วาไรตี้

เดินตามรอย ‘สังฆบิดา’ เรียนรู้ ‘สัจธรรม’ ของชีวิต

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นับตั้งแต่ทรงก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ทรงเป็นเสาหลักแห่งบวรพระพุทธศาสนา

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นับตั้งแต่ทรงก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ทรงเป็นเสาหลักแห่งบวรพระพุทธศาสนา ทรงมีพระจริยวัตรที่เรียบง่าย ไม่ถือพระองค์ จึงทำให้เหล่าสาธุชนทั้งหลายได้รับพระเมตตาและสัมผัสพระบารมีอย่างใกล้ชิดเสมอมา

พระราชรัตนมงคล (ดร.มนตรี อภิมนฺติโก) ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ถวายงานอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นสามเณร เล่าให้ฟังว่า เมื่อปี พ.ศ. 2518 สมเด็จพระสังฆราชเสด็จปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ที่วัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) จ.บึงกาฬ ซึ่งอาตมาบวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัด อายุราว 15 ปี สมเด็จพระสังฆราชเห็นทรงปรารภว่า เณรน่าจะไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นที่ตัดสินใจมาเพราะมีความตั้งใจที่อยากจะเรียนหนังสือ เนื่องจากวัดภูทอกที่อาตมาบวชนั้นเป็นวัดป่ากรรมฐานไม่มีการเรียนในรูปแบบปริยัติธรรมที่เป็นหลักสูตร แต่จะเป็นการเรียนจากครูอาจารย์ที่เป็นพระสอนทุกวัน ๆ โดยการปฏิบัติ ไม่ได้เรียนหลักสูตรโดยตรง

“ที่วัดป่าจะฉันมื้อเดียว ฉันในบาตร เพื่อที่จะได้ไม่ยึดติดกับรูป รสต่าง ๆ ซึ่งเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ในภาคปฏิบัติบางทีก็มีการอดข้าว 1 วันบ้าง 2 วันบ้าง บางครั้งก็อดถึง 7 วัน การทำเช่นนี้ก็เพื่อทรมานร่างกายให้ชิน เพื่อให้กิเลสในใจลดลง โดยวัดป่าที่อาตมาอยู่นั้นถ้าไม่ลงมาบิณฑบาตก็หมาย ความว่าไม่ต้องฉัน ต้องลงมาบิณฑบาตถึงจะได้ฉัน”

พระวัดป่าจะสอนในเรื่องของชีวิตว่า เกิดมาแล้วชีวิตของเราไม่มีความจีรังยั่งยืน การปฏิบัติด้วยความพ้นทุกข์ คือ รู้ว่าการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย นี่เป็นทุกข์ โดยเหตุของทุกข์ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง โดยแนวทางปฏิบัติ ก็คือ มรรคมีองค์ 8 ซึ่งจะสอนให้หลุดพ้นจากกิเลส ตัณหาต่าง ๆ โดยต้องมุ่งปฏิบัติอย่างจริงจัง

เมื่อมาอยู่กับเจ้าพระคุณสมเด็จฯ พระองค์ท่านก็มอบหมายหน้าที่ให้ คือ จัดธูปเทียน ดอกไม้ หน้าโต๊ะบูชา ทำความสะอาดที่ประทับ กุฏิ รวมทั้งถวายงานต่าง ๆ นับตั้งแต่วันนั้นเรื่อยมาจนถึงวันที่พระองค์สิ้นพระชนม์

คำสอนที่ได้รับจากสมเด็จพระสังฆราช โดยมากจะเป็นแนวพระกรรมฐาน พระองค์ท่านจะไม่ได้สอนโดยตรง แต่เกือบทุกครั้งพระองค์ท่านจะเรียกให้ไปนั่งฟังกรรมฐาน โดยเฉพาะวันพระกับหลังวันพระ ในช่วงเวลาเย็นประมาณทุ่มหนึ่ง พระองค์ท่านจะลงกรรมฐานสำหรับญาติโยม ก็จะให้อาตมาถือย่ามไปด้วย เมื่อไปด้วยก็จะได้ฟังพระองค์ท่านเทศน์ทุกครั้งก็ซึมซับมาเรื่อย ๆ ซึ่งการเทศน์โดยมากจะเน้นในเรื่องสติปัฏฐาน 4 เรื่องการทำสมาธิ การนั่งกรรมฐาน การกำหนดลมหายใจเข้าออก

“สอนการเห็นชีวิตที่เรียกว่า สัจธรรม ที่ไม่มีใครฝืนได้ พระองค์ท่านจะสอนในเรื่องนี้มาตลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ที่ใจเราโดยจะต้องเข้าใจตัวเอง รักษาใจตนเองไม่ให้แกว่งไปแกว่งมาไปในทางที่ไม่ดี เพราะการจะไปในทางที่ดีหรือไม่ดีนั้นอยู่ที่ใจเราเป็นหลัก ถ้าเรารักษาใจให้มีความดีอยู่ตลอด ใจเราก็จะดี ใคร ๆ ที่พบเห็นก็จะพูดว่าคนนี้เป็นคนใจดี คนนี้เป็นคนจิตใจสูง ถ้าเราไม่รักษาใจ มีจิตใจไปในทางที่ต่ำลง คนก็จะพากันพูดว่าคนนี้มีจิตใจต่ำ ฉะนั้น ต้องเข้าใจตนเองรักษาจิตเป็นคนที่มีจิตใจดี แล้วความดีที่กระทำก็จะส่งผลให้ใจของเราเบิกบานกระทำดียิ่ง ๆ ขึ้นไป”

ธรรมะของสมเด็จพระสังฆราช จะสอนให้ดูประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นเป็นหลัก โดยประโยชน์ตนเอง ก็คือ การศึกษา การปฏิบัติตามหลักของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา แม้จะทำได้น้อยในเรื่องการรักษาศีล อย่าง ศีล 5 คนมักจะบอกว่ารักษายาก รักษาได้ไม่ครบ 5 ข้อ แต่พระองค์ท่านจะบอกว่า การรักษาศีล ถ้ารักษาข้อใดข้อหนึ่งได้ดีก็เป็นคุณประโยชน์สำหรับผู้ปฏิบัติแล้ว ซึ่งก็จะส่งผลต่อผู้อื่นได้ด้วย

ตลอดระยะเวลาที่ถวายงานมา สิ่งที่เห็นอยู่เป็นนิจ คือ พระองค์ท่านปฏิบัติเหมือนพระกรรมฐานทั่วไป ทรงบิณฑบาตทุกวัน ฉันในบาตร ฉันมื้อเดียว ทรงเคร่งในพระธรรมวินัย รวมทั้งตำหนักจะเปิดตลอดให้ญาติโยมขึ้นไปได้ทุกคน และเมื่อพระองค์ท่านจะให้ใครทำอะไรจะพูดด้วยอย่างสุภาพ อย่าง จะใช้อาตมาก็จะบอกพระที่มาเรียกว่าให้ดูก่อนนะว่าหลับหรือไม่ ถ้าหลับไม่ต้องปลุก คือ ถ้าคนหลับพระองค์ท่านจะไม่ปลุกเลย พระองค์ท่านจะรอได้

“เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นพระที่ไม่ยึดติด ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ สิ่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะได้ของอะไรมาก็ตาม พระองค์ท่านจะให้เอาไปแจก เช่น ให้เอาไปให้พระรูปอื่น หรือบางครั้งไม่ได้ระบุแต่ให้เอาไปแจกให้หมด จะไม่มีอะไรที่พระองค์ท่านได้มาแล้วเก็บไว้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าพระองค์ท่านไม่ได้ยึดติดกับสิ่งใดเลย”

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (ดร.อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ศิษย์ก้นกุฏิของสมเด็จพระสังฆราช อีกรูปหนึ่ง กล่าวถึงการน้อมนำคำสอนในสมเด็จพระสังฆราชมาใช้ในการดำเนินชีวิตว่า หากจะกล่าวถึงคำสอนของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็จะยากในการที่จะมาบอกว่าคำสอนนั้น คำสอนนี้ เพราะคำสอนของพระองค์จะครอบคลุมคำสอนของพระพุทธศาสนาทั้งหมด ขึ้นอยู่กับการนำคำสอนนั้นมาใช้อย่างไรเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่า

คำสอนที่พระองค์สอนจะขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และเวลาที่พระองค์สอน ฉะนั้น ไม่ใช่ว่าคำสอนนั้นจะต้องยึดติดอยู่กับคำสอนนี้ เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าคำสอนของพระพุทธศาสนานั้นมีสภาพเป็นสากล เมื่อมีสภาพเป็นสากล ก็คือ สามารถที่จะปรับใช้กับอะไรก็ได้ อย่างในเรื่องง่าย ๆ คือ ความเมตตา ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยอยู่ โดยปกติคนเราก็ควรจะแผ่เมตตา ในแง่ของการปฏิบัติจริง ๆ ไม่ใช่ว่า เราเพียงแต่ขอให้เขามีความสุข ขอให้คนนั้น คนนี้มีความสุข สิ่งที่พวกเราทักทายกัน เช่น สวัสดีค่ะ สวัสดีครับนั้นก็เป็นการแผ่เมตตาแล้ว

“การเมตตาตรงนี้จึงไม่ได้หมายถึง คำพูด หรือสิ่งที่เราแสดงออก แต่มีผลหมายถึงการเปิดใจรับ ซึ่งการเปิดใจรับตรงนี้ก็หมายถึง การลดทิฐิมานะ การลดอัตตา ฉะนั้น คำสอนคำเดียวขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองจากมุมใด ฉะนั้น คำสอนของสมเด็จพระสังฆราช ถ้าจะแยกตามหมวดที่พระองค์นิพนธ์ไว้มีมากมาย มีทั้งหมวดที่ให้กำลังใจแก่ผู้คน หรือจะเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนเข้าใจธรรมะได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นลงไปในแง่ของขั้นปฏิบัติ ซึ่งคำสอนเหล่านี้ก็จะสะท้อนออกมาให้พวกเราได้น้อมนำไปปฏิบัติกัน”

หากจะรำลึกถึงสมเด็จพระสังฆราชก็จะต้องพยายามนึกถึงธรรมะ ซึ่งวิธีง่าย ๆ คือ การนึกถึงพระนามของพระองค์เพราะสามารถแปลเป็นธรรมะได้ทั้งหมด เริ่มจากพระนาม “เจริญ” ซึ่งคำว่า เจริญ นี้เป็นธรรมะหลักข้อหนึ่ง ที่เป้าหมายชีวิตของคนเรานั้นต้องการความเจริญ แต่ความเจริญของเรานั้นต้องเป็นไปในทิศทางที่ดี ซึ่งมาจากอีกพระนามหนึ่งว่า “สุวฑฺฒโน” คือ เจริญยิ่ง เป็นการเจริญที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน หรืออาจจะเรียกว่า เจริญ คือ ศีล หรือจะเป็นสมาธิก็ได้

เมื่อปฏิบัติได้อย่างนี้แล้วยังไม่พอ พระองค์ก็ได้รับพระนามใหม่ เปลี่ยนจากสุวฑฺฒโน เป็น โศภณคณาภรณ์ ซึ่งหมายถึง เมื่อเรามีคุณธรรม มีความเจริญ มีเป้าหมายที่ชัดเจน สิ่งที่ตามมา คือ ทำให้หมู่คณะเกิดความงามขึ้นมา ทำให้เราเป็นอาภรณ์ที่งามของหมู่คณะ นั้นแสดงว่า วิธีการกระทำ การตักตวงผลประโยชน์ของเราทำให้เกิดประโยชน์แก่สังคมขึ้นมา

แต่ถ้าเราเอาแค่สังคมก็คงไม่พอ พระนามของพระองค์ก็ถูกเปลี่ยนอีกเป็น พระธรรมวราภรณ์ คือ จะต้องเอาธรรมะอันประเสริฐมาเป็นอาภรณ์ให้ตัวเองด้วย นั่นหมายถึง เราจะต้องเพิ่มคุณธรรมในใจของเราเข้าไปอีก เมื่อเราทำประโยชน์ให้กับสังคม อุทิศตนให้กับสังคม เป็นสิ่งที่ดีงามของสังคม แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จะต้องเพิ่มคุณธรรมเข้าไปในใจของเราด้วย

ถ้าเราสามารถทำได้ 2 อย่างนี้ ในทางปฏิบัติ คือ ทำเพื่อประชาชน และทำเพื่อตนเอง สิ่งที่ตามมา คือ ทำให้ทั้งประเทศ ทำให้กลุ่มใหญ่เกิดความงามขึ้นมา ซึ่งก็จะเป็นอีกพระนามหนึ่งของพระองค์ คือ พระสาสนโสภณ

ถ้าเรามองให้แง่ของชีวิตทั่วไปก็อาจจะถือได้ว่า การที่เราสามารถที่จะพามวลชนหรือประเทศชาติไปสู่ความเจริญ ก็น่าจะเป็นความหมายในแง่ของเป้าหมายชีวิตที่สมบูรณ์แล้ว แต่ว่าสมเด็จพระสังฆราชยังไม่หยุดแค่นั้น โดยพระนามของพระองค์ก็จะสูงขึ้นไปอีกเป็น สมเด็จพระญาณสังวร

คำว่าสมเด็จพระญาณสังวร มี 2 นัยนัยแรก คือ พระนามของพระองค์เอง ส่วนนัยที่สอง คือ เราต้องพัฒนาพระญาณสังวรให้เข้าไปอยู่ในใจของเรา ซึ่งก็คือ สำรวมด้วยปัญญา สำรวมด้วยความรู้ และสำรวมจิต เพราะชีวิตของคนเรานั้นเต็มไปด้วยกิเลส ฉะนั้น เราจะสำรวมกิเลสตรงนั้นได้อย่างไร ก็จะต้องสำรวมกิเลสด้วยสติปัญญาของเรา ถ้าเราสามารถที่จะปฏิบัติตนให้หลุดพ้นจากกิเลสได้เราก็จะเกิดความเป็นญาณสังวรในหัวใจเรา

ในวันนี้ แม้สมเด็จพระสังฆราชที่เป็นตัวบุคคล พระองค์ท่านจะละสังขารไปแล้ว แต่พระนามของพระองค์จะยังอยู่ในหัวใจของเรา ซึ่งทุกคนสามารถที่จะเข้าถึงได้.

“พระองค์ท่านปฏิบัติเหมือนพระกรรมฐานทั่วไป ทรงบิณฑบาตทุกวัน ฉันในบาตร ฉันมื้อเดียว ทรงเคร่งในพระธรรมวินัย รวมทั้ง ตำหนักจะเปดิ ตลอดให้ญาติโยมขึ้นไปได้ทุกคน และเมื่อพระองค์ท่านจะให้ใครทำอะไรจะพูดด้วยอย่างสุภาพ เช่นจะใช้อาตมาก็จะบอกพระที่มาเรียกว่าให้ดูก่อนนะว่าหลับหรือไม่ถ้าหลับไม่ต้องปลุก คือ ถ้าคนหลับพระองค์ท่านจะไม่ปลุกเลยพระองค์ท่านจะรอได้”

ทีมวาไรตี้

ความคิดเห็น

บทความล่าสุดในคอลัมน์

น้ำซุป ‘ชาบู’ รสกลมกล่อม สด อร่อย ‘ซูชิรวม’

บ้านสามช่องใต้…ชมแสงตะวันขึ้นกลางสายฝน อ. ตะกั่วทุ่ง จ. พังงา

ตักบาตร ‘ดอกเข้าพรรษา’ พุทธบูชาสืบสานประเพณี

เฉลิมฉลอง 16 ปี การครองราชย์ กษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 6 แห่งโมร็อกโก

‘เสือโคร่ง’ นักล่าผู้ยิ่งใหญ่ เร่งอนุรักษ์...สร้างสมดุลก่อนสูญพัน

‘ยักษ์’ สัญลักษณ์มากกว่าตัวร้าย บทบาทเล่าเรื่องเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

‘ครอบแก้วดูดสารพิษ’ ตำรับแพทย์แผนจีน บำบัดร่างกาย-รักษาโรคเรื้อรัง

ชิม ‘ปลาแรดทอดกระเทียม น้ำปลา’ ‘บะหมี่เป็ดตุ๋น’ เนื้อนุ่ม รสกลมกล่อม

"ตุรกี" ติดตรึงในความทรงจำ ความลงตัวแห่งสองทวีป

เก็บดอกไม้มาปรุง ‘ชา’ เครื่องดื่มโบราณ...ตำรับยาไทย

ดูเนื้อหาในคอลัมน์ทั้งหมด