อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 7 ธันวาคม 2559

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 7 ธันวาคม 2559
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

“ประยุทธ์”ร่วมงานวันครูครั้งที่ 60

“ประยุทธ์” ร่วมงานวันครู ครั้งที่ 60 คารวะครูผู้สอนเมื่อครั้งเรียนอยู่ชั้น ม.2 ฝากการบ้านครูสอนให้เด็กรู้จักหน้าที่ เคารพกฎหมาย มีจิตสาธารณะ รักการอ่าน เพิ่มข้อสอบอัตนัย ลดเวลางานอื่น เพิ่มเวลางานสอน เชื่อมโยงครูจริง-ครูกูเกิล-ครูไอที สั่ง กศน.เก็บตกเด็กไม่เรียนหนังสือให้ได้เรียน ย้ำมาตรา 44 ไม่ได้ใช้ได้ทุกเรื่อง เสาร์ที่ 16 มกราคม 2559 เวลา 02.52 น.

วันนี้ (16 ม.ค.) เวลา 09.00 น.ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีงานวันครู ครั้งที่ 60 พ.ศ.2559 ซึ่ง ศธ. ร่วมกับ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้จัดขึ้น โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และข้าราชการครูให้การต้อนรับ ในโอกาสนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ร่วมพิธีคารวะครูผู้สอนเมื่อครั้งศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดนวลนรดิศ 2 ท่าน ได้แก่ นายเจริญ ทั่งทอง อายุ 78 ปี สอนวิชาคณิตศาสตร์ และนางธานี คุ้มชนะ อายุ 75 ปี สอนวิชาสังคมศึกษา จากนั้นได้ถวายโล่รางวัลผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ แก่พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) และพระครูปลัดสุวัฒนบัณฑิต (พระมหาไพเราะ ฐิตสีโล) เจ้าคณะอำเภอป่าโมก เจ้าอาวาสวัดสระแก้ว จังหวัดอ่างทอง และมอบโล่รางวัลผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ และรางวัลคุรุสภาด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งกับครูว่า วันนี้เป็นวันครูและเป็นวันของประเทศชาติ ตนจะทำให้ทุกวันเป็นวันครูในใจของทุกคน ทั้งครู ผู้บริหาร รัฐบาล และนายกรัฐมนตรี เพราะครูเป็นผู้ที่ทำให้การศึกษา เศรษฐกิจ และประเทศชาติดีขึ้น ดังนั้นประเทศจะไปได้ไกลก็ต้องมีครูที่ดี มีคุณภาพ เพราะครูมีบทบาทที่สำคัญต่อนักเรียนที่จะเป็นอนาคตของชาติในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยปัญหาต่างๆ ของครูตนรับที่จะดำเนินการแก้ไขให้ดีขึ้น ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการเปรียบครูเป็นเรือจ้าง แต่ครูทุกวันนี้จะเป็นแค่เรือจ้างไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นแพยนต์ขนาดใหญ่ที่เมื่ออยู่ลำเดียวกันแล้วจะแตกแถวไม่ได้ ต้องร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติ อย่างไรก็ตามแม้ที่ผ่านมาจะพบว่าการศึกษาไทยยังมีปัญหา แต่ตนไม่อยากโทษใครเพราะทุกคนพยายามเต็มที่แล้ว เพียงแต่มีปัจจัยแวดล้อมภายนอกเข้ามารบกวนจึงทำให้การขับเคลื่อนการศึกษาไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งจากนี้ทั้ง 5 องค์กรหลักของ ศธ.จะต้องทำงานร่วมกันให้ได้ โดยกำหนดเป้าหมายที่ต้องการ และทำให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด หากทำได้ตามนี้ประเทศก็จะเดินหน้าไปได้

“ผมเห็นภาระครูจากการประเมินมากมาย แต่ก็ไม่สะท้อนคุณภาพของนักเรียนที่แท้จริง ซึ่งการประเมินควรดูที่ตัวเด็กไม่ใช่ว่าเน้นดูว่าเด็กสอบผ่านเพียงอย่างเดียว ต้องดูว่าเด็กที่เรียนอ่อนมีจำนวนเท่าไหร่ และมีเด็กที่ไม่เรียนหนังสืออีกเท่าไหร่ ต้องหาปัญหาให้ได้ว่าทำไมเด็กไม่เรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ต้องเข้ามาดูแลเด็กเหลานี้ทั้งหมดให้ได้รับการศึกษา อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ปัญหาสังคมเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เด็กแว้น เด็กตั้งครรภ์ในวัยเรียน สังคมแตกแยก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ต่างประเทศไม่มี มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่มีปัญหา และก็มาเรียกร้องให้ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ปัญหา ซึ่งจะให้ผมใช้ทุกเรื่องมันไม่ได้ เพราะม.44 ใช้เพื่อการทำงานบางเรื่องให้สะดวกขึ้น แต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการปกติ”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า ขอฝากครูทุกคนให้ช่วยสอน และปลูกฝังให้เด็กรู้จักหน้าที่ มีวินัย เคารพกฎหมาย และมีจิตสาธารณะ ไม่ใช่ทำอะไรโดยยึดผลประโยชน์ตนเองเป็นหลัก เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นต้นตอความสงบของบ้านเมือง ที่สำคัญต้องสอนให้เด็กรู้จักรักการอ่าน เพราะการอ่านจะทำให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ นอกจากนี้ข้อสอบต่างๆ ควรเพิ่มอัตนัยให้มากขึ้น เพราะการให้เด็กทำข้อสอบด้วยการเลือกคำตอบเพียงอย่างเดียวในรูปแบบปรนัยทำให้เด็กคิดไม่เป็น จึงอยากให้เด็กได้เขียนบรรยายบ้าง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ศธ.มีนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ซึ่งเป็นนโยบายที่ดี แต่ตนเห็นว่าครูก็น่าจะมีนโยบายลดเวลางานอื่น เพิ่มเวลางานสอนด้วย และต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูต่อศิษย์ ทำให้เด็กมีความสุขและครูมีความสุข ซึ่งเท่าที่ดูครูมีแรงกดดันสูง แต่ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจลดความโมโหลง ส่วนเรื่องหนี้สินมีทุกคน ขอให้ครูปรับตัว ทำบัญชีรายรับรายจ่าย และตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและสิ้นเปลืองลง ช่วยสอนเด็กและชาวบ้านให้รู้จักทำบัญชีครัวเรือน รู้จักจัดระบบรายรับรายจ่าย รู้จักการยอมรับในสังคม ต้องสอนให้รู้จักที่จะเรียนรู้ไม่ใช่สอนจบปริญญาแต่ไม่มีงานทำ

“ปัจจุบันสื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับนักเรียนมาก ครูไม่ควรปล่อยให้เด็กไปหาข้อมูลเพียงอย่างเดียว ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ก็ไม่ต้องมีครูสอนก็ได้ ทางที่ดีครูควรจะตั้งโจทย์และให้เด็กไปหาข้อมูลแล้วนำมาคุยกัน โดยครูจริง ครูกูเกิล และครูไอที ต้องเชื่อมโยงกันให้ได้ อย่างไรก็ตามเด็กสมัยนี้ไม่กลัวตกซ้ำชั้น เพราะสอบซ่อมก็ผ่าน แต่กลายเป็นว่าเด็กไม่พร้อมที่จะเรียนต่อในวันหน้า เพราะฉะนั้นจึงฝากให้คิดว่าควรสอบตกวันนี้เพื่อพัฒนา หรือปล่อยให้เด็กไปตกในวันข้างหน้า ซึ่งเรื่องนี้ ศธ.ก็ไปคิดเอาเอง”นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ. ได้มอบข้อเสนอเพื่อการพัฒนาวิชราชีพต่อนายกรัฐมนตรี จำนวน 5 ข้อ ดังนี้ 1.เชิดชูเกียรติคุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพ 2.สร้างมาตรฐานและธรรมาภิบาลบริหารงานบุคคลภายใต้ระบบบริหาร-ระบบค่าตอบแทนเดียวกัน โดยให้มีข้าราชการเพียงประเภทเดียวใน ศธ. คือ ข้าราชการครู ประกอบด้วย สายการสอน สายบริหารและสายอำนวยการ และเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ให้เป็นองค์คณะบุคคลที่ไม่ด้อยไปกว่าคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และขึ้นตรงต่อรมว.ศึกษาธิการ 3.เสริมคุณภาพ อุดมการณ์และจิตวิญญาณความเป็นครู 4. ตั้งสถาบันพระมหาธีรราชเจ้า เพื่อสร้างนักบริหารและผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ5. คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้ครู ทั้งปัญหาหนี้สินของครู สวัสดิการและสวัสดิภาพของครู โดยจัดตั้งองค์กรทำหน้าที่ดูแลภายใต้กฎหมายใหม่ ที่บริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

นายเจริญ กล่าวว่า ตนได้ให้กำลังใจให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่อย่างอดทน เพราะประชาชนคาดหวังไว้มากว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีทำจะต้องประสบความสำเร็จ ซึ่งก็มีหลายคนฝากตนมาบอกกับนายกรัฐมนตรีว่าให้อยู่ทำหน้าที่นานๆ ส่วนท่าทีที่หงุดหงิดของนายกรัฐมนตรีนั้น ตนอยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีไม่มีอคติกับใคร และรักทุกคน

นางธานี กล่าวว่า ในสมัยเด็กนายกรัฐมนตรีเป็นคนที่เรียนดี มีคะแนน 80% มาตลอด และมุ่งมั่นที่จะเป็นทหารเหมือนพ่อ และทำได้เช่นนั้นจริง แสดงว่าเป็นคนที่เด็ดเดี่ยว ซึ่งครูทุกคนที่สอนแม้จะไม่ได้มาในวันนี้ ทุกคนก็รู้สึกภูมิใจและครูทั้งโรงเรียนฝากมาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ทุกคนเอาใจช่วยให้สามารถบริหารประเทศ และแก้ไขปัญหาทำประเทศให้ก้าวหน้า มั่นคง ยั่งยืน ที่ผ่านมาเห็นนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อมวลชนด้วยท่าทีหงุดหงิด อารมณ์เสีย ซึ่งอยากบอกว่าความจริงแล้วนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่เพราะต้องเข้ามาบริหารบ้านเมืองในภาวะที่ไม่ปกติ บางคำถามไม่สามารถตอบได้ก็อาจจะหงุดหงิดไปบ้าง.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 458