จะผลิตเพิ่มเป็นที่แน่นอนแล้ว รวมทั้งต้องไม่เก็บสินค้า หรือวัตถุดิบไว้เก็งกำไร จนส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาด และจับมือกับเกษตรกรที่ส่งวัตถุดิบด้วยการสนับสนุนความรู้ในการทำเกษตรอย่างยั่งยืนอีกด้วย.

ทีมเศรษฐกิจ

จำนวนคนอ่าน 9,543 คน

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 533