ยานูโควิช ผู้จุดชนวนปฏิวัติ

สังคมโลก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขากลายเป็นสมาชิกของกลุ่มผู้นำ ที่ติดอันดับกวาดล้างผู้ท้าทายอำนาจอย่างป่าเถื่อนโหดร้าย หลังจากมีผู้ประท้วงหลายสิบคนที่ต่อสู้กับรัฐบาลของเขา

นายวิคเตอร์ ยานูโควิช ประธานาธิบดียูเครน เคยถูกผลักตกจากอำนาจมาแล้วครั้งหนึ่งจากการประท้วง และความเชี่ยวชาญในการเอาตัวรอดทางการเมืองของเขา ก็กำลังทำให้เขาพบเจอกับบททดสอบจากความโกรธแค้นของชาวยูเครนบนท้องถนนอีกคำรบ ภายในเวลา 3 เดือน ประธานาธิบดียานูโควิช ได้สร้างรอยร้าวระหว่างสหภาพยุโรป หรืออียู และรัสเซีย ทำให้เขาสูญเสียความชอบธรรม คะแนนนิยมดิ่งลงอย่างหนัก ขณะเดียวกัน ความเกลียดชังกลับโหมกระหน่ำเข้าใส่เขามากขึ้นเรื่อย ๆ ซ้ำรอยการปฏิวัติสีส้มเมื่อปี 2547

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขากลายเป็นสมาชิกของกลุ่มผู้นำ ที่ติดอันดับกวาดล้างผู้ท้าทายอำนาจอย่างป่าเถื่อนโหดร้าย หลังจากมีผู้ประท้วงหลายสิบคนที่ต่อสู้กับรัฐบาลของเขา ต้องเสียชีวิตจากการปะทะกับกองกำลังรักษาความมั่นคงในกรุงเคียฟ แม้จะมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่ยานูโควิชก็ยังเกาะอำนาจไว้แน่น ไม่นำพาชะตากรรมของประชาชนที่สังเวยชีวิตไปกับการต่อต้านเขา อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วเมื่อวันศุกร์ที่  21 ก.พ.ที่ผ่านมา เขาก็ยอมลงนามในข้อตกลงยุติวิกฤติความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ทูตจากสหภาพยุโรป ซึ่งเขาเบือนหน้าหันหลังให้ในเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว และหันไปกระชับสัมพันธ์กับรัสเซียแทน จนกลายเป็นชนวนเหตุให้มวลมหาประชาชนชาวยูเครน ลุกขึ้นมาประท้วงขับไล่เขาให้พ้นไปจากการบริหารประเทศ เพราะไม่ได้ทำตามความต้องการของประชาชน ที่ต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกอียู เพื่อความมั่งคั่งและการเติบโตของเศรษฐกิจ

และขณะเดียวกัน ข้อตกลงยุติวิกฤติ ที่เน้นข้อเรียกร้องหลัก ๆ ของฝ่ายค้าน,  ผู้ประท้วงบนท้องถนน ดูเหมือนจะมุ่งเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือการกำจัดประธานาธิบดีออกไปให้พ้นจากอำนาจ เนื่องจากเข่นฆ่าประชาชนของตัวเอง และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายยานูโควิช ผู้ฝักใฝ่รัสเซีย จุดชนวนให้เกิดการปฏิวัติของมวลชน

สมาชิกรัฐสภายูเครน เปรยออกมาว่า นายยานูโควิช ให้คำมั่นสัญญาว่าจะลาออกจากตำแหน่งเพื่อตอบโต้ความรุนแรง ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้วเกือบ 100 ศพในเหตุการณ์ความไม่สงบจากการต่อต้านรัฐบาล พรรคแผ่นดินพ่อ หรือฟาร์เธอร์แลนด์ ระบุว่า ผู้นำเป็ดง่อยของยูเครน บอกว่า เขาจะลาออกในการเจรจากับนายอาร์เซนี ยัตเซนยุค ผู้นำการประท้วง แต่ในขณะที่ รอให้เขาดำเนินการตามคำสัญญาอยู่นี้ ก็มีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการสละอำนาจของเขากระจายไปทั่วกรุงเคียฟ ตั้งแต่นายยานูโควิช และผู้นำฝ่ายค้าน 3 คน ลงนามในข้อตกลงสงบศึกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อยุติวิกฤติที่เลวร้ายที่สุดของยูเครน ตั้งแต่หลังได้รับเอกราชจากโซเวียต 

ในปี 2547 นายยานูโควิช เผชิญหน้ากับการประท้วงใหหญ่ จากการปฏิวัติสีส้มเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเขาอ้างชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งมีการโกง และในที่สุดก็ทนแรงเสียดทานจากพลังประชาชนไม่ได้ ก็ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายค้านที่ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก

วาดีม คาราเซฟ หัวหน้าสถาบันยุทธ ศาสตร์โลกในกรุงเคียฟ กล่าวว่า นายยานูโควิช จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ในฐานะที่เป็นประธานาธิบดียูเครน ที่ถูกขับไล่ออกจากอำนาจโดยประชาชนที่จัตุรัสเอกราช หรือ ไมดาน กลางกรุงเคียฟ ถึง 2 ครั้ง โดยผู้ประท้วง ซึ่งพยายามที่จะโค่นอำนาจนายยานูโควิช ได้ปักหลัก ตั้งแคมป์อยู่ในบริเวณจัตุรัสเอกราชมาตั้งแต่เดือนพ.ย.ปีที่แล้ว และก็เป็นสถานที่ที่เกิดความรุนแรงนองเลือดขึ้นในสัปดาห์นี้

นักวิเคราะห์ กล่าวว่า ผู้นำวัย 63 ปีผู้นี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ได้อยู่ในอำนาจอีกต่อไปแล้ว คือเขาจะต้องลาออกจากตำแหน่งด้วยการเจรจา หรือไม่ก็จะต้องพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นก่อนกำหนด ซึ่งเขาตกลงที่จะจัดขึ้นในเดือนธ.ค.ตามข้อตกลงที่เห็นชอบร่วมกันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา “เมื่อคุณหมดอำนาจในยูเครน คุณต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง” นักวิเคราะห์กล่าว พร้อมชี้ให้เห็นว่า อดีตนายกรัฐมนตรีไทโมเชนโก ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นผู้นำปฏิวัติที่ได้รับเสียงชื่นชม และต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุก แม้ว่าล่า สุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รัฐสภายูเครนมีมติให้ปล่อยตัวเธอแล้วก็ตาม ซึ่งก็ไม่แน่ว่า เมื่อนายยานูโควิช หมดสิ้นอำนาจแล้ว ก็อาจถูกตามล้างตามเช็ดได้เช่นกัน.

เลนซ์ซูม

ความคิดเห็น