บทบรรณาธิการเดลินิวส์

จะหาทางออกหรือทางพัง?

วิกฤติการเมืองที่ผ่านมา 4-5 เดือน องค์กรทางด้านเศรษฐกิจต่างก็แสดงความห่วงใยอย่างต่อเนื่อง

 วิกฤติการเมืองที่ผ่านมา 4-5 เดือน องค์กรทางด้านเศรษฐกิจต่างก็แสดงความห่วงใยอย่างต่อเนื่อง แต่ละเดือนก็จะมีตัวเลขความสูญเสียของเศรษฐกิจจากพิษการเมืองที่แต่ละฝ่ายยังเล่นชิงเหลี่ยมการเมืองกันอย่างไม่ลดละ ล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ก็ได้เปิดเผยว่าจากปัญหาการเมืองที่ไม่มีทีท่ายุตินั้นได้ทำลายเศรษฐกิจของไทยไปถึง 2 แสนล้านบาท พร้อมทั้งปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 57 เหลือ 2.6% จากที่ได้

คาดไว้ว่าจะขยายตัว 4% นอกจากนี้ก็ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคได้ลดลงอย่างฮวบฮาบ โดยเฉพาะในบางอุตสาหกรรมก็มียอดซื้อลดลงมากกว่า 50% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเศรษฐกิจในวันข้างหน้า ก็ไม่ทราบว่าผู้ที่เล่นเกมอำนาจขณะนี้จะได้ตระหนักหรือไม่

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีการหาทางออกของประเทศของแต่ละฝ่าย ทำให้บางครั้งมีกระแสปล่อยข่าวออกมาทำให้ประชาชนรู้สึกสับสน ไม่ว่าจะมีการออกมาเปิดเผยชื่อ “นายกฯคนกลาง” หรือ ครม. คนกลาง หรือโรดแม็พของอีกฝ่ายหนึ่ง จนกระทั้งล่าสุดก็มีข่าวปล่อยออกมาว่า “ตระกูลชินวัตร” จะเว้นวรรคทางการเมือง 1 ปี โดยจะไม่มีชื่อของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 ในการเลือกตั้งครั้งใหม่แทนการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะ แต่ความจริงก็ไม่มีอะไรที่เป็นจริงบังเกิดขึ้นในวันนี้หรือวันข้างหน้า เพราะแต่ละคนที่โดนระบุชื่อออกมาส่วนใหญ่ก็ปฏิเสธแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะเรื่องเว้นวรรคนั้น นายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็มิได้เอ่ยออกปากชัดเจน เพียงแต่ให้คำตอบที่ต้องไปตีความหมายกัน

การชุมนุมของม็อบ กปปส. ในวันที่ 29 มี.ค.นี้ ที่แสดงความเชื่อมั่นว่าจะมีประชาชนจำนวนมากมาร่วมแสดงพลังตามความต้องการของแกนนำม็อบ ซึ่งจะมากน้อยแค่ไหนหรือมากกว่าทุกครั้ง ซึ่งประชาชนทั้งประเทศก็จะได้รับทราบความจริงกันในวันชุมนุมครั้งใหญ่ แต่ทว่าการระดมพลของม็อบก็มิใช่ว่าจะเป็นทางออกของประเทศที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้ เฉกเช่นเดียวกับเรื่องการเว้นวรรคของคนตระกูลชินวัตร ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นทางออกให้ชาติบ้านเมือง เพราะอีกฝ่ายหนึ่งประกาศคำว่า “ไม่” ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวที่เกิดขึ้นอาจเป็นการหยั่งเชิงเพื่อดูว่าอีกฝ่ายหนึ่งว่าจะเดินเกมต่อจากคำว่า “ไม่” อย่างไร แต่ถ้าคำว่า “ไม่” ยืดยาวนานเกินไปจนประชาชนเหลือทนก็อาจจะ “ไม่” เช่นกัน

“บอยคอต” ไม่ลงเลือกตั้งของพรรคการเมืองใด ๆ ก็มิใช่ทางออกที่ถูกต้องของการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองตามรัฐธรรมนูญปี 50 ในปัจจุบันนี้ ถ้าการเลือกตั้งครั้งใหม่มีพรรคการเมือง “บอยคอต” ไม่ลงเลือกตั้งอีก และพรรคการเมืองคู่แข่งอีกพรรคก็ประชดด้วยการ “บอยคอต” ซึ่งการเลือกตั้งใหม่ก็จะยืดยาวต่อไปอีกนาน เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมิได้กำหนดว่าจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายในกี่วัน เพราะฉะนั้นวันเลือกตั้งครั้งใหม่ยืดไปนานเท่าไหร่ รัฐบาลของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็จะรักษาการไปนานเท่านั้น หรือต้องการให้เป็นรัฐบาลรักษาการตลอดกาล ก็มิใช่เป็นทางออกแต่เป็นหนทางของปัญหามากยิ่งขึ้น ก็ขอให้ทุกฝ่ายคิดให้ดีและคิดให้มาก ๆ ไม่ใช่เล่นกันจนพังทั้งประเทศ.

ความคิดเห็น