อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 30 สิงหาคม 2559

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 30 สิงหาคม 2559
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ลักลอบค้าของป่าขยายตลาดสู่โลกออนไลน์

กองทุนสัตว์ป่าโลกเผย กลุ่มลักลอบค้าสัตว์ป่าและพืชป่าหันไปใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพราะค้าขายง่ายและอยู่นอกสายตาเจ้าหน้าที่ พฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม 2559 เวลา 06.25 น.

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ว่า ทราฟฟิก องค์กรสังเกตการณ์การค้าสัตว์ป่าและพืชป่า และองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) เผยเมื่อวันพฤหัสบดีซึ่งตรงกับวันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก (World Wildlife Day) ว่า กลุ่มผู้ค้าในเอเชียได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการลักลอบค้าพืชป่าและสัตว์ป่าที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยหันไปใช้ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์แบบปิดมากขึ้น ทั้งเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ เนื่องจากง่ายที่จะหลบเลี่ยงจากการตรวจสอบ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง และขั้นตอนกระบวนการในการค้าขาย ในแง่ของการติดต่อพูดคุยตกลงรายละเอียด การชำระเงิน ไปจนถึงการจัดส่งสินค้า มีความสะดวกมากกว่า

ทราฟฟิกเผยว่า จากการสำรวจในจีนเมื่อปีที่แล้ว ในเดือนเดือนหนึ่ง พบมีการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์จากงาช้าง นอแรด รวมถึงนกหายาก จำนวนมหาศาล ในสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นที่นิยมอย่างคิวคิวและวีแชท นายดิโอไนซิอุส ชาร์มา ผู้อำนวยการดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟประจำมาเลเซีย กล่าวว่า ปัจจุบันเครือข่ายการค้ามีความฉลาดและเชี่ยวชาญมากขึ้น ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งมือเพื่อให้ตามทันเทคนิคเหล่านี้

ด้านรายงานของทราฟฟิกจะมุ่งเน้นไปที่สถานการณ์ในมาเลเซียซึ่งเฟซบุ๊คเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสูง ระบุว่า ในช่วงเวลาการสังเกตการณ์ 50 ชั่วโมง เมื่อปีที่แล้ว ตรวจพบกลุ่มลักลอบค้าสัตว์ป่าและพืชป่าในเฟซบุ๊ค 14 กลุ่ม มีสมาชิกที่ยังคงเคลื่อนไหวเป็นปกติกว่า 67,500 ราย ในช่วงระยะเวลาที่สังเกตการณ์ พบมีการโพสต์ข้อความซื้อขายกว่า 200 ครั้ง ครอบคลุมตั้งแต่นกสายพันธุ์หายาก ลิงอุรังอุตัง ไปจนถึงหมีหมา

ผู้ขายจะใช้วิธีโพสต์ภาพสินค้าบนเฟซบุ๊คหรืออินสตาแกรม ขณะที่การต่อรองราคาจะใช้ว็อทส์แอพหรือโปรแกรมสนทนาอื่นๆ บรรยากาศการค้าเป็นไปอย่างสบายๆ โดยผู้ค้ายินดีที่จะเปิดเผยรายละเอียดที่ติดต่อได้ และบางครั้งเสนอที่จะจัดส่งสินค้าให้ถึงบ้าน โดยเมื่อถูกตรวจสอบ ผู้ค้าจะปิดเฟซบุ๊คนั้นและเปิดตัวใหม่ในชื่ออื่น ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ยากจะติดตามได้ทัน.

จำนวนคนอ่าน 4,095 คน

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 571