คอลลี่ฯจับกระแสเห่อของนอก เร่งขยายตลาดโกยยอดเออีซี

จังหวะนี้ “บริษัท พัฒน์พลัส” ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มคอลลาเจนและวิตามินต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ คอลลี่ คลอลาเจน จึงรีบโดดเข้าร่วมกระแสปล่อยสินค้าเข้าสู่ตลาดเออีซีด้วยความรวดเร็ว

ในยุคนี้สมัยนี้...กระแสสุขภาพและการดูแล กลายเป็นเทรนด์ยอดฮิตของคนแทบทั้งโลก จึงเป็นโอกาสดี ของผู้ประกอบการสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม ที่จะเร่งทำตลาดกันเต็มแรงโดยเฉพาะตลาด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ “เออีซี”

จังหวะนี้ “บริษัท พัฒน์พลัส” ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มคอลลาเจนและวิตามินต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ คอลลี่ คลอลาเจน จึงรีบโดดเข้าร่วมกระแสปล่อยสินค้าเข้าสู่ตลาดเออีซีด้วยความรวดเร็ว ตามแผนธุรกิจของบริษัที่ต้องการผลักดันให้มีรายได้จากต่างประเทศเป็นหลักในการสร้างรายได้ จากปัจจุบันที่รายได้ต่างประเทศมีสัดส่วนประมาณ 40% ของรายได้ทั้งหมดกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งจากตลาดหลัก คือ ประเทศจีน ที่เข้าไปบุกตลาดมาแล้ว 2 ปี

ยึดเถ้าแก่น้อยต้นแบบ

“บริษัทได้นำเอาบริษัทเถ้าแก่น้อย ซึ่งเป็นเพื่อนกัน เป็นต้นแบบทางธุรกิจ เพราะประสบความสำเร็จมากที่เริ่มจากการสร้างตลาดในประเทศ จนเมื่อแข็งแกร่ง แบรนด์เป็นที่รู้จัก ก็ตีตลาดโลกและประสบความสำเร็จ ใครมาไทยหรือถ้านึกถึงสาหร่ายคนก็คิดถึงเถ้าแก่น้อย คอลลี่ฯ ก็อยากเป็นแบบนั้น ที่คนจะนึกถึงตลอดเวลา ซึ่งตอนนี้จังหวะได้แล้วเพราะสามารถทำตลาดในประเทศจนขึ้นมาเป็นแบรนด์อันดับต้น ๆ ที่คนเลือกซื้อ และพร้อมแล้วที่ขยายไปยังเออีซี” พีรพัฒน์ลิขิตรัตน์เจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พัฒน์พลัส จำกัด ระบุ

ทั้งนี้บริษัทได้วางเป้าหมายเข้าไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงก่อนเพราะอยู่ใกล้กัน อีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคยังใกล้เคียงกับชาวไทย รวมทั้งต่างประเทศไม่ได้ยึดติดกับสินค้าในกระแสมากเหมือนไทยทำให้ทำการตลาดง่ายและยั่งยืน โดยต่างประเทศจะเลือกซื้อจากคุณสมบัติเป็นหลัก เมื่อทดลองใช้แล้วชอบ จะภักดีต่อแบรนด์และเลือกซื้อสินค้าต่อ ต่างกับไทยที่อิงกระแสมากทำอายุของสินค้าสั้น

สินค้าติดตลาดเร็ว

ส่วนปัจจัยสำคัญที่สุดและถือเป็นจุดแข็งที่เสริมให้ธุรกิจในต่างประเทศเติบโตไปด้วยดีคือ ผู้บริโภคในประเทศเหล่านั้นนิยมใช้สินค้านำเข้าจากต่างประเทศเหมือนกับคนไทยทำให้มีข้อได้เปรียบด้านความน่าเชื่อถือ เมื่อเทียบกับคู่แข่งในประเทศเหล่านั้น นอกจากนี้ในบางประเทศยังนิยมสินค้าไทยมากเป็นพิเศษด้วย ทำให้คอลลี่ คลอลาเจน สามารถติดตลาดได้ไว

สำหรับการเลือกประเทศที่จะเข้าไปลงทุนต้องพิจาณาถึงกระแสการดูแลสุขภาพและการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นอย่างแรกว่าได้รับความนิยมเพียงใด จากนั้นจึงดูจำนวนประชากรรวมถึงภูมิประเทศว่าเอื้ออำนวยในการขนส่งสินค้าหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ ต้องคิดวิเคราะห์และตีโจทย์ให้แตกด้วยความรวดเร็ว เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าไปชิงจังหวะเป็นรายแรก เพื่อครองพื้นที่ในใจลูกค้า เนื่องจากแบรนด์ที่มาก่อนและสามารถเป็นที่รู้จักได้ก่อน

รุกเพื่อนบ้านเออีซี

ปัจจุบัน คอลลี่ คลอลาเจน ได้เริ่มเข้าไปทำตลาดบ้างแล้วในอินโดนีเซีย, เวียดนาม, กัมพูชาและเมียนมา โดยอินโดนีเซีย จัดว่าเป็นประเทศความหวังหลักที่จะผลักรายได้ในต่างประเทศ ให้โตแบบก้าวกระโดด ด้วยจำนวนประชากรมาก และที่สำคัญ ชาวมุสลิมยังรักสวยรักงาม และใช้จ่ายสินค้าด้านความงามสูงมาก ใกล้เคียงกับไทยที่ยอดขายในภาคใต้เพิ่มสูงกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งหลังจากทดลองนำสินค้าไปจำหน่าย รวมถึงออกงานแสดงสินค้า พบว่าลูกค้าให้ความสนใจมากและที่สำคัญการแข่งขันในตลาดยังไม่รุนแรง

เวียดนามโต 20%

ขณะที่ตลาดในเวียดนาม จุดแข็ง คือ คนเวียดนามนิยมสินค้าไทยมาก ทำให้สามารถติดตลาดได้ไว และยังให้ความสำคัญกับสุขภาพและความงาม ส่งผลให้ตลาดเติบโตดี โดยสองปีที่เข้าไปทำตลาดยอดขายในเวียดนามเติบโตเฉลี่ยถึงปีละ 20% ซึ่งอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ส่วนกัมพูชาและเมียนมา ค่อนข้างเป็นตลาดที่ใหม่มากสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดังนั้นเข้ามาทำตลาดเป็นรายแรกจะสามารถทำให้ผู้บริโภคจดจำได้ แม้จะต้องเหนื่อยกับการเริ่มต้นทำตลาดสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภค แต่มีโอกาสมากกว่าแบรนด์หน้าใหม่แน่นอน นอกจากนี้จากการพัฒนาประเทศและแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าวที่จะส่งผลให้คนเริ่มพัฒนาคุณภาพชีวิตและให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากขึ้นจึงเชื่อว่าสองประเทศนี้จะสามารถกลายมาเป็นตลาดที่มีศักยภาพได้ในอีกไม่นาน

เล็งขยายสินค้าเพิ่ม

สำหรับสินค้าที่ส่งไปจำหน่ายตอนนี้ยังเป็นกลุ่มคอลลาเจน เป็นหลักเพราะเป็นสินค้าเรือธงและเป็นที่รู้จักซึ่งต่อไปจะเตรียมนำสินค้าอื่นที่มีขายในไทย เช่น วิตามินกลูต้าเข้าไปจำหน่ายเพิ่มเติมโดยสินค้าที่จำหน่ายจะเน้นขายสำหรับลูกค้าผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่เพราะตลาดมีขนาดใหญ่กว่าผู้ชาย แต่ในอนาคตอาจจะพัฒนาสินค้าสำหรับผู้ชายเมื่ออัตราการบริโภคหรือตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ชายเติบโตมากขึ้น

การทำการตลาดในต่างประเทศ เน้นทำผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะต้นทุนต่ำและเข้าถึงลูกค้าได้ตรงจุด และสื่อสารได้ดีที่สุด เช่นเดียวกับที่ทำตลาดในไทย ดังนั้นประเทศที่โซเชียลมีเดียแข็งแรง จึงได้เปรียบมาก ซึ่งได้ทำไปแล้วประสบความสำเร็จมากที่ อินโดนีเซีย, เวียดนามและกัมพูชา ส่วนประเทศอื่นจะใช้การประชาสัมพันธ์โดยตัวแทน และเมื่อตลาดพร้อมจะรุกออนไลน์ทันที”

พีรพัฒน์...ทิ้งท้ายไว้ด้วยว่าถึงแม้ตลาดออนไลน์ยังไม่พร้อมในทุกประเทศ แต่จากการรับรู้ในคุณสมบัติสินค้าและการประเมินจากยอดขายในต่างประเทศที่เติบโตกว่า 350% จึงเชื่อว่าไม่เกิน 3 ปี ยอดขายในต่างประเทศจะพุ่งขึ้นเกิน 50% ของรายได้ตามเป้าหมายแน่นอน!!.

พิชชาพร อยู่เลี้ยงพันธ์

ความคิดเห็น