ศึกฟุตบอลกัลโช เซเรีย อา อิตาลี เมื่อวันพุธที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา มีแข่งขันกันคู่เดียว เป็นเกมระหว่าง เซียนา ทีมในโซนท้ายตาราง เปิดบ้านพบกับ คาตาเนีย
ผลการแข่งขันเป็นทีมเยือนที่บุกมาเฉือนหวิว 1-0 ได้ประตูชัยจากจุดโทษของ ฟรานเชสโก โลดี ในนาทีที่ 23
ชัยชนะนัดนี้ทำให้ คาตาเนีย มีเพิ่มเป็น 30 คะแนนจาก 23 นัด ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 10 ของตาราง ส่วน เซียนา มี 23 คะแนนเท่าเดิมจาก 24 นัด อยู่อันดับ 17 ของตาราง
ศึกฟุตบอลยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีมสุดท้าย นัด 2 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี จ่าฝูงศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดสนามเอติฮัด สเตเดี้ยม ต้อนรับการมาเยือนของแชมป์เก่ารายการนี้ เอฟซี ปอร์โต จากโปรตุเกส โดยผลในนัดแรก แมนฯ ซิตี บุกไปชนะมาก่อน 2-1
สำหรับในนัดนี้เป็นเจ้าบ้านที่โชว์ฟอร์มการเล่นได้แข็งแกร่งกว่าทีมเยือนชัดเจน ก่อนเอาชนะไปได้อย่างขาดลอย 4-0 ได้ประตูจาก เซร์คิโอ "กุน" อเกวโร ตั้งแต่นาทีแรก, เอดิน เซโก นาที 76, ดาบิด ซิลบา นาที 84 และดาวิด ปิซาร์โร นาที 86
โดยเกมนี้ เอฟซี ปอร์โต เหลือผู้เล่นแค่สิบคน เพราะ โรลันโด ถูกใบเหลืองแดงไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 77
รวมผล 2 นัด แมนฯ ซิตี ชนะ ปอร์โต 6-1 ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป
เมื่อวานว่ากันในเรื่องของผลการแข่งขันลอดห่วงอาชีพ ในปีนี้ที่เซอร์กิตแรกผ่านพ้นไปแล้ว และได้พาดพิงไปว่า กองทัพบก ทีมแชมป์เก่านั้นพลาดท่าในการคว้าแชมป์สนามแรกไปแบบน่าสนใจ และเชื่อว่าในทีมกองทัพบกเองก็อาจจะผิดหวังนิดหน่อยกับผลงานที่ออกมาเช่นนั้น
และก็เป็นจริง เมื่อ “สุดสาคร” ย่องไปสอบถาม
โดยอดีตแชมป์อย่างสโมสรกองทัพบก ซึ่งมีผู้นำทัพอย่าง พ.ท.อภิศักดิ์ หมั้นทรัพย์ หรือ ผู้พันเบิ้ม นั้นเป็นผู้ที่เราได้พูดคุย
“ผู้พันเบิ้ม” เล่าว่า ก็รู้สึกเสียใจนิด ๆ ที่ในรอบรองชนะเลิศ ไม่สามารถผ่านด่านเพื่อเข้ารอบชิงชนะเลิศได้ แต่ในภาพรวมก็ยังดีใจที่ทีมทำการแข่งขันอย่างเต็มที่เพราะถ้าดูจากคะแนนแล้วเราไม่เคยตกต่ำกว่าการฝึกซ้อมเลย คือเราทำคะแนนขึ้นเป็นหลัก พันสาม พันสี่ได้มาโดยตลอด แต่ที่พลาดเนื่องจากเราอาจแพ้ทางลูกของคู่ต่อสู้ที่ทำคะแนนได้ติดต่อกันได้มากกว่า ทีมของเราทำตีลูกติดบ่วงเยอะ ๆ จังหวะไม่โดนเข้าห่วง แต่ทางคู่ต่อสู้ที่เขาเตะ
ลูกเข้าห่วงได้เกือบทุกคน อย่างไรก็ตาม ผมถือเป็นแรงกระตุ้นให้พวกเราได้มีกำลังใจดีขึ้นเพราะพวกเราตั้งจุดหมายเดียวกันก็คือการครองแชมป์ให้ได้อีกสมัย แต่ก็ต้องไม่พลาดแม้แต่ครั้งเดียว
สำหรับในเซอร์กิตที่ 2 เราคงจะต้องชำระแค้นคืนอย่างแน่นอน “ผู้พันเบิ้ม” กล่าวอย่างดุดัน ก่อนเล่าต่อว่า ทีมกองทัพบกนั้นลงทำการแข่งขันทุกครั้ง ตนจะบอกให้นักกีฬาต้องเต็มที่ ทุกลูกทุกครั้งอย่าให้เสียโอกาสแม้แต่เสี้ยววินาที เพราะเรามีบทเรียนแล้ว โอกาสการทำคะแนนลูกต่อลูกแต้มต่อแต้มหนีไม่ห่างกันมากนัก เพราะกติกาใหม่ได้ปรับให้คะแนนในแต่ละท่าสูงขึ้น นักกีฬาอาจจะต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญมากยิ่งขึ้นกำหนดให้เล่นท่าที่ยาก เน้นในเรื่องของการเข้าจังหวะให้ดี เกาะตีลูกให้ติดห่วงให้มากที่สุด เพราะโอกาสที่ลูกจะเข้านั้นมีเปอร์เซ็นต์แน่นอนกว่า การเล่นท่าที่ยากคือการได้เปรียบคู่ต่อสู้อีกทางหนึ่ง
ส่วนเรื่องการฝึกซ้อมของทีมสโมสรกองทัพบก ก็จะฝึกซ้อมทุกวัน จะซ้อมเวลาเช้ากับเย็น เพราะจะหาจุดบอดของนักกีฬาทุกคนว่าจังหวะไหนที่นักกีฬาตีลูกแล้วไม่ได้ก็จะมีเปลี่ยนตัวผู้เล่นหรือเล่นไปแล้วนักกีฬาคนนั้นท่าอื่นที่ไม่ถนัดก็จะเปลี่ยนผู้เล่นสำรองลงไปเล่นท่าที่เขาถนัดเพื่อให้ได้คะแนนมากที่สุด กับกติกาที่ปรับปรุงใหม่นี้ ผมถือว่า เป็นโอกาสของน้อง ๆ ที่ทุกทีม ทุกค่ายสโมสร ทำได้ดีเลยทีเดียว เพราะดูจากปีที่แล้ว คะแนนต่ำสุดของแต่ละทีม บางทีมเตะกันไม่ถึงหลักพันเลย แต่มาในปีนี้ ผมสังเกตแล้วว่า ทุกทีมทุกสโมสรต่างเล่นคะแนนขั้นต่ำสุดเกินหลักพันขึ้นไป ถือเป็นสิ่งที่ดีของวงการตะกร้อบ้านเราเลยทีเดียว
หากพูดถึงภาพรวม ถึงจุดไฮไลต์ของเกมแข่งขันก็คงหนีไม่พ้นคือ ทุกคู่จะต้องไล่บี้แต้มคะแนนกันแบบสุด ๆ ลูกต่อลูก ในช่วงใกล้หมดเวลา ทีมใครหยุดหรือเตะไม่เข้าเลยก็ต้องไล่แต้มขึ้นมาไล่บี้ให้ทันและที่สำคัญจุดไฮไลต์ของเกมแข่งขัน ที่มันจริง ๆ ก็คือ การที่ทุกทีมมีคะแนนเท่ากันและเหลือเวลาแค่ 2 นาที ใครหรือทีมใดจะตีไล่บี้คะแนนได้มากกว่ากัน บวกกับทำให้ผู้ชมและบรรดาแฟนคลับต่างก็ต้องลุ้นเชียร์ทีมที่ตนรัก และนี่ก็คือเสน่ห์ของการจัดการแข่งขันตะกร้อลอดห่วงแบบน็อกเอาต์ เพราะมีเวลาเป็นตัวกำหนดแค่ 40 นาที ใครทีมใดทำคะแนนได้มากกว่าก็เป็นต่ออยู่แล้ว แต่ทุกทีมที่เข้ามาร่วมแข่งขันต่างก็สุดยอดกันทั้งนั้น เพียงแต่จังหวะใครดีและคุมการเล่นได้ดีกว่ากัน บวกกับโชคด้วยเพราะเรื่องของธรรมชาติก็มีตัวแปรที่เกี่ยวข้อง จังหวะทีมไหนเจอลมแรง ๆ ก็ถือว่าโชคไม่เข้าข้าง แต่ที่สำคัญก็คือ การได้ฝึกฝน ฝึกซ้อมให้เยอะ ๆ หาจังหวะดูการเปลี่ยนตัวผู้เล่นให้ดีเท่านี้ก็จะมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว
และทีมเราไม่ลืมแน่ ๆ คือ ผู้สนับสนุนทีมจากหลายท่าน ก็อยากจะฝากขอบคุณผ่านทางคอลัมน์นี้ อย่าง บริษัท โอลีน จำกัด บริษัท มาราธอน (ประเทศไทย) จำกัด และที่สำคัญก็คือ พ.อ.วัชรพล คันธา ผบ.พัน ซบร.22 บชร. 2 ที่ท่านให้การสนับสนุนเต็มที่
“ผู้พันเบิ้ม” ทิ้งท้ายไว้ว่า “การรักษาแชมป์ยากมากกว่าการได้แชมป์เสียเอง”
แหม..ยังไงก็ต้องสู้ ๆ ไม่งั้นจะเจอทีมข้าง ๆ แอ้มรางวัลใหญ่นะขอรับ.
มุมที่ 5 ว่ากันด้วยเรื่องกีฬาอันว่าบอลไทยจะไปบอลโลก นาทีนี้หายใจไม่ทั่วท้อง เหตุเพราะนักเตะยังรวมตัวกันไม่ติด กุนซือใหญ่ “วินนี่” วินฟรีด เชเฟอร์ คุมทีมซ้อมไปวัน ๆ แม้ว่า “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ผู้จัดการทีมจะสั่งอัดฉีด 2 ล้าน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะฮึดเอาตัวรอดได้หรือเปล่า วันที่ 29 ก.พ.นี้ โอมาน จะเป็นผู้ให้คำตอบ เรื่องวุ่นวายข้ามปีก็ต้องยกให้สมาคมกีฬายิงปืนฯ จนป่านนี้ยังเคลียร์กันไม่สะเด็ดน้ำ และคงเป็นงานที่ทำให้ มนตรี ไชยพันธ์ รองผู้ว่าการ กกท. หนักใจ ก็หวังว่าสมาคมแห่งนี้จะไม่กลับคืนสู่อดีต? มาว่ากันที่งานใกล้ตัวกันดีกว่า เสาร์ที่ 25 นี้ศึกลูกหนังประเพณี “จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์” เชื่อว่าใส่กันไฟแลบเพราะเป็นเกมศักดิ์ศรี กระนั้น “บิ๊กแก้ว” ฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้บริหารเอไอเอสจัดเต็ม เตรียมขนน้ำดื่ม พัด ไปแจกที่บูธวัน-ทู-คอล แถมยังบริการเพนท์หน้าทีมเชียร์ให้ฟรีอีกด้วย กวาดมาแล้ว 4 ถ้วย “บิ๊กเน” เนวิน ชิดชอบ บอสใหญ่บุรีรัมย์ฯ สั่งลูกทีมติดเครื่องล่าถ้วยใบที่ 5 ทำศึกบอลถ้วยพระราชทาน ก กับ “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี และวันที่ 23 ก.พ. เวลา 14.00 น. ที่ห้องแกรนด์ ฮอลล์ 2 ชั้น 1 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ มีแถลงข่าวความพร้อม “อ๊อด น้ำหวาน” จุติ ไกรเลิศ เชิญชาวเราร่วมงาน สอบถามรายละเอียดที่ 08-1615-7125 “แฝดเล็ก” พล.ต.ต.ศุภวณัฏฐ์ อาริยะมงคล รองเลขาธิการสมาคมกรีฑาฯ ฝากกระจายข่าวเลื่อนการคัดเลือกนักกรีฑาเยาวชนทีมชาติ จากเดิม 11 มี.ค. เลื่อนไป 16 มี.ค. 24 ก.พ. เวลา 10.00 น. พล.อ.อ.ชนินทร์ จันทรุเบกษา นายกสมาคมจักรยานฯ เป็นประธานจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสมาคมจักรยานฯ ครบรอบ 53 ปี ที่สมาคมฯ หัวหมาก ไพฑูรย์ หิรัญประดิษฐ์ ผอ.สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย แจ้งว่า สมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษาฯร่วมกับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จัดเดินวิ่งการกุศล วันที่ 26 ก.พ. เวลา 06.00 น. สอบถามและสมัครได้ที่ 0-2252-2325 หรือ 08-5326-6996 28 ก.พ. เวลา 18.00 น. “เสี่ยฮง” สุนทร จารมนต์ เป็นโต้โผจัดงานวันเกิดครบ 69 ปีให้กับ “น้าดา” ศักดา รัตนสุบรรณ อดีตกัปตันกีฬา “เดลินิวส์” ที่ภัตตาคารโฮคิทเช่น สาขาเหม่งจ๋าย เพื่อนพ้องน้องพี่อย่าลืมไปร่วมเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์กัน กอล์ฟศิษย์เสธ. ปีที่ 103 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วันที่ 30 มี.ค. ที่สนามกอล์ฟเพรสซิเด้นท์ คันทรีคลับ ช็อตกันเที่ยงตรง ติดต่อสอบถามและสมัครได้ที่ พ.ต.จีรนาท เทพวัลย์ 08-1685-5995
คู่มือสำหรับรักขนมเล่มนี้ คัดสรร 50 ร้านอร่อยที่ตั้งอยู่ในรัศมีรอบๆ พระนคร ที่สามารถเดินทางไปลองลิ้มได้ไม่ยาก อาทิ ธนูสิงห์ ขนมที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 200 ปี ไฮไลต์ของชุมชนกุฎีจีนที่ใครมาแล้วไม่แวะชิม ถือว่ายังมาไม่ถึง หรือร้านเต็กเฮง เมนูทรงโปรดของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จนพระราชทานนามว่า 'หมี่กรอบเสวยสวรรค์' เช่นเดียวกับ ขนมแป้งสิบคุณกบ ตำรับห้องเครื่องในรัชกาลที่ 5 ที่ขอบอกต้องลองไปชิมสักครั้งในชีวิต
เครปป้าพร ความอร่อยที่ต้องรอเป็นชาติก็ยอม หรือ โบ๊กเกี้ยเจ้าเก่าท่าดินแดง หวานเย็นสูตรไหหลำที่ทำให้ท่าดินแดงเป็นที่รู้จักไปทั่ว กะลอจี๊อาแปะ เมนูที่ต้องพลิกแผ่นดินหา ขนมจีบเจ้าเก่าทรงวาด (อาเหลียง) ร้านขนมจีบแต้จิ๋วสุดท้ายบนถนนทรงวาดที่ปักหลักเสิร์ฟขนมจีบร้อนๆมากว่า 80 ปีแล้ว และอีกหลากหลายร้านที่ยกขบวนกันมาสร้างความอร่อยแบบไม่มีกั๊ก
เชิญพลพรรครักขนมละเลียดอ่านทีละหน้าได้แล้วใน ขนมอร่อย...รอบกรุง Delicious Desserts around Bangkok โดย เพชรภี ปิ่นแก้ว จาก สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์
เจ้าคุณเดินคิดเครียดไปเจอหวานเจี๊ยบกับแทใย สองสาวเอาน้ำหวานมาให้เจ้าคุณเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างไม่พอใจ เปิดฉากทะเลาะ สาดน้ำหวานใส่กัน แต่โชคร้ายคนที่โดนสาดกลับเป็นเจ้าคุณ เจ้าคุณหัวเสียเดินหนีกลับไปหาลุงกำโป๊ง ที่บ้าน เห็นลุงกำโป๊งกำลังนั่งกินข้าวด้วยความเอร็ดอร่อย เจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก ท้องร้องด้วยความหิวโซ แล้วก็ตัดสินใจ
“ลุงกำโป๊ง ตกลง...ฉันจะทำงาน”
ลุงกำโป๊งพาเจ้าคุณไปสมัครงานที่ไร่ชาเขียว สมศรีนึกสงสาร ยอมรับเจ้าคุณเข้าทำงาน แถมยังพาไปสอนวิธีเด็ดใบชาด้วยตัวเอง เจ้าคุณรู้สึกดีกับสมศรี แถมยังรู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างมาก
บังเอิญมีลูกค้ามาเอาของที่สั่งไว้ สมศรีผละจากเจ้าคุณ เดินกลับไปหาลูกค้าที่รออยู่ที่บ้าน เจ้าคุณเงอะงะ ยังเด็ดใบชาไม่เป็น เลยดึงแรงจนออกมาเกือบทั้งต้น สมใจเดินผ่านมาเจอ จำเจ้าคุณไม่ได้ เพราะสมศรีให้เจ้าคุณโพกผ้าขาวม้าปิดหน้ากันแดดไว้ มองเห็นแต่ลูกตา
สมใจหัวเสียอย่างแรง รีบเข้ามาดูแลต้นชาเขียวราวกับลูก ระหว่างนั้นชาวเขาที่กำลังเก็บใบชาอยู่ใกล้ ๆ เจ้าคุณ เดินมาสะกิดเจ้าคุณ ให้ดูหนอนตัวใหญ่สีเขียวที่กำลังไต่อยู่บนไหล่ เจ้าคุณตกใจสุดขีด พยายามสะบัดหนอนให้หลุด แต่หนอนไม่ยอมหลุด เจ้าคุณดิ้นไปชนต้นชาเขียวล้มอีก สมใจโกรธมาก เจ้าคุณดิ้นจนหมวกหลุด ผ้าหลุด สมใจเห็นเจ้าคุณก็ถึงกับเหวอ
“ไอ้ซิกแพ็กโรคจิต”
เจ้าคุณไม่มีเวลาต่อปากต่อคำ รีบสะบัดตัวสุดแรง ทำให้หนอนชาเขียวแปะเข้าที่ระหว่างตาของสมใจ สมใจรีบถอดผ้าคลุมหน้าแล้วโยนทิ้ง ก่อนจะหอบหายใจถี่ พวกชาวเขาพากันหัวเราะชอบใจ สมใจหันไปหาเจ้าคุณ กะโวยวายเต็มที่ แต่พอเห็นแขนเจ้าคุณเลือดไหลก็ตกใจ เจ้าคุณก้มลงมองแขนตัวเองเห็นเลือด ถึงกับหน้าซีด
สมใจช่วยทำแผลที่แขนให้เจ้าคุณ เห็นเจ้าคุณหน้าซีดขาว สมใจหัวเราะขำ
“หน้าซีดหยั่งกับไก่ต้ม แค่นี้ก็กลัวด้วย ทำไมนายถึงขี้กลัวจังหา นายขุนทองร้องป๊อด ๆ ๆ”
“ไม่ได้กลัว ไม่ได้ป๊อด”
สมใจอมยิ้ม เอายาหม่องทาแผล เจ้าคุณแสบจี๊ดร้องลั่น รีบดึงแขนออกห่าง สมใจดึงแขนมาจะทายาต่อ เจ้าคุณพอรู้ว่าเป็นยาหม่องที่สมศรีทำเองก็โวยลั่น หาว่าเป็นยาเถื่อน จะไม่ยอมทายา สมใจหมั่นไส้ เอานิ้วกดไปที่แผล เจ้าคุณเจ็บน้ำตาเล็ด
สมใจมอง ๆ เจ้าคุณเห็นว่าเจ็บจริง ๆ เลยจับแขนเจ้าคุณดึงมาแล้วเป่าไปที่แผลเพื่อให้หายแสบ ทำให้เจ้าคุณอึ้ง มองสมใจที่ค่อย ๆ เป่าแผลให้เค้า แล้วก็รู้สึกกึ๋ย ๆ ขึ้นมาในหัวใจ ก้องกับกิ๋งเห็นภาพทางทีวีถึงกับอึ้ง เหวอ
“ก้อง..เห็นเหมือนอย่างที่เค้าเห็นป่ะ”
“เห็น...ไอ้คุณเจ็บตัวแบบนี้ ถ้ามีแผลเป็นกลับมาแล้วคุณหญิงแม่เห็น มีหวังพวกเราโดนด่าไปสามวันเจ็ดวัน”
“ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น ดูแววตาที่เจ้าคุณมองใจ๋สิ ตั้งแต่รู้จักกันมา เค้าไม่เคยเห็นแววตาแบบนี้ของเจ้าคุณมาก่อนเลย เอ...มันชักจะยังไงยังไงแล้วนะก้อง”
“นี่ตัวเองกำลังจะบอกว่าไอ้คุณมันจะชอบสมใจเหรอ...ไม่มีทาง คนอย่างไอ้คุณ...เจ้าคุณ คุณากร ลูกชายคนเดียวของคุณหญิงรจนาวรรณ มหาศักดิ์ไพศาล ไม่มีวันจะไปคว้าสาวไร่ชามาเป็นลูกสะใภ้คุณหญิงแม่เด็ดขาด...คิดเยอะนะเรา” กิ๋งหันไปมองเจ้าคุณกับสมใจแล้วก็ครุ่นคิด
จู่ ๆ ท้องเจ้าคุณก็ร้องจ๊อกขึ้นมา สมใจผงะหันไปมอง
“เสียงท้องนายร้องเหรอ”
“ใช่...ยังไม่ได้กินอะไรแต่เช้า เธอมีอะไรให้ฉันกินมั้ย แต่ไม่เอาไข่นะ ฉันเบื่อจะแย่แล้ว”
สมใจนิ่งคิด แล้วก็ลอบยิ้มเจ้าเล่ห์ “ได้สิ ฉันจะทำอาหารให้นายกินเอง แต่นายต้องทำงานแลกข้าว”
สมใจให้เจ้าคุณทำอาหารหมูแลกข้าว เจ้าคุณต้องสับหยวกกล้วย ตำหยวกกล้วย เอาไปผสมรำข้าว แล้วเอาไปให้หมูกิน เจ้าคุณไม่เคยทำมาก่อน ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง สมใจต้องลงมือสาธิตวิธีการทำให้ดู ช่วงสาธิตการตำหยวกกล้วย สมใจพลาดท่า เซจะล้ม เจ้าคุณรีบเข้ามาประคองรับสมใจเอาไว้ สมใจหันมา หน้าเกือบจะโดนหน้าเจ้าคุณ ทั้งคู่ผงะกันไป คำปุยเดินมาเห็นพอดี
สมใจกับเจ้าคุณหันไปเห็นคำปุย ก็รีบผละออกจากกัน สมใจรีบเก๊กหน้าดุ หันไปสั่งเจ้าคุณให้จัดการตำหยวกกล้วยต่อ แล้วรีบหันไปอธิบายให้คำปุยฟังว่าเมื่อสักครู่เกิดอะไรขึ้น คำปุยหาว่าสมใจร้อนตัว สมใจโมโหเงื้อมือขึ้นทันที คำปุยรีบหุบปาก เลิกแซวทันที
ตอนเจ้าคุณเอาอาหารไปให้หมูในเล้า ถูกหมูวิ่งชนล้มก้นจ้ำเบ้า พอให้อาหารหมูเสร็จ เจ้าคุณถึงกับหมดแรง รู้สึกตัวเหม็นไปหมด พอยกแขนสองข้างขึ้นมาดม เจ้าคุณถึงกับขย้อน จู่ ๆ สมใจก็โยนผ้าขาวม้าผืนใหม่มาคลุมหัวเจ้าคุณ
“ไปอาบน้ำ จะได้กินข้าว”
สมใจพูดจบก็รีบลากตัวคำปุยไปช่วยกันทำอาหาร เจ้าคุณมองตามสมใจ มองผ้าขาวม้าในมือ แล้วก็แอบรู้สึกดี
คำปุยทนช่วยงานในครัวได้พักเดียวก็แอบหนีออกไปรอกินข้างนอก ไม่ยอมช่วยทำอาหารต่อ เจ้าคุณอาบน้ำเสร็จ ไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน จึงนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวเดินมาหาสมใจที่ครัว ภาพสมใจกำลังทำอาหารอยู่ในครัว ทำให้เจ้าคุณถึงกับเคลิ้ม แอบยืนมองนิ่งอยู่หน้าห้องครัว พอได้สติก็รีบสะบัดหัวตัวเองเป็นการใหญ่
“บ้าไปแล้ว..ไอ้เจ้าคุณ”
เจ้าคุณจะเดินหนีไป แต่โดนขอบประตูเกี่ยวผ้าขาวม้าเอาไว้ เจ้าคุณพยายามดึงผ้าขาวม้าออก สมหมายเดินผ่านมาเห็น เกิดเข้าใจผิด คิดว่าเจ้าคุณจะทำมิดีมิร้ายสมใจ รีบคว้าถังน้ำวิ่งเอาไปครอบหัวเจ้าคุณ แล้วลงมือซ้อมเจ้าคุณทันที
“ไอ้ลามก!! ไอ้ติงต๊อง!! ไอ้บ้ากาม”
เจ้าคุณสู้ไม่ได้เพราะมองไม่เห็น ล้มหงายเงิบไปบนพื้น สมใจรีบออกมาห้ามพ่อ แต่กว่าจะห้ามสำเร็จ เจ้าคุณก็น่วมไปทั้งตัว สมศรีกับคำปุยได้ยินเสียงเอะอะรีบวิ่งมาดู
“ฉันไม่ได้ทำอะไรไม่ดีจริง ๆ นะจ๊ะ คือว่าผ้าขาวม้ามันโดนเกี่ยวไว้ ฉันก็เลยต้องแกะมันออก” เจ้าคุณพยายามอธิบาย
สมหมายยังโมโหไม่หาย “แล้วทำไมแกถึงไม่ใส่เสื้อผ้า”
“เพราะใจ๋เองแหละพ่อ ใจ๋ใช้นายขุนทองเลี้ยงหมู เค้าก็เลยเลอะเทอะไปทั้งตัว ใจ๋เลยให้เค้าอาบน้ำ แล้วก็ลืมเอาเสื้อผ้าให้เค้าเปลี่ยน”
“ปุ๋ยเป็นพยานได้จ้ะ ปุ๋ยก็อยู่ตอนที่อ้ายขุนทองเลี้ยงหมูด้วย”
สมศรีตบอกผาง “นั่นไง!! ตาหมายเอ๋ยตาหมาย...แซบเว่อร์จริง ๆ เลยแก”
สมหมายค่อยเย็นลง สมใจ สมศรี คำปุย ถอนหายใจโล่งอก แต่สมหมายกลับลุกพรวดขึ้นมาอีก สมใจ สมศรี คำปุยตกใจ ลุกขึ้นตาม เจ้าคุณผงะ มองสมหมายตื่นกลัว
“เดี๋ยวข้าจะไปเอาเสื้อผ้ามาให้เอ็งใส่ หยั่งกับชีเปลือย เห็นแล้วอุจาดลูกกะตา”
สมหมายเดินออกไป สมศรี สมใจ คำปุยหันไปทางเจ้าคุณ เจ้าคุณยิ้มแหะ ๆ น่าสงสาร ขณะที่สมใจกำลังรู้สึกผิดทำให้เจ้าคุณโดนพ่อเล่นงาน
อาหารเต็มโต๊ะ เจ้าคุณกินไม่หยุด ทำเอาสมหมาย สมศรี สมใจ คำปุยถึงกับอึ้ง จนกินของตัวเองไม่ลง
“ขุนทองค่อย ๆ กิน เดี๋ยวติดคอ”
“มันอร่อยมากเลยจ้ะ อร่อยที่สุด” เจ้าคุณเงยหน้าขึ้นบอกสมศรี
สมใจไม่มั่นใจ “ประชดปะเนี่ย”
“ไม่ได้ประชด อร่อยจริง ๆ ไม่นึกเลยว่าหน้าตาอย่างเธอจะทำกับข้าวเป็นด้วย”
“ทำไม!!หน้าตาอย่างฉันมันทำไม พูดดีดีนะ ไม่งั้นอด” สมใจดึงจานเจ้าคุณมาไว้กับตัว
“อย่าไปแกล้งขุนทองมันเลย แกล้งคนหิวมันบาป”
“แม่พูดถูกระวังชาติหน้าจะไม่มีกินนะแก”
คำปุยดึงจานข้าวเจ้าคุณจากมือสมใจ คืน ให้เจ้าคุณ เจ้าคุณกินต่อ สมใจมอง ๆ
สมหมายแอบกระซิบบอกสมใจ “ไอ้นี่มันต๊องจริง ๆ แค่ข้าวเหนียวกับหมูทอดก็บอกว่าอร่อยสุดยอดแล้ว”
“ขุนทอง..กินอย่างนั้นจะไปอร่อยได้ไง ต้องใช้มือปั้นข้าวเหนียวแบบนี้ แล้วก็จิ้มลงไป แล้วใส่ปากอย่างงี้”
สมศรียัดใส่ปากคำปุยเป็นตัวอย่างให้ดู เจ้าคุณทำตาม ปั้นข้าวเหนียวก้อนโต จิ้มลงในน้ำพริกหนุ่มจนชุ่ม แล้วกินเข้าไป แต่กลับผงะเพราะเผ็ดมาก เจ้าคุณแทบจะพ่นไฟออกมา
“เผ็ด..เผ็ด!!! น้ำ! น้ำ”
เจ้าคุณหันไปคว้าขันน้ำข้างสมหมายขึ้นมาดื่มอัก ๆ ๆ ๆ สมหมาย สมศรี สมใจ คำปุยอ้าปากค้าง เจ้าคุณดื่มน้ำจนหมดขัน แล้วก็วางลง
“หืมม์..น้ำอะไรอร่อยจัง ใส่ใบอะไรด้วยเนี่ย” เจ้าคุณหยิบมะกรูดจากในขันขึ้นมา
“ใบมะกรูด...แล้วไอ้น้ำที่นายดื่มเข้าไปน่ะ มันน้ำล้างมือ”
เจ้าคุณชะงักแทบจะอ้วกออกมา สมหมาย สมศรี สมใจ คำปุยหัวเราะชอบใจ เจ้าคุณหน้าแหยง ปุเลี่ยน ๆ บอกไม่ถูก
ก่อนกลับ สมใจยื่นเงินให้เจ้าคุณหนึ่งร้อยบาท เจ้าคุณชะงัก มองอย่างงง ๆ
“อะไร”
“ค่าจ้างที่วันนี้นายเก็บใบชายังไงล่ะ รับ ไปสิ”
“ร้อยเดียวเองเหรอ”
“ไม่เอาก็เอาคืนมาเลย”
“เอามา...ร้อยเดียว เอาไปทำอะไรได้วะเนี่ย กินข้าวมื้อนึงยังไม่พอเลย”
เจ้าคุณพูดจบเดินออกไป สมใจชะงักกับคำพูดของเจ้าคุณ แล้วก็รู้สึกไม่พอใจ หันมาทางคำปุย
“ได้ยินมันพูดมั้ย น่าโดนชกปากจริง ๆ”
“เอาน่าใจ๋ โบราณเค้าว่า อย่าถือคนบ้า เพราะเดี๋ยวแกจะบ้ากว่ามัน ฮ่า ๆ ๆ”
คำปุยแหย่เสร็จก็รีบวิ่งเข้าไปในบ้าน สมใจหันไปมองตามหลังเจ้าคุณสีหน้าครุ่นคิด
“แกบ้าจริงเหรอ ไอ้ขุนทอง”
เจ้าคุณกลับมาเจอลุงกำโป๊งกำลังนั่งดื่มเหล้ายาดองอยู่บนแคร่ เจ้าคุณหิวน้ำพอดีจะคว้าแก้วเหล้าลุงกำโป๊งมาดื่ม ลุงกำโป๊งรีบแย่งแก้วเหล้าคืนมา ไม่ยอมให้เจ้าคุณดื่ม
“น้ำบ้านเอ็งอ่ะดิ ยาดองของดีเว้ย กรึ๊บแล้วหลับสบาย อันนี้แบ่งให้ไม่ได้ ของดีมีน้อย”
ลุงกำโป๊งพูดจบก็รีบยกโหลยาดองไปเก็บทันที เจ้าคุณมองตามหลังไป ไม่รู้ว่ายาดองคืออะไร แต่รู้ว่าลุงกำโป๊งเอาไปเก็บไว้ที่ไหน คืนนั้นเจ้าคุณนอนไม่หลับ คิดถึงคำพูดของลุงกำโป๊งที่บอกว่ายาดองช่วยให้นอนหลับสบายขึ้นมาได้ จึงแอบย่องไปขโมยยาดองของลุงกำโป๊งกิน
เจ้าคุณกินยาดองลุงกำโป๊งหมดโหล นอนหลับเป็นตาย สายแล้วก็ไม่ยอมตื่นไปทำงาน สมใจโมโหมาก บุกมาตามหาตัวเจ้าคุณถึงบ้านลุงกำโป๊ง พอเห็นเจ้าคุณยังนอนหลับไม่รู้เรื่อง สมใจก็รีบปรี่เข้าไปเขย่าตัวเจ้าคุณ จะปลุกให้ตื่นไปทำงาน จู่ ๆ เจ้าคุณก็คว้าแขนสมใจเข้ามากอด สมใจตกใจเงื้อมือจะฟาด
“พ่อ... ผมขอโทษ ผมขอโทษนะครับ พ่อครับ พ่อ...”
สมใจมองเจ้าคุณอึ้ง ๆ เห็นน้ำตาเจ้าคุณไหลออกมาก็ตกใจ เจ้าคุณกอดสมใจแน่นขึ้น สมใจถึงกับอึ้งไปทำอะไรไม่ถูก พอได้สติสมใจพยายามแกะมือเจ้าคุณออกด้วยความทุลักทุเล จนในที่สุดก็แกะมือออกสำเร็จ สมใจจะลุก แต่เจ้าคุณกลับคว้าตัวสมใจแล้วดึงเข้ามาอย่างแรง สมใจเสียหลัก ล้มไปในอ้อมกอดของเจ้าคุณ สมใจมองหน้าเจ้าคุณที่ห่างแค่คืบก็เริ่มหวั่นไหว ใจเต้นแรง ไม่นาน เจ้าคุณสะลึมสะลือลืมตาขึ้นมาเห็นสมใจหน้าใกล้มาก ก็ผงะไปเช่นกัน ก้องเห็นภาพจากทีวีถึงกับสำลักกาแฟ กิ๋งได้ทีพูดเลียนเสียงก้อง
“เจ้าคุณ-คุณากร ลูกชายคนเดียวของคุณหญิงรจนาวรรณ มหาศักดิ์ไพศาล ไม่มีวันจะไปคว้าสาวไร่ชามาเป็นลูกสะใภ้คุณหญิงแม่เด็ดขาด!! (หัวเราะเยาะ) เฮอะ ๆ ๆ ๆ ยังจะว่าเค้าคิดเยอะ อีกมั้ย”
“ไอ้คุณมันเมา ตาเยิ้มเลยเห็นป่ะ ยังไงลูกสะใภ้คุณหญิงแม่ก็ต้องไม่ใช่สาวไร่ชาทั้งชาตินี้ชาติหน้า-ฟันธง” ก้องยังไม่เชื่อว่าเจ้าคุณจะรักสมใจ กิ๋งหันกลับไปมองดูที่จอทีวีอีกครั้งด้วยความสงสัย มั่นใจในความคิดของตัวเองเช่นกัน
สมใจกับเจ้าคุณยังมองหน้ากันอยู่ ไม่นานก็ได้สติทั้งคู่ แต่ยังไม่ทันผละออกจากกัน ปลัดจืดกับหวานเจี๊ยบก็เข้ามาเห็นพอดี ปลัดจืดไม่พอใจจะเข้าไปเอาเรื่องเจ้าคุณ สมใจรีบลากตัวปลัดจืดกับหวานเจี๊ยบออกไปคุยกันนอกห้อง ลุงกำโป๊งได้ยินเสียงเอะอะรีบเดินมาโวย ทุกคนเพิ่งได้รู้ความจริงเรื่องเจ้าคุณเมายาดอง
ลุงกำโป๊งชงกาแฟแก่ ๆ ให้เจ้าคุณดื่มแก้เมา สมใจบอกให้เจ้าคุณนอนพัก 1 วันไม่ต้องไปทำงานที่ไร่ หวานเจี๊ยบจะเข้าไปนอนเป็นเพื่อนเจ้าคุณ ลุงกำโป๊งรีบดึงตัวไว้ สมใจแอบถามลุงกำโป๊งเรื่องพ่อของเจ้าคุณ ลุงกำโป๊งมั่วนิ่มบอกพ่อเจ้าคุณโดนรถชนตาย เจ้าคุณสะเทือนใจมาก จนกระเทือนไปถึงสมอง เลยทำให้ต๊อง ๆ อย่างที่ทุกคนเห็น
แมทธิวได้ยินคนพูดถึงแต่เรื่องขุนทอง รู้สึกเบื่อสุดขีด จึงไปหาเอมี่ที่วัด แอบพาออกไปนวดหน้านวดตัวที่ร้านนวดโดยไม่ให้คุณหญิงแม่รู้ ป้าพนักงานนวดได้ยินแมทธิวพูดถึงขุนทองไม่ดีก็ไม่พอใจ บังคับให้แมทธิวขอโทษ แมทธิวจะไม่ยอม ป้าพนักงานจับเส้นอย่างแรงจนแมทธิวต้องยอมขอโทษ
เอมี่ประกาศตัวเป็นแฟนขุนทอง พวกป้าพนักงานนวดไม่เชื่อ อยากให้ขุนทองเป็นแฟนกับยัยไม้อัด เอมี่ชะงัก ไม่รู้ว่ายัยไม้อัดคือใคร ป้าพนักงานนวดหาว่าเอมี่มั่วนิ่ม พากันลุกเดินหนีไป ไม่ยอมนวดให้แมทธิวกับเอมี่ต่อ เอมี่หันขวับไปถามแมทธิวเรื่องยัยไม้อัดทันที
“แมท...บอกมี่มาเดี๋ยวนี้ว่ายัยไม้อัดเป็นใคร”
“ยัยไม้อัดก็คือผู้หญิงเจ้าของไร่ชาเขียวที่ไอ้คุณมันทำงานด้วย”
“คุณคะคุณขาทำงาน คุณคะคุณขาของ มี่เนี่ยนะ ไม่อยากจะเชื่อ”
“ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ ตอนนี้ไอ้คุณคะคุณขาของเธอมันทั้งเก็บใบชา ทั้งเลี้ยงหมู หมดสภาพความเป็นไฮโซแล้ว ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
เอมี่แทบจะล้มทั้งยืนด้วยความอึ้งตะลึงงัน
“แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ดันโด่งดังขึ้นมาอย่างที่คุณเห็นยัยป้าสองคนนั่น ซึ่งมันเป็นอะไรที่ผมยอมไม่ได้ เพราะฉะนั้นเอมี่ คุณจะต้องดึงนังคุณหญิงแม่ให้กวาดใบไม้ในวัดต่อไปอีกอย่าให้มันกลับออกมาตอนนี้เด็ดขาด”
“อร้าย!! มี่ไม่ไหวแล้ว”
“ต้องไหว เพราะผมไม่ต้องการให้นังคุณหญิงแม่ออกมาขัดขวางแผนการของผม”
“แผนอะไรอ่ะ”
“ก็แผนยำเละไอ้ขุนทองน่ะสิ ผมจะยำมันให้เละ ดูซิ...คราวนี้มันจะยังเป็นขวัญใจของใคร ๆ อยู่รึเปล่า ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
คืนนั้น สมใจเล่าเรื่องพ่อเจ้าคุณที่รู้มาจากลุงกำโป๊ง ให้คำปุยฟัง “น่าสงสารเนอะ ไม่มีพ่อ อยู่กับแม่แค่สองคน ก็เลยเป็นเด็กมีปัญหา ขาดความรัก ขาดความอบอุ่น แถมยังเห็นพ่อตายต่อหน้าต่อตา ถึงทำให้นายขุนทองเป็นบ้า”
คำปุยหรี่ตามองพร้อมชี้หน้า “ฮั่นแน่ สงสารเค้าแบบนี้ ใจอ่อนแล้วสิ”
“พูดไรของแก”
คำปุยขยับเก้าอี้เข้ามาสีหน้าจริงจัง “ใจ๋ ฉันพูดตรง ๆ นะ ถ้าไม่นับว่าอ้ายขุนทองเป็นบ้า ฉันว่าเค้ากับแกก็เหมาะสมกันอยู่นะ”
“ไอ้ปุ๋ย ใช้หัวแม่เท้าคิดป่ะเนี่ย”
“ฉันพูดจริงนะใจ๋ ซีเรียสเลยอ่ะ ตัดความต๊องออกไป เค้าก็รูปหล่อ หุ่นดี กล้ามเป็นมัด มาดแมน และที่สำคัญเค้าไม่ใช่คนกรุงเทพฯแบบที่พ่อแกเกลียด เหมาะสมที่จะเป็นแฟนกับแกที่สุด”
ทันใดนั้นแคบหมูโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่ม “แม่นแล้ว”
“นังแค๊บ เข้ามาในห้องฉันตั้งแต่เมื่อไหร่” สมใจโวยลั่น
“เข้ามานานแล้ว ว่าจะมาขอยืมหวี แต่รอนานไปหน่อยก็เลยเผลอหลับไป แล้วตกลงพี่ใจ๋จะเอาอ้ายขุนทองเป็นแฟนอ๊ะป่าว”
“นังแค๊บ ถ้าแกถามชั้นอีกคำเดียว แกได้กลายเป็นผีเด็กอย่างนังปุ๋ยมันว่าแน่ ไป๊...ออกไปจากห้องฉันได้แล้ว”
สมใจลุกขึ้นไล่แคบหมูกับคำปุย สองคนเดินออกไป สมใจปิดประตู ก่อนพึมพำออกมา
“ชาตินี้ฉันไม่มีวันเอาไอ้นายขุนทองเป็นแฟนเด็ดขาดเว้ย นังแค๊บ”
เช้าวันรุ่งขึ้น สมใจไม่พอใจมากที่เห็นเจ้าคุณมาทำงานสาย “เมื่อคืนกินอะไรเข้าไปอีกล่ะ ถึงได้มาสายโด่งขนาดนี้”
“ฉันต้องช่วยลุงกำโป๊งตักน้ำใส่ตุ่มก่อน แล้วก็เดินมาอีกตั้งหลายกิโล”
“งั้นก็แล้วไป ว่าแต่ทำไมนายไม่ขอยืมมอเตอร์ไซค์ลุงกำโป๊งขี่มาล่ะ จะได้มาไวหน่อย”
“ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น”
สมใจทำเสียงสูงแบบไม่อยากจะเชื่อ “ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น”
เจ้าคุณรำคาญมาก รีบเปลี่ยนเรื่อง ถามถึงงานที่จะต้องไปทำวันนี้แทน สมใจนึกขึ้นมาได้ รีบไล่ให้เจ้าคุณออกไปส่งของกับแคบหมูที่ตลาด
ส่งของเสร็จ เจ้าคุณกับแคบหมูเดินผ่านไปทางหน้าร้านหวานเจี๊ยบ ดำเกิงไม่พอใจที่เห็นหวานเจี๊ยบรีบปรี่เข้าไปหาเจ้าคุณ แม้จะยังเข็ดที่คราวก่อนถูกเจ้าคุณเล่นงานไม่หาย แต่ดำเกิงกลัวจะเสียหน้า รวบรวมความกล้าเข้าไปชกเจ้าคุณ เจ้าคุณจับดำเกิงเหงี่ยงหัวทิ่มไปกลางโต๊ะนักเลงที่แมท ธิวจ้างให้มาเล่นงานเจ้าคุณ พวกนักเลงไม่พอใจ ช่วยกันรุมสกรัมดำเกิงทันที
เคนกับติ๊กกลัวดำเกิงไม่รอด ขอร้องเจ้าคุณให้ไปช่วย เจ้าคุณเดินเข้าไปขวางกลางวง พวกนักเลงหันมาเล่นงานเจ้าคุณแทน แคบหมูเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งไปตามปลัดจืด เจ้าคุณ ดำเกิง เคน ติ๊ก หวานเจี๊ยบ กับพวกชาวบ้าน ช่วยกันจัดการกับพวกนักเลง จนพวกนักเลงทนไม่ไหว วิ่งหนีไป
หวานเจี๊ยบปรี่มาเกาะแขนเจ้าคุณ “เก่งจังเลย เก่งที่สุดเลยอ้ายขุนทอง”
“พอได้แล้วน้องหวานเจี๊ยบ” ดำเกิงกระชากหวานเจี๊ยบออกไป แล้วปรี่ประชิดเจ้าคุณแทน “ไอ้ขุนทอง ข้าขอบใจเอ็งจริง ๆ ขอบใจที่ไม่ทิ้งให้ข้าโดนตื้บแบนแต๊ดแต๋ นี่ขนาดว่าข้ากับเอ็งเคยมีเรื่องกัน เอ็งยังอุตส่าห์มีน้ำใจช่วยข้า สมแล้วที่เอ็งเป็นลูกหลานม่วนแต๊เหมือนข้า เพราะว่าลูกหลานม่วนแต๊ต้องหล่อ ต้องดี และมีน้ำใจ”
“อ้วก...ที่พูดมาน่ะ แกไม่เข้าข่ายเลยซักนิดอ้ายเกิง”
“แหม...น้องหวานเจี๊ยบอ่ะ” ดำเกิงหันไปคุยกับเจ้าคุณต่อ “ ไป...จะกินอะไร อ้ายเกิงเลี้ยงเต็มที่”
“ไม่ได้หรอก ต้องไปส่งชาต่ออีก”
“ไม่ต้องไปแล้ว”
ทุกคนหันขวับไปมอง เห็นสมใจยืนหน้ายักษ์อยู่กับปลัดจืด มีแคบหมูทำหน้าสยองขวัญอยู่ใกล้ ๆ “หมายความว่ายังไง ไม่ต้องไปแล้ว”
“ก็หมายความว่า ไม่ต้องไปแล้ว!!ไงล่ะ ชั้นสั่งให้ไปส่งของ แต่นายกลับมามีเรื่องมีราว ไง...อยากโชว์ฟอร์มอวดหญิงนักรึไง กลัวชาวบ้านเค้าไม่รู้เหรอว่าเจ๋ง ว่าเป็นนักเลง”
เจ้าคุณอึ้ง ทุกคนก็อยากจะอธิบาย แต่สมใจไม่หยุด
“พ่อแม่จะดีใจมั้ยเนี่ยถ้ารู้ว่าลูกเป็นนักเลงในตลาดแบบเนี้ย”
เจ้าคุณอึ้งแรง “เธอไม่มีสิทธิพูดถึงพ่อแม่ชั้น”
สมใจกับทุกคนตกใจ เจ้าคุณเดินพรวดออกไป
คำปุยกระซิบบอกสมใจ “ไอ้ใจ๋!! แกไปพูดถึงพ่อเค้าทำไม?! พ่อเค้าตายไปแล้วนะเว้ย”
สมใจอึ้ง รู้สึกผิดขึ้นมาทันที
เจ้าคุณหนีไปนั่งคิดถึงเรื่องในอดีตเพียงลำพัง ตอนนั้นเจ้าคุณที่ยังเด็กอยู่กำลังนั่งเล่นรถบังคับกับพ่ออยู่อย่างสนุกสนาน จู่ ๆ พ่อเกิดอาการเจ็บที่หัวใจขึ้น เจ้าคุณไม่รู้เรื่อง พ่อเริ่มปวดมากขึ้นแต่พยายามแสดงออกว่าไม่เป็นอะไร
“เจ้าคุณ...ไปเอายาบนโต๊ะในห้องทำงานให้พ่อ รีบเอามานะ”
เจ้าคุณรีบวิ่งออกไป ทันทีที่เจ้าคุณออกไป พ่อทรุดเข่าลงกับพื้น เจ็บจนจะทนไม่ไหว เอามือกุมอกข้างซ้าย เริ่มกระตุก ๆ เจ้าคุณวิ่งกลับเข้ามาเห็นสภาพพ่อแล้วตกใจ กลัว
“จะ...จะ...เจ้าคุณ...อะ...เอา...ยา...มา”
เจ้าคุณกลัว ๆ กล้า ๆ เอายาส่งให้พ่อ พ่อคว้าหมับมาแล้วกระตุกทีนึง ดูน่ากลัวสำหรับเจ้าคุณ พ่อพยายามเปิดฝายา ขวดหล่น ยากระจายเต็มพื้น พ่อยื่นมือไขว่คว้า ตาจ้องเจ้าคุณ
“อะ..เอา..ยะ..ยา..สะ..ใส่..ปาก..พ่อ..ที”
เจ้าคุณกลัวส่ายหน้าไม่กล้า พ่อตวาดเสียงดังเร่งให้เจ้าคุณหยิบยา เจ้าคุณสะดุ้งวิ่งไปหยิบยามาถือไว้เม็ดนึง แต่พอหันกลับมาก็เห็นว่าพ่อฟุบนิ่งไปแล้ว คุณหญิงแม่วิ่งเข้ามาเจอถึงกับกรี๊ดลั่น
“คุณ!! คุณ!! ไม่จริง!! ไม่จริ้ง!! คุณ!! อย่าทิ้งชั้นไป”
เจ้าคุณยืนอึ้ง ตัวสั่น มือสั่น ยังถือยาอยู่ในมือ
เย็นมากแล้ว เจ้าคุณยังไม่กลับมาบ้าน พอดีไส้อั่วได้ข่าวว่ามีงูเห่าหลุดออกมาจากฟาร์ม ลุงกำโป๊งเป็นห่วงเจ้าคุณ รีบโทรศัพท์ไปหาก้อง กับกิ๋งให้ช่วยมองหาจากกล้องทีวี แต่ก้องกับกิ๋งหาเจ้าคุณไม่เจอ ลุงกำโป๊งตัดสินใจไปตามหาเจ้าคุณที่บ้านสมใจ สมใจกำลังกินข้าวอยู่กับคนในครอบครัว พอรู้เรื่องก็ตกใจมาก ถึงกับทำช้อนหลุดจากมือ
มีข่าวว่างูเห่าที่หลุดออกมาจากฟาร์ม กัดคนตายไปคนหนึ่ง สมใจ สมหมาย สมศรี ลุงกำโป๊ง คำปุย แคบหมู ไส้อั่ว คิดว่าเจ้าคุณถูกงูกัดตาย รีบพากันไปดูที่อนามัย พอรู้ว่าไม่ใช่เจ้าคุณก็พากันโล่งอก แต่สมใจยังไม่หายหน้าจ๋อย เพราะยังตามหาตัวเจ้าคุณไม่พบ
ลุงกำโป๊งกลับมาเจอเจ้าคุณที่บ้าน ลุงกำโป๊งดีใจมากวิ่งเข้าไปกอดเจ้าคุณแน่น ทำเอาเจ้าคุณแปลกใจ ลุงกำโป๊งรีบเล่าเรื่องงูเห่าให้เจ้าคุณฟัง “คิดว่าฉันโดนงูกัดตายเนี่ยนะ”
“เออสิวะ ทุกคนเค้าออกตามหาเอ็งกันให้ควั่ก เป็นห่วงเอ็งแทบตาย”
“จะมาห่วงฉันทำไม”
ลุงกำโป๊งตบหัวเจ้าคุณอย่างแรง “หมั่นไส้ แหม...พูดออกมาได้ ห่วงฉันทำไม ข้าจะบอกอะไรให้เอ็งฟัง ใครก็ตามที่เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านม่วนแต๊ ก็เปรียบเสมือนเป็นลูกเป็นหลาน พวกเรารักกันเหมือนพี่น้อง มีอะไรก็ช่วยกัน ไม่ใช่ตัวใครตัวมันเหมือนคนกรุงเทพฯอย่างเอ็ง”
“พูดดีดีก็ได้ จะตบหัวทำไม”
“ต้องตบ จะได้จำ! จำไว้ให้ดีด้วยว่า ใคร ๆ เค้าก็เป็นห่วงเอ็งกันทั้งนั้น อ้อ! โดยเฉพาะไอ้ใจ๋ หน้ามันงี้ซีดยังกะไก่ต้มเลยตอนที่นึกว่าเอ็งโดนงูกัดตายน่ะ”
เจ้าคุณนิ่งคิด ไส้อั่วแอบลอบมองสังเกต
วันรุ่งขึ้น สมใจขี่มอเตอร์ไซค์ไปหาเจ้าคุณที่บ้านลุงกำโป๊งแต่เช้า อ้างว่าไปตลาดมา ขากลับเลยแวะมารับเจ้าคุณไปไร่ด้วยกัน แต่แล้วจู่ ๆ รถมอเตอร์ไซค์คู่ใจของสมใจเกิดสตาร์ตไม่ติด สมใจพยายามลองสตาร์ตอีกสองสามครั้งก็ไม่ติด เจ้าคุณแอบบ่นพึมพำ “เก่ายังกะเศษเหล็ก” สมใจไม่พอใจ วี้ดขึ้นมาทันที “มันเป็นของพ่อฉัน พอฉันโต พ่อก็ยกให้ฉัน ถึงมันจะเก่า แต่มันมีคุณค่าทางใจ ไม่เคยได้อะไรจากพ่อเลยสิท่า”
เจ้าคุณอึ้ง สมใจนึกขึ้นได้ รีบเอามือปิดปากตัวเอง แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง หันไปก้มหน้าก้มตาซ่อมมอเตอร์ไซค์แทน ใช้เวลาไม่นานนัก สมใจก็ซ่อมมอเตอร์ไซค์เสร็จ สมใจขี่มอเตอร์ไซค์พาเจ้าคุณไปทำงานที่ไร่ชา ระหว่างทาง ยางมัดผมสมใจหลุด ทำให้ผมสมใจสยายมาโดนหน้าเจ้าคุณ เจ้าคุณสูดกลิ่นหอมของผมสมใจ...เผลอเอามือโอบเอว สมใจตกใจ เบรกเอี๊ยด เจ้าคุณตัวเด้งไปตามแรงเบรก สมใจหันหน้ามาพอดี ทำให้จมูกเจ้าคุณแตะแก้มสมใจ สมใจผงะ ตีหัวเจ้าคุณ เจ้าคุณสะดุ้ง
“เห็นฉันดีด้วยก็เลยฉวยโอกาสงั้นเหรอ”
เจ้าคุณวูบพิรุธนิดนึงก่อนจะว่าแดก “โห..อยากฉวยจังเลย-ยังกะสวยตาย”
“หืมม์!! ปาก เดี๋ยวแม่ไล่ให้เดินไปเลยนี่ เฮ้ย! ยางรัดผมหายไปไหน”
สมใจมองหาแต่ไม่เจอเจ้าคุณรำคาญมากช่วยรวบผมให้สมใจ สมใจชะงักไปนิด ๆ รู้สึกหัวใจเต้นแรง “ไปสิ!! เดี๋ยวก็สายหรอก”
สมใจค่อย ๆ ออกรถไป เจ้าคุณอมยิ้ม นิด ๆ โดยไม่รู้ตัว
พอไปถึงไร่ชา สมใจกับเจ้าคุณก็ลงจากรถพร้อมกัน สมใจหันไปทางเจ้าคุณ
“ขอโทษ”
เจ้าคุณชะงัก หันไปมองสมใจงง ๆ “อะไรนะ”
คนงานผู้ชายเริ่มแข็งข้อกับนริศราหลังจากที่บัวเกี๋ยงประกาศว่าคุณเล็กให้ทุกคนเป็นศัตรูกับนริศรา ขณะเดียวกันก็มีคนงานวิ่งมาบอกเรื่องเครื่องสูบเสีย ปุ๋ยก็หายไป คนงานทุกคนต่างก็ปัดความรับผิดชอบเอาตัวรอดกันไปหมด ตามแผนของบัวเกี๋ยงและผล ลุงปั๋นถีบจักรยานผ่านมาจะไปซ่อมเครื่องสูบน้ำ แต่บัวเกี๋ยงขวางไว้ ทำให้ลุงปั๋นรู้ว่าทุกอย่างเป็นแผนของบัวเกี๋ยง
“ฉันกับพี่ผลทำตามคำสั่งคุณเล็ก คนงานคนอื่นเขาก็ทำเหมือนกัน หรือลุงอยากจะตกงานอยู่คนเดียว”
ลุงปั๋นมองบัวเกี๋ยงกับผลแล้วคิดตาม ลุงปั๋นตัดสินใจไม่ช่วยนริศรา ขณะที่ช่างคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าไปช่วยเช่นกัน นริศราได้แต่เก็บความโมโหไว้ ลุงปั๋นรำพึงกับตัวเองขอโทษนริศรา เพราะตัวเองไม่อยากตกงาน
ภูชิชย์ออกมาสำรวจไร่และก็พบว่าคนงานหายไปหมด เหลือเพียงข้าวของวางระเกะระกะอยู่ ภูชิชย์ขับรถผ่านมาเห็นนริศรากำลังก้ม ๆ เงย ๆ ดูเครื่องสูบน้ำก็ลงจากรถหน้าตึง ๆ เข้ามาถาม นริศราเห็นก็ถอนใจเซ็ง
“เธอไล่คนของฉันออกหมดหรือไง ทำไมไม่มีคนทำงานสักคน”
“ฉันน่ะเหรอ จะไปกล้าไล่ใคร แค่จะกราบให้มาทำงานยังไม่มีใครทำเลย คนงานไม่ทำงาน เครื่องสูบน้ำเสีย ปุ๋ยหาย ฉันถามอะไรขอความช่วยเหลืออะไร ไม่มีใครให้ฉันได้สักอย่าง หรือนี่เป็นแผนพ่อเลี้ยงค่ะ” นริศรายืนจ้องหน้าภูชิชย์
“แผน...แผนอะไร” ภูชิชย์งง
“หาเรื่องไล่ฉันไง”
ภูชิชย์มองนริศราแต่ยังไม่พูดอะไร แล้วเดินไปดูที่เครื่องสูบน้ำเช็กสวิตช์ ปลั๊ก ท่อ นริศราบอกเช็กทุกอย่างหมดแล้ว ภูชิชย์ยังดูเครื่องอยู่แล้วลุกขึ้นบอกว่ามีอีกอย่างที่นริศราไม่ได้ดู นริศราหน้าเหวี่ยง ๆ ถามว่าอะไร
“น้ำมัน”
“ใช้น้ำมันด้วยเหรอ ทำไมที่บ้านฉันแค่ต่อท่อ เสียบปลั๊ก กดปุ่ม”
ภูชิชย์ส่ายหน้า “เครื่องสูบน้ำเข้าไร่ก็ใช้ทั้งนั้น”
นริศราหน้าเหวอไป ภูชิชย์มองไปรอบ ๆ เห็นเหมือนดินนูน ๆ ไปคุ้ย ๆ ดูก็เจอถังน้ำมันหมกอยู่ ภูชิชย์เอามาเติม แล้วกดปุ่ม น้ำจากสปริงเกลอร์ก็ออกมารถน้ำต้นไม้สวยงาม
“อุ๊ย...น้ำมาแล้ว” นริศราอุทาน ภูชิชย์หันขวับมามองนริศรา ๆ จ๋อยทันที “ต่อไปก็เรื่องปุ๋ยใช่ไหม”
ภูชิชย์ นริศรา และคนงาน ยืนอยู่หน้าโรงปุ๋ย คนงานส่งรายงานให้ด้วยความกลัวแล้วยืนก้มหน้า ภูชิชย์ยืนอ่านรายงาน และว่าหากนริศราอ่านรายงานออกก็คงไม่ถูกคนงานหลอก นริศราโมโหเพราะเธอไม่รู้ว่ามีการจดบันทึกรายงาน
“การทำธุรกิจ...จะซื้อจะขายอะไรเขาต้องมีรายงานไว้ตรวจสอบกันทั้งนั้น เรียนหนังสือมาหรือเปล่า”
นริศราโกรธจัดกำมือกัดริมฝีปากแน่นด้วยความโกรธ ภูชิชย์แอบยิ้มสะใจแล้วส่งรายงานให้นริศรา “ทั้งหมดก็คงพิสูจน์แล้วว่าเธอทำงานนี้ไม่ได้ แค่ทำให้คนงานให้ความร่วมมือซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของหัวหน้างาน เธอก็ทำไม่ได้ซะแล้ว ฉันจะแนะนำให้ว่าเธอควรทำยังไง”
ภูชิชย์เดินมากระซิบข้างหูนริศรา “ลาออกไปซะ อ้อ...แล้วฉันมีโปรโมชั่นให้ด้วยนะ ถ้าเธอลาออกภายในสิบนาทีนี้ ฉันจะแถมฟรีตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ สนใจไหม”
พูดจบภูชิชย์เดินไป นริศรามองตามแล้วรู้สึกเจ็บใจ อยากเอาชนะขึ้นมาตงิด ๆ
ภูชิชย์เดินมาที่รถ นริศรารีบวิ่งตามมา ขวาง “คิดว่าใช้ลูกไม้ตื้น ๆ แค่นี้แล้วฉันจะยอมแพ้เหรอ”
“นี่เธอยังมองว่าเป็นแผนของฉันงั้น เหรอ”
“ถ้าไม่ใช่คุณสั่ง มีเหรอคนงานจะมาแกล้งฉันแบบนี้”
“จะบอกให้เอาบุญนะ คนอย่างฉันไม่แกล้งเธอด้วยวิธีแบบนี้หรอก เพราะอะไรรู้ไหม เพราะฉันรู้ว่าเธอจะทำงานไม่ได้และต้องไปเอง แทนที่เธอจะมานั่งหาว่าใครแกล้งเธอ ฉันว่าเธอเอาเวลากลับไปทบทวนดูตัวเองดีกว่า ว่าดันทุรังทำงานที่เธอไม่มีวันทำได้ต่อไปเพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่าง หรือจะกลับไปทำอย่างอื่นก่อนที่จะอายมากไปกว่านี้”
พูดจบภูชิชย์ก็ขึ้นรถขับออกไป นริศราเซ็งเดินไปทรุดตัวนั่งกับพื้นหน้าโรงปุ๋ยแล้วนั่งดูรายงานไปปาดน้ำตาไปด้วย
นริศรายืนมองแปลงดอกไม้ด้วยความเศร้าที่คนงานในไร่ไม่ยอมรับเธอ นิพนธ์สงสารจึงยื่นมือเข้าช่วย
“พ่อเลี้ยงเขาไม่ยอมคุณนิพนธ์ก็รู้”
“ถ้าผมสอนในเวลางาน พ่อเลี้ยงคงไม่ยอม แต่ถ้าเลิกงานพ่อเลี้ยงก็ว่าเราสองคนไม่ได้จริงไหมครับ”
“จริงเหรอคะ”
“ครับ...ถ้าผู้เรียนไม่ท้อไปก่อน ผู้สอนก็ไม่ถอยครับ”
นริศรายิ้มดีใจ นิพนธ์เองก็ยิ้มดีใจที่เห็นนริศรายิ้มได้
ในโรงครัว แม่อุ้ยกับพรนั่งเศร้าหลังจากฟังเรื่องที่ลุงปั๋นเล่า บัวเกี๋ยงเดินยิ้มร่าเข้ามา
“ข่าวว่างานนี้นังนิดอาจจะต้องโดนไล่ออกไปด้วย”
“พี่บัวเกี๋ยง สาแก่ใจพี่แล้วล่ะสิ”
“ใช่...นังพรแกไปรอเก็บของให้มันได้เลย”
พรโกรธบัวเกี๋ยงแต่ทำอะไรไม่ได้ จังหวะนั้นนริศราเดินเข้ามา
“ทำไมพรต้องเก็บของให้ฉันล่ะบัวเกี๋ยง”
“ก็ได้ข่าวว่าคุณโดนเฉดหัวไล่ออกไปจากที่นี่”
“เสียใจนะ พ่อเลี้ยงยังไม่ได้ไล่ฉัน ฉันจะยังอยู่เป็นหัวหน้าเธอ อยู่เหนือเธอ”
“อะไรกัน ก็ ๆ คุณทำงานผิดตั้งเยอะ เป็นไปได้ไง”
“เป็นไปแล้ว และที่จะเป็นต่อไปก็คือฉันจะตั้งใจทำงานให้ได้ บางทีมันอาจจะทำให้คนที่คิดไม่ดีกับฉันต้องร้อนรุ่มดิ้นพราด ๆ ก็ได้”
“อู๊ยยยย....คุณนิดพูดถูกใจมากค่า”
“พรขอให้คุณนิดเป็นฝ่ายชนะนะคะ สวยก็สวยกว่านิสัยก็ดีกว่า อีพวกไม่สวยแล้วนิสัยเสียดูเอาไว้”
พรพูดจบก็ปรายตามองบัวเกี๋ยง ๆ เดินสะบัดกระแทกตัวออกไปด้วยความไม่พอใจ ลุงปั๋นยกมือไหว้นริศรา
“คุณนิดครับ ผมขอโทษ ผมมันเลว”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ นิดเข้าใจ นิดต่างหากที่เป็นหัวหน้าที่ไม่ดี ลุงปั๋นไม่ต้องขอโทษนิดหรอก ต่อไปนิดจะปรับปรุงตัวเพื่อจะเป็นผู้นำที่ให้การดูแลลูกน้องได้”
ตกกลางคืน นิพนธ์สอนงานนริศราตามสัญญา ภูชิชย์นอนไม่หลับเลยเดินออกมารับลมที่ระเบียง ภูชิชย์มองไปทางสำนักงานเห็นไฟเปิดอยู่จึงรีบเดินไปดู เวลาผ่านไปเที่ยงคืนเศษ นริศรานั่งตาแป๋วดูรายงานจากคอมพิวเตอร์ ขณะที่นิพนธ์ฟุบหลับไป นริศราปลุกนิพนธ์ให้กลับห้อง ส่วนนริศราขอทำงานต่อ ภูชิชย์เดินเข้ามาใกล้ประตูเห็นนริศรานั่งทำงาน
“จะจับน้องชายฉันต้องลงทุนขนาดนี้เลยเหรอ”
ภูชิชย์ยืนแอบดูอยู่พักใหญ่แล้วเดินกลับไปนอน
เช้าวันใหม่ นริศราหาวแล้วรีบตบหน้าตัวเองให้ตื่นเก็บข้าวของ ภูชิชย์กับนิพนธ์เดินเข้ามา พอเห็นนริศราในชุดเดิมก็แปลกใจ
“อย่าบอกนะครับว่าคุณนิดยังไม่ได้นอน”
“แต่ก็คุ้มนะคะ นิดก็ได้รู้งานขึ้นเยอะมาก”
“การทุ่มเทจนไม่รู้จักเวล่ำเวลาแบบนี้น่าจะเรียกว่าดันทุรังนะ”
“ตกลงฉันทำอะไรก็ผิดใช่ไหม”
ภูชิชย์กับนริศราจ้องหน้ากันนิ่ง จนนิพนธ์ต้องรีบเข้าไปห้าม นริศรายิ้มให้นิพนธ์ ภูชิชย์มองแล้วเขม่นหมั่นไส้ นริศราค้อนใส่ภูชิชย์แล้วรีบเดินออกไป
นริศราออกไปคุมงานในไร่อย่างแข็งขันจนคนงานไม่กล้าหือ ระหว่างทำงานนริศรามีโอกาสเจอกับเจ้าน้อย สองสาวคุยกันอย่างถูกคอ เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เจ้าน้อยแยกตัวไปหาภูชิชย์
“คุณนิด เธอออกจะสวยน่ารัก จนน้อยไม่อยากจะเชื่อว่าเธอมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ที่ไม่ดี”
“คนหน้าตาดีอาจจะไม่ได้เป็นคนดีเสมอไปนะครับเจ้า”
“ภูคะ ระแวงมากเกินไปหรือเปล่า บางทีคุณนิดเธออาจจะเป็นคนที่มาสมัครงานกับคุณวัส แล้วคุณวัสก็ส่งมาทำงานโดยไม่มีอะไรก็ได้นะคะ”
“แล้วทำไมนายวัสกับยัยนั่นต้องพยายามปกปิดประวัติของเขาด้วยล่ะครับ เห็นไหมครับ เจ้าตอบไม่ได้ เพราะเจ้าก็คิดเหมือนผมว่าผู้หญิงคนนี้ไม่น่าไว้ใจ”
“ตามใจภูก็แล้วกัน แต่สำหรับน้อย ๆ ชอบเธอ น้อยอยากเป็นเพื่อนกับเธอค่ะ”
“นี่เจ้าพูดจริงพูดเล่นครับ”
“น้อยก็ลูกผู้หญิงพูดจริงทำจริงคนหนึ่งนะคะ”
“ยัยนั่นเป็นแม่มดหรือเปล่าถึงได้ทำเสน่ห์เจ้าของผม”
เจ้าน้อยชวนภูชิชย์ไปงานเลี้ยงต้อนรับตน เพื่อถือโอกาสนี้ปรับความเข้าใจกับเจ้าเทพมงคล ภูชิชย์นั่งคิดก่อนตอบรับ
“ผมจะทำให้เจ้าพ่อกับเจ้าแม่ของเจ้ากลับมายอมรับผมให้ได้อีกครั้ง ผมจะทำให้ท่านทั้งสองรู้ว่า ผมคือคนที่รักและจริงใจกับเจ้าครับ”
“ขอบคุณมากค่ะภู งั้นภูพาคุณนิพนธ์กับคุณนิดไปด้วยนะคะ”
“อะไรนะครับ ยัยนิดด้วยเหรอ ผมว่า...”
เจ้าน้อยรีบสวน “น้อยรู้ว่าภูจะพูดอะไร น้อยเองก็ไม่ค่อยมีเพื่อนเลยอยากให้คุณนิพนธ์กับคุณนิดไปด้วย ถือว่าน้อยขอนะคะ...ภู”
ภูชิชย์คิดหนัก ฝ่ายบัวเกี๋ยงที่แอบฟังอยู่ก็ไม่พอใจ
บัวเกี๋ยงกดโทรศัพท์รายงานคุณเล็กทันที คุณเล็กโกรธมากแต่ทำอะไรไม่ได้ ด้านนริศรากับนิพนธ์มองหน้ากันเหวอหลังจากภูชิชย์ชวนไปงานเจ้าน้อย นริศราลังเลเพราะเพิ่งรู้จักเจ้าน้อย แต่เพื่อแกล้งภูชิชย์แล้วเธอตัดสินใจไปร่วมงาน ภูชิชย์มองเขม่น
ที่กรุงเทพฯ คุณเล็กโทรฯเรียกวิทวัสมาโรงพยาบาลด่วน บอกเธอจะกลับไร่ วิทวัสพยายามรั้งไว้แต่คุณเล็กงอแงจะกลับให้ได้
“เอาล่ะ พี่คงต้องบอกความจริงกับคุณเล็กแล้ว”
“ความจริงอะไร”
วิทวัสแกล้งจับมือคุณเล็กประหนึ่งว่ารักน้องมาก “ก็อาการป่วยคุณเล็กยังไง คือพี่กับพี่ภูสงสัยกันว่าที่คุณเล็กเครียดและปวดหัวบ่อย ๆ มันอาจจะเกี่ยวกับมะเร็งสมองคุณเล็ก”
“อ..อะ...อะไรนะ คุณเล็กเป็นอะไรนะ”
“มะเร็งสมองจ้ะคุณเล็กน้องรักของพี่ พี่ว่ายอมให้หมอตรวจอย่างละเอียดดีกว่านะ”
คุณเล็กอึ้งเงียบไป วิทวัสมองลุ้น ภูชิชย์ อาบน้ำเสร็จเดินออกมาในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำ ระหว่างนั้นโทรศัพท์ดังขึ้น ภูชิชย์เดินไปหยิบดูพอเห็นหน้าจอเป็นชื่อคุณเล็กภูชิชย์ก็อึ้งไป คุณเล็กร้องไห้ฟูมฟายที่ภูชิชย์ไม่ยอมบอกว่าเธอเป็นมะเร็งสมอง ภูชิชย์อึกอักแบบงง ๆ คุณเล็กกวาดตาไปที่วิทวัส วิทวัสหน้าเสียพลางพึมพำขออย่าให้ภูชิชย์ทำแผนแตก
“ก็ไหนพี่วัสบอกว่าที่คุณเล็กมาตรวจร่างกายที่นี่ ก็เพราะกลัวว่าโรคเครียดของคุณเล็กมันจะเกี่ยวกับมะเร็งสมอง”
“อ๋อ....เอ่อ...ก็ใช่นะ พี่ก็กลัว ๆ อยู่ ถึงให้คุณเล็กตรวจให้แน่ใจไง”
“พี่ภูขา...พี่ภูมาอยู่กับคุณเล็กที่นี่เถอะนะคะ”
“คุณเล็กพี่ก็อยากไปนะ แต่พี่ต้องทำงานดูแลไร่คุณเล็กก็รู้ ไว้พี่หายยุ่งแล้วจะรีบไปหานะครับ”
“ยุ่งเหรอ...พี่ภูยุ่งจะพาอีนังผู้จัดการใหม่ไปงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าน้อยใช่ไหม”
“คุณเล็กรู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ”
“รู้สิ คุณเล็กขอสั่งห้ามพี่ภูไปงานนี้เด็ดขาด แล้วก็อยู่ห่าง ๆ อีนังผู้จัดการไร่คนใหม่ด้วย ถ้าคุณเล็กรู้ว่าพี่ภูฝ่าฝืนคำสั่งของคุณเล็ก ๆ จะฆ่าตัวตาย”
“คุณเล็กไม่เอาน่า มีเหตุผลหน่อย พี่รับปากเขาไปแล้ว”
“เห็นไหม...พี่ภูไม่รักคุณเล็ก พี่ภูอยากให้คุณเล็กตาย”
“คุณเล็ก...ใจเย็น ๆ เอาล่ะ ๆ พี่ไม่ไปแล้วครับ”
คุณเล็กกดวางสายด้วยความสะใจ ก่อนส่งโทรศัพท์ให้วิทวัส แล้วคุณเล็กก็เดินเล่นชมนกชมไม้ วิทวัสมองตามแล้วส่ายหน้าระอาใจ
เจ้าน้อยมารับภูชิชย์ที่บ้าน ภูชิชย์หน้าเครียดบอกไม่สามารถไปร่วมงานได้แล้วเพราะคุณเล็กห้ามไว้ เจ้าน้อยตาแดงเหมือนจะร้องไห้ นริศรากับนิพนธ์ที่ยืนฟังอยู่ทนไม่ไหวจึงพูดขึ้น
“ฉันแค่รู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับเจ้าน้อย พ่อเลี้ยงรับปากเจ้าน้อยก่อนคุณเล็ก พ่อเลี้ยงก็ต้องรักษาคำพูดสิ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณนิด”
“เป็นสิคะเจ้า เป็นมากด้วย งานเลี้ยงรับเจ้าน้อยจัดทุกวันเหรอคะ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ควรพูดออกไป”
“พ่อเลี้ยงครับ ผมเห็นด้วยกับคุณนิดนะครับ”
“เจ้าครับผมขอโทษนะครับ ผมทำให้เจ้าต้องเสียใจอีกแล้ว” ภูชิชย์จับมือเจ้าน้อย
“เราไปกันเถอะครับ”
“แล้วคุณเล็กล่ะคะ”
“ผมจะอธิบายกับเขาเอง”
เจ้าน้อยยิ้มดีใจแล้วหันมายิ้มกับนริศราและนิพนธ์
ทั้งสี่ขึ้นรถออกไปจากไร่ บัวเกี๋ยงออกมาจากที่ซ่อนมองตามด้วยความโกรธที่ขัดขวางนริศราไม่สำเร็จ จังหวะนั้นนายผลเดินเข้ามา
“พี่ไปหาที่บ้านพักก็ไม่เจอ”
“ไปอะไรกันบ่อย ๆ ล่ะ เดี๋ยวคนก็รู้หมดพอดี”
“อะไรของเอ็งอีกวะ พี่จะไปหาที่ห้องเอ็งก็ไม่ได้ เอ็งมาห้องพี่ก็ไม่ได้ ชักโมโหแล้วนะเว้ย พี่ว่าเราไปบอกคุณเล็กเถอะว่าเราเป็นผัวเมียกัน จะได้ขอย้ายไปอยู่บ้านพักครอบครัว อยู่กินอย่างเปิดเผยไปเลย”
“ไม่เอานะพี่...อยากตกงานหรือไง” บัวเกี๋ยงจะเดินหนีแต่ผลดึงแขนกระชากกลับมาแล้วจ้องหน้าเอาเรื่อง
“เอ็งกลัวตกงานหรือกลัวไม่ได้เป็นคุณ นายไร่นี้กันแน่ อย่าคิดว่าพี่ดูเอ็งไม่ออกนะ ตั้งแต่คุณนิดมาอยู่ เอ็งกลัวว่าพ่อเลี้ยงจะชอบคุณนิดใช่ไหม”
“พี่พูดอะไร ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นนะ ฉันก็แค่อยากเป็นคนสนิทของคุณเล็ก”
“ก็ได้วะ งั้นเชิญเอ็งไปอยู่กับคุณเล็กแล้วกัน” พูดจบนายผลก็ล้วงเงินในกระเป๋าบัวเกี๋ยงไปกินเหล้า
“คอยดูนะ ฉันได้ดีเมื่อไหร่ จะไล่แกออกเป็นคนแรกเลย ไอ้ผัวเฮงซวย”
ที่งานเลี้ยงต้อนรับเจ้าน้อย ญาติพี่น้องมาร่วมงานกันคับคั่ง แต่ละคนล้วนเคยช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาแล้ว ครั้นเจ้าน้อยพาภูชิชย์มาถึงงาน บรรดาญาติและเพื่อนพ้องเจ้าเทพมงคลขอตัวกลับกันทุกคนเพราะไม่อยากสมาคมกับภูชิชย์คนที่เคยย่ำยีตระกูลเจ้าเทพมงคล เจ้าน้อยเศร้า นริศรารู้สึกอึดอัดจึงกระซิบถามนิพนธ์ว่าเกิดอะไรขึ้น นิพนธ์กระซิบตอบไว้เล่าให้ฟังวันหลัง เจ้าเทพมงคลกับเจ้าดาระกาแยกตัวออกไป เจ้าน้อยตามไปอธิบายให้ฟัง
“เจ้าพ่อเจ้าแม่คะ ฟังน้อยก่อน”
“น้อยจะให้พ่อกับแม่ฟังน้อย แล้วน้อยเคยฟังพ่อกับแม่หรือเปล่า”
“แต่น้อยกับภูรักกันด้วยความจริงใจนะคะ”
“น้อย ลูกก็เห็นแล้วว่าผู้ใหญ่ฝั่งเราไม่มีใครต้อนรับพ่อเลี้ยงอีกแล้ว น้อยอย่าทำให้ญาติพี่น้องต้องลำบากใจอีกเลยนะ”
เจ้าน้อยเข้าไปกราบที่อกของเจ้าเทพมงคลแล้วกอดพ่อแน่น
“เจ้าพ่อคะ เจ้าพ่อเคยสอนน้อยว่าเราต้องให้โอกาสคนที่ผิดพลาด เพราะเจ้าพ่อเองก็ได้รับโอกาสจากการที่ทำธุรกิจพลาดไป แล้วทำไมเราจะไม่ให้โอกาสภูเขาล่ะคะ” เจ้าเทพมงคลกับเจ้าดาระกามองหน้ากันเครียด
เจ้าเทพมงคลกับเจ้าดาระกาสงสารลูก จึงยอมร่วมโต๊ะอาหารกับภูชิชย์ นริศรา นิพนธ์ บนโต๊ะอาหารเจ้าน้อยพูดไปยิ้มไปเพื่อสร้างบรรยากาศ แต่เจ้าเทพมงคลกับเจ้าดาระกายังหน้าบึ้งอยู่ เจ้าเทพมงคลทนไม่ไหวรวบช้อนกินข้าว
“พ่อเลี้ยง คุณเคยดูถูกพวกเรา แล้วคุณกลับมาหาลูกสาวผมทำไม”
“เจ้าพ่อครับ ผมทราบดีว่าเจ้าพ่อยังโกรธผม ผมเองก็โกรธตัวเองมาก ที่ปล่อยให้ผู้หญิงที่ดีที่สุดในชีวิตอย่างเจ้าน้อยหลุดมือไป ตลอดสองปีที่ผ่านมา ผมคิดเสมอว่าอยากจะตามไปง้อเจ้าน้อย แต่ผมก็กลัวว่าเธอจะยังไม่ให้อภัย จนวันนี้ผมกับเจ้าน้อยปรับความเข้าใจกันแล้ว ผมจึงอยากจะขอโอกาสเจ้าพ่อกับเจ้าแม่ให้ผมได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมขอสัญญานะครับว่าผมจะไม่ทำให้เจ้าน้อยต้องเสียใจอีกครั้งเป็นอันขาด”
เจ้าเทพมงคลนิ่งอยู่ครู่แล้วลุกเดินออกไป เจ้าดาระกามองภูชิชย์แล้วลุกเดินตามไปเช่นกัน ภูชิชย์กลุ้มคอตกเจ้าน้อยยิ้มปลอบใจ
ในช่วงหัวค่ำหลังจากทานอาหารเย็นแล้ว เจ้าน้อยก็ชวนทุกคนมาดูงานเพนท์ของเธอ และห้องนี้เองที่นริศราได้เห็นว่าหนังสือที่เธอแย่งกับภูชิชย์มาอยู่ที่นี่เอง นริศราจึงแกล้งขอยืมหนังสือจากเจ้าน้อย ทำให้ภูชิชย์หงุดหงิดที่นริศราแกล้งเขาคืน
ภูชิชย์ นริศรา นิพนธ์กลับมาที่ไร่ นิพนธ์ขอแยกตัวไปทันที นริศราทำท่าจะเดินตามไปแต่ถูกภูชิชย์ขวางไว้
“ไม่ว่าเธอกำลังวางแผนคิดจะทำอะไร แต่ฉันขอเตือนไว้เลยนะว่าเธอไม่มีวันทำสำเร็จแน่”
“นี่คุณพูดเรื่องอะไร”
เมธเล็งปืนใส่แล้วตวาดไล่พวกอิทธิให้กลับไป...หลังจากพวกอิทธิเผ่นแน่บไปแล้วเมธหันมาถามทูนอินทร์เรื่องรุ้งระวี
“พี่เมธทราบเรื่องแล้ว”
“เจ้าหนาน เจ้าคูน สารภาพหมดแล้ว”
ทูนอินทร์มองไปที่หนานและคูน หนานหน้าจ๋อย รุ้งระวีออกมาจากป่าเดินตรงมา เมธหน้าเสีย
“รุ้ง พี่ขอโทษ นายทูนมันทำเกินกว่าเหตุจริง ๆ ที่ลักพาตัวรุ้งมาแบบนี้”
รุ้งระวียิ้มดีใจ
“รุ้งยินดีค่ะ เพราะการลักพาตัวครั้งนี้ ทำให้รุ้งพ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด ใช่ไหมคะคุณทูน”
“ผู้ร้ายสารภาพแล้วครับ”
ทั้งสองยิ้มให้กัน เมธ หนาน คูน ยิ้มตาม....อิทธิแวะมาทำแผลตัวเองที่คลินิก แค้นใจที่เล่นงานทูนอินทร์ไม่ได้ จึงพาลูกน้องกลับไป แต่คำรณยังคงอยู่แถว ๆ ไร่อินสรวงต่อ เพราะคิดว่าตามรอยแสงหล้ามาถูกทางแล้ว
“ที่ไหนวะ”
“มันป้วนเปี้ยนอยู่แถวบ้านนายทูนจริง ๆ น่ะครับ ผมจะลองเฝ้าดูอยู่”
“ดี ได้ข่าวยังไงบอกด้วย นังแม่มันนี่แหละ จะทำให้รุ้งยอมตามฉันทุกอย่าง”
อิทธิเต็มไปด้วยความแค้น
ค่ำคืนนั้น รุ้งระวีอ่อนเพลียจัด จึงกินยานอนหลับและหลับปุ๋ยไปทันที เมธต่อว่าทูนอินทร์ที่จับตัวรุ้งระวีมาขังไว้และทรมานให้อดข้าวอดน้ำ จนเจ้าตัวยอมรับผิด แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน....แสงหล้าเห็นปลอดคนแล้วแอบเข้าไปดูรุ้งระวีที่ในห้องนอน เห็นลูกสาวนอนหลับสนิท จึงเข้าไปลูบผมเบา ๆ อย่างแสนรัก และร้องเพลงกล่อมลูกออกมา
“โอม...เอย...อีนางลูกแม่นี่เอย คนดีของแม่นี่เอย เอ เอ่ เอ้ มือไกวเปล แม่นี้จิเห่เพลงกล่อม....ว่าขวัญเอยขวัญมา อย่าร้องไห้งอแง ผีบ้านผีเรือนปกปักดูแลลูกแม่หลับให้สบาย”
แสงหล้าสะอื้นเบา ๆ แล้วอย่างที่ไม่คาดคิด รุ้งระวีลืมตาขึ้น มองหญิงตรงหน้า
“แม่!”
รุ้งระวีร้องออกมา แสงหล้าตะลึงทำอะไรไม่ถูกอยู่อึดใจ สักพักรุ้งระวีหลับลงไปอีกเพราะฤทธิ์ยานอนหลับ แสงหล้าถอนใจโล่งอกจัดให้รุ้งระวีนอนอย่างสบาย แล้วจูบที่หน้าผากลูกสาวก่อนจะออกจากห้องไป
ทูนอินทร์กำลังต่อว่าส้มป่อยที่ไม่ยอมโทรฯมาบอกว่าพวกอิทธิบุกมาที่ไร่ แต่ส้มป่อยยืนยันว่าเธอโทรฯแล้วแต่ทูนอินทร์ไม่ยอมรับสาย ทูนอินทร์เอามือถือมาเช็กดูเบอร์ที่โทรฯเข้า ไม่เห็นเบอร์ของส้มป่อย มีแต่เบอร์ของแสงหล้าที่โทรฯเข้ามา ทูนอินทร์นึกสงสัยว่าโทรฯมาตอนไหน
ทูนอินทร์ไม่ติดใจสงสัยเบอร์ของแม่รุ้งระวี เพราะเขามัวแต่คิดถึงเรื่องที่ว่าจะทำอย่างไรกับการขอรุ้งระวีแต่งงาน เขาจึงแอบมาซ้อมบทอยู่เพียงลำพัง
“รุ้งครับ เพื่อเป็นการไถ่โทษความผิดทั้งหมดของผม ผมขอประกาศให้ทุกคนรู้ร่วมกันว่า ผมรักรุ้ง และไม่มีวันรักใครอื่น นอกจากรุ้งคนเดียว และนี่คือสิ่งยืนยันความรักของผม”
ทูนอินทร์หยิบกล่องแหวนออกมาเปิดออก แล้วคุกเข่าลง ยื่นกล่องแหวนออกไป โดยไม่รู้ว่า รุ้งระวีเดินเข้ามาทางด้านหลังและยืนดูอยู่ห่าง ๆ แบบงง ๆ เพราะเห็นทูนอินทร์เล่นเอง เออเอง
“ตอนนี้ทุกคนก็จะฮือฮา ปรบมือ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว รุ้งครับแต่งงานกับผมนะครับ แล้วรุ้งก็หยิบแหวนออกมา เราก็จะสวมแหวนให้รุ้ง ทุกคนก็จะเชียร์ให้เราจูบรุ้ง เราก็จะเขินหน่อย ๆ รุ้งจะเอียงอาย แต่แล้วเราก็จะ...”
ทูนอินทร์ทำท่ารวบร่างรุ้งระวีมากอดจูบ โดยใช้มือโอบร่างตัวเองเล่นคนเดียว จนรุ้งระวีที่ยืนดูอยู่ทนไม่ไหวหัวเราะออกมาดัง ๆ เขาสะดุ้งหันมามอง
“รุ้ง” ทูนอินทร์เขินอาย
“เล่นคนเดียวก็ได้นะคะ”
ทูนอินทร์รีบเก็บกล่องแหวนไว้ข้างหลัง
“ไม่ต้องซ่อนค่ะ เอาออกมาเถอะ”
“โธ่ ผมกะว่าจะเซอร์ไพร้ส์คุณตอนมื้อเที่ยงวันนี้ ต่อหน้าทุกคน”
“ไม่ดีหรอกค่ะ ฉันว่าสวมแหวนให้กันน่ะ ต้องสองต่อสองเท่านั้น”
“จริงเหรอครับ”
รุ้งระวีเดินมาหา
“พร้อมแล้วค่ะ”
“ตรงนี้เลยเหรอครับ”
“เพิงแสงจันทร์คือ ที่ ๆ ทำให้เรารักกันไม่ใช่เหรอคะ”
“ใช่ครับ แต่ผมไม่นึกว่ารุ้งจะให้เกียรติเพิงกระจอก ๆ ของผมขนาดนี้”
“ที่ ๆ ทำให้เรารักกัน ย่อมมีเกียรติเสมอ และเพิงแสงจันทร์ในวันนี้ไม่เคยงดงามเท่านี้มาก่อนเลย”
ทูนอินทร์ยิ้มปลื้ม ดึงแหวนออกมาจากกล่อง จับนิ้วงามของรุ้งระวีขึ้นมาแล้วบรรจงสวมแหวนให้อย่างทะนุถนอม
“แหวนวงนี้เป็นพยานยืนยันว่าเราจะรักกันตลอดไปนะรุ้ง”
“ค่ะ”
“ดีใจเหลือเกินที่ได้ต้อนรับรุ้งกลับบ้านอีกครั้ง”
ทูนอินทร์ดึงรุ้งระวีมากอดไว้แน่นท่ามกลางขุนเขาสวยงามตรงหน้า
เย็นนั้นที่บ้านของทูนอินทร์จึงมีงานปาร์ตี้เล็ก ๆ เพื่อฉลองให้กับความรักของทูนอินทร์และรุ้งระวี เจ๊จี่หอยกับมะปรางรู้ข่าวว่าเจอตัวรุ้งระวีแล้ว ก็รีบเดินทางมาร่วมฉลองด้วย ทุกคนสนุกสนานกันเต็มที่ แสงหล้าแอบดูความสุขของลูกสาวอยู่ห่าง ๆ เมื่อเห็นลูกสาวมีความสุขกับคนที่เธอรักแล้ว แสงหล้าจึงตัดสินใจที่จะไปจากชีวิตของรุ้งระวี
ความรักที่อินทรมีต่อมะปรางเริ่มสุกงอม เขาจึงตัดสินใจขอเธอแต่งงาน แต่หันกลับไปขอความรักเจ๊จี่หอย
“พี่หอยครับ ผมมีเรื่องสำคัญจะปรึกษาพี่หอย ในฐานะที่พี่หอยเป็นผู้ใหญ่ และเป็นผู้ปกครองที่ผมนับถือผมขอ”
“ขออะไร”
อินทรเขินจัด
“ขอความรักครับ”
ของในมือเจ๊จี่หอยร่วงไปทันที มะปรางอึ้งไป
“ขอความรักจากพี่” เจ๊จี่หอยถามย้ำ
“ใช่ครับ อนุญาตผมนะครับพี่”
“ละ แล้วนึกยังไง มาขอความรักเอาตอนนี้”
“มันถึงเวลาแล้ว เพราะความรักมันสุก งอมเต็มที”
“เหมือนมวลน้ำก้อนใหญ่กำลังปะทะบิ๊กแบ๊กเลยใช่ไหม”
“ใช่ครับ”
“บิ๊กแบ๊กกำลังจะทลายเต็มที ทั้ง ๆ ที่มีเสียงแว่วว่า เอาอยู่ เอาอยู่”
“เอาไม่อยู่แล้วครับ”
“งั้นขึ้นชั้นบนเลย ตรงไหนก็ได้ ริมระเบียงก็ดีนะ”
เจ๊จี่หอยคว้ามืออินทรจะพาขึ้นชั้นบน อินทรรั้งไว้
“เดี๋ยวครับพี่ ขึ้นข้างบนทำไม”
“อ้าว ไปช่วยกันทลายบิ๊กแบ๊กของพี่ไง”
อินทรถอนใจ
“เข้าใจผิดแล้วครับ”
“เอ๊ะ ยังไง ก็ขอความรักจากพี่ไม่ใช่เหรอ”
“ขอความรักจากมะปราง จากพี่ต่างหากล่ะครับ”
มะปรางโล่งอก เจ๊จี่หอยหน้าเหวอ
“คุณทร แล้วทำไมไม่พูดให้จบความ พี่หอยนึกว่า ”
“นั่นซีคะ ปรางก็นึกว่าคุณทรเปลี่ยนรสนิยม”
อินทรเขินเกาหัวแกรก
“มันตื่นเต้นน่ะครับ นะครับ ผมขอแต่งงานกับ มะปรางครับ”
“คุณทร” มะปรางตะลึง
“ถ้าปรางไม่รังเกียจผู้ชายที่ไม่มีอะไรอย่างผม”
มะปรางก้มหน้าอาย ก่อนจะหันไปถามความเห็นจากเจ๊จี่หอยอย่างเขิน ๆ
“พี่หอยเห็นชอบด้วยรึเปล่าคะ”
“คิดก่อน รวย หล่อ ล่ำ ร้องเพลงเพราะ ไม่เจ้าชู้ เอาเถอะปราง ชาตินี้แกคงหาแบบนี้ไม่ได้แล้วละ”
มะปรางหันมายิ้มเขิน แล้วตอบตกลง อินทรเข้ากอดมะปรางอย่างดีใจ
“อะแฮ่ม” เจ๊จี่หอยกระแอมเตือน
อินทรปล่อยร่างมะปราง เข้ากอดเจ๊จี่หอยเพื่อขอบคุณ
“จูบแก้ม จูบ”
อินทรหอมแก้ม เจ๊จี่หอยทำเป็นเคลิ้ม พลันเสียงมือถืออินทรดังขึ้น จ๊ะจ๋าโทรฯมาขอความช่วยเหลือ เพราะฟ้าใสให้เธอเอาน้องบาบาร่า น้องหมาของเฉลาไปทิ้ง...เพราะเฉลามาทำผมที่ร้านประจำ ซึ่งเป็นร้านเดียวกับฟ้าใส เฉลาเอาน้องหมามาฝากเปิ้ลเด็กที่ร้านให้ช่วยเลี้ยงไว้ที่หน้าร้าน ฟ้าใสยังแค้นเรื่องที่เฉลาเอาเครื่องเพชรของเธอมาให้น้องหมาใส่ ฟ้าใสจึงให้จ๊ะจ๋ามาจัดการเอาน้องหมาของเฉลาไป
บาบาร่า น้องหมาของเฉลาถูกจับนำมาปล่อยไว้กลางถนน ฟ้าใสนั่งหน้าเหี้ยมอยู่ในรถ ตั้งใจจะขับรถชน จ๊ะจ๋าทนดูไม่ได้จึงหักพวงมาลัยของฟ้าใสแฉลบออกไปข้างทาง
“นังจ๋า แกทำอะไร” ฟ้าใสโมโหมาก
“พี่จะฆ่าน้องหมาไม่ได้ค่ะ”
จ๊ะจ๋าพูดได้เท่านั้นก็วิ่งลงจากรถไปช่วยน้องหมา ฟ้าใสโมโหมากจึงขับรถตรงเข้ามาทำท่าจะชน จ๊ะจ๋าตกใจกรีดร้องลั่น แล้วหลบวูบล้มไปกับพื้นทั้งหมาทั้งคน ฟ้าใสขับรถผ่านหน้าเฉลาและเปิ้ลไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสองกรีดร้องเซล้มกันไป ฟ้าใสแสยะยิ้มก่อนจะขับรถเลยไป
เปิ้ลประคองเฉลาลุกขึ้น เฉลายังมองตามรถนั้นอย่างคุ้น
“คุณพี่เป็นอะไรรึเปล่าคะ”
“ไม่เป็นไร นั่นมันรถนัง...”
“รถใครคะ”
ทันใดนั้นเสียงน้องหมาเห่าอยู่ไม่ไกล หันขวับไปตามเสียง
“ลูกแม่”
ทั้งสองวิ่งเข้าไปที่ลานจอดเห็น จ๊ะจ๋ากอดน้องหมาตัวสั่นเทาอยู่ ทั้งสองมาจากด้านหลังน้องหมาเห่าตลอด จ๊ะจ๋าพยายามปลอบ เฉลาเข้ามาด้านหลัง
“น้องบาร์บ เธอ นั่นหมาฉันรึเปล่า”
จ๊ะจ๋าหันไปมองตามเสียง
“อ้าว ยายจ๋า”
เฉลารับน้องหมามากอดไว้
“ลูกแม่เป็นยังไงบ้างลูก หลุดออกมาจากกรงได้ยังไงเนี่ย”
เฉลาเอะใจ มองจ๊ะจ๋านิ่ง จ๊ะจ๋าหน้าซีดไม่กล้าสบสายตา
“แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่ เธอทำอะไรลูกฉัน เธอเป็นคนปล่อยออกมาจากกรงใช่ไหม”
จ๊ะจ๋าพูดไม่ออก เฉลาส่งหมาไปให้เปิ้ลอุ้ม จับไหล่ของจ๊ะจ๋าเขย่าอย่างแรง
“พูดมา เมื่อกี้ฉันเห็นรถของนังฟ้าใส แกร่วมมือกับมันทำร้ายลูกฉันใช่ไหม”
“หนูเปล่าค่ะ”
“อย่ามาโกหก สารภาพมาซะดี ๆ”
จ๊ะจ๋าร้องไห้โฮ
“ไม่ต้องมาร้อง พูดมา ฉันบอกให้พูดไง”
ขณะเดียวกันนั้น อินทรกับมะปรางมาถึงพอดีจึงรีบห้ามทัพ เฉลามองหน้าอินทรอย่างไม่พอใจ
“นายเป็นใคร อย่ามายุ่งได้ไหม นี่เรื่องของฉันกับนังจ๋า”
“จ๋าเป็นเพื่อนผม ยังไงก็ต้องยุ่งครับ”
“ยายนี่ร่วมมือกับนังฟ้าใส จะฆ่าหมาฉัน”
“จ๋าถูกยายฟ้าใสบังคับครับ”
“ค่ะ จ๋าโทรฯมาหาเราเมื่อกี้บอกว่าถูกบังคับจริง ๆ” มะปรางรีบช่วยยืนยันอีกคน
เฉลามองหนุ่มสาวทั้งสามอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง อินทรบอกให้จ๊ะจ๋าเล่าความจริงให้เฉลาฟังทั้งหมดรวมทั้งเรื่องที่ฟ้าใสไปนอนกับอิทธิด้วย
“อะไรนะ นังฟ้าใสนอนกับนายอิทธิ เพื่อหวังจะย้ายค่าย”
จ๊ะจ๋าพยักหน้ายืนยัน
“แน่ใจนะที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง” เฉลาเหล่มองจ๊ะจ๋า
“จริงทุกอย่างค่ะ จ๋าเห็นกับตาตัวเอง”
เฉลาหันไปถามอินทร
“แล้วที่ว่ามีเรื่องจะขอร้องฉัน เรื่องอะไร”
“ผมจะขอให้เจ๊ช่วยพูดกับเสี่ยดำรง ผมจะขอตัวจ๋ามาอยู่สังกัดค่ายเพลงของผม”
เฉลาครุ่นคิด ก่อนจะรับปากว่าจะไปช่วยพูดกับเสี่ยดำรงให้
ขณะที่รุ้งระวีกับทูนอินทร์กำลังคุยและปรึกษากันเรื่องข่าวที่ถูกเขียนออกมาว่า รุ้งระวีหนีออกมาจากงานคอนเสิร์ตเพราะหลบไปทำแท้ง และเรื่องสัญญาทาสที่มีกับอิทธิ พลันได้ยินเสียงเพลงแว่วดังมาจากในครัว
“ใครร้องเพลงคะ” รุ้งระวีแปลกใจ
“ท่าจะป้าแสงน่ะครับ บอกแล้วว่าแกเป็นนักร้องเก่า”
“ทำไมเสียงคุ้นหูจัง เหมือน...”
“เหมือนใครครับ”
“เดี๋ยวนะคะ”
รุ้งระวีนิ่งฟังแล้วอุทานออกมาเบา ๆ
“แม่”
รุ้งระวีผละวิ่งไปทางต้นเสียงทันที...รุ้งระวีเข้าไปในครัวเห็นแสงหล้าร้องเพลงอยู่จึงยืนดูเงียบ ๆ
“ป้าแสงคะ”
แสงหล้าได้ยินเสียงรุ้งระวีร้องทักก็ตกใจไม่กล้าหันไปมอง รุ้งระวีจึงเห็นเพียงแค่เสี้ยวหน้าของแสงหล้า
“ร้องเพลงเพราะจัง เพลงอะไรคะ”
เสียงทูนอินทร์ถามดังมาจากทางประตูว่ามีเรื่องอะไร รุ้งระวีรีบสาวออกไปหาทูนอินทร์ด้วยความตื่นเต้น แสงหล้าอาศัยจังหวะนี้หลบออกจากครัวไปทันที
“ทูนคะ เสียงป้าคนนี้เหมือน”รุ้งระวีรีบบอกทูนอินทร์
“เหมือนใครครับ”
“เหมือนแม่มากเลย ตอนที่แม่ร้องเพลงกล่อมลูกให้ฉันฟังทางมือถือ คือเสียงนี้แหละ”
ทั้งสองรีบกลับเข้าไปในห้องครัวทันที แต่แสงหล้าอันตรธานไปเสียแล้ว ทูนอินทร์กับรุ้งระวีจึงช่วยกันตามหาแต่ไม่พบ
“อย่างเธอบอก เติมแป้งหมี่แล้ว รสชาติ กลมกล่อมขึ้นมาก ก่อนหน้านี้มีลูกค้าบ่นเหม็นเขียวอยู่”
“นั่นไง ของแบบนี้มันต้องมีเทคนิค......อะไรเหรอ”
“ฉันถึงได้เลี้ยงข้าวเธอไงล่ะ ข้าวเที่ยงรึ”
“ไม่รู้แต่ละวันขายได้มากแค่ไหน เลยทำเผื่อ ขายเหลือก็เอากลับไปกินบ้าน” อุนซองบอก
“เธอตะลอนทั้งวันตั้งแต่เช้า ต้องกินให้อิ่มล่ะ”
“ซาลาเปาทำด้วยแป้งข้าวเจ้า กินสะดวกไม่ต้องหุง ไม่ต้องเลือก กินอิ่มท้องเหมือนกันแหละ...ไม่กินรึ”
“เอ้อ...กิน...เธอรับคนแก่มาอยู่ด้วยรึ” จุนเซถามขึ้น
“คุณรู้ได้ยังไง...อ๋อ...ต้องเฮลีแน่ ๆ เลย”
“สภาพเธอตอนนี้ ฉันว่าไม่เหมาะหรอก” จุนเซพูดอย่างเป็นห่วง
“ฉันคิดว่าให้อยู่ชั่วคราว......อุ๊ย......” ระหว่างนั้นอุนซองก็เลือดกำเดาไหลออกมา เพราะทำงานหนัก แถมพักผ่อนน้อย
“อุนซอง...อยู่นิ่ง ๆ” จุนเซรีบเอาผ้ามาซับให้
“เป็นได้ยังไง......”
“เงยหน้าขึ้น” จุนเซสั่งน้ำเสียงเป็นห่วงมาก
“ไม่เป็นไร...คุณกินไม่ลงเลย” อุนซองหน้าเสีย
“เรื่องแค่นี้ มีรึ ฉันจะกินไม่ลง” จุนเซยิ้ม ก่อนจะส่งอาหารให้อุนซอง เพราะเห็นอุนซองกินแต่เกี๊ยวเหลือ ๆ “กินนี่ ทั้งบูดทั้งเย็นชืด เธอเลิกขายตอนเช้าเถอะ”
“ทำไม”
“ไปช่วยงานร้านฉัน จะได้ช่วยคิดเมนู ใหม่ ๆ พอเลิกงาน เธอก็ออกตามหาน้องชายได้”
“คุณให้ฉัน...ไปทำงานร้านอาหารของ ลีฮังจินอย่างงั้นรึ คุณพูดแบบนี้กับฉันได้ยังไง” อุนซองอารมณ์เสีย “คุณเห็นฉันน่าสงสาร เลย เวทนาฉันรึ อย่าสนใจศักดิ์ศรีในตัวเองใช่มั้ย แค่อย่าเร่ขายของ ทำงานที่ไหน ร้านใครก็ช่าง ขอบคุณมาก ฉันปฏิเสธไม่ได้ใช่มั้ย”
“ไม่ใช่อย่างนั้น” จุนเซตกใจไม่คิดว่า อุนซองจะคิดมากถึงขนาดนี้
“ฉัน...ฉันไม่ได้ขอให้คุณช่วย ที่ช่วยตามหาอุนยูฉันขอบคุณ แต่อย่ามาสงสารฉัน ฉันไม่ต้องการความสงสารจากใคร ทำไมคุณต้องสงสารฉัน ฉันบอกแล้วไม่ต้องการ”
“อุนซอง”
“ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมา ฉันไม่ต้องการเห็นหน้าคุณอีก” อุนซองพูดจบก็เดินไปเลย จุนเซได้แต่มองตามอย่างเห็นใจ
ยูฮังเก็บตัวอยู่ในห้อง เพราะยังโกรธคุณย่า แถมยังไม่ยอมทานอาหารเช้า พอใกล้เที่ยงชองยีก็ยกอาหารเข้ามาให้ในห้อง แต่ยูฮังบอกไม่กิน
“เช้าก็ไม่กิน แม่เป็นห่วงนะ”
“คืนไป” ยูฮังผลักถาดอาหารออกไป
“พี่ดื้อแบบนี้ อย่าหวังก่อนคุณย่ามา จะได้ไปนอก”
“พูดน้อยหน่อยได้มั้ย”
“ตอนคุณย่าไม่อยู่ รีบหากระเป๋าซะ คนที่ทำงานผับว่ายังไงบ้าง”
“ยายนั่น ยังโกหกฉันอยู่” ยูฮังหยิบมือถือขึ้นมากดโทรฯออก “ตามคนที่ชื่อสปายรับสายซิ...ลาออกแล้วรึ” ยูฮังอุทานอย่างตกใจ เมื่อปลายสายบอกมาว่าสปายลาออกไปแล้ว
“ลาออกรึ” ชองยีเลิกคิ้วถามพี่ชาย
“รู้งี้ ตอนนั้นไม่น่าปล่อยไปเลย เธอมาขวางไว้ทำไม” ยูฮังอารมณ์เสีย
“ฉันรู้เรอะว่าเขาจะหนี พี่จุนเซก็อยู่ พี่ทะเลาะกับผู้หญิงแบบนั้น ขายหน้าจะตาย”
“หนีรึ ถ้าเจออีกละก็...ได้ หนีได้ไกลแค่ไหนให้มันรู้ไป” ยูฮังกล่าวอย่างอาฆาต
อุนซองกลับมาที่บ้านเช่า เห็นจังซุกจานอนอยู่ โดยไม่แตะต้องอาหารที่เธอทำไว้ให้ “คุณย่า มาแล้วค่ะ ดีขึ้นมั้ยคะ เอ๊ะ...ไม่ได้ทานข้าวเที่ยงรึ”
“ไม่ใช่ไม่กิน กินไม่ลง เต้าเจี้ยวก็เย็นชืด ข้าวก็แข็ง กินเข้าไปท้องไส้พังหมด กับข้าวอย่างเดียวที่มีก็ผักขึ้นอืด” จังซุกจาบ่น ๆ และมีท่าทีหงุดหงิดเล็กน้อย
“ทำไมไม่อุ่นน้ำแกงมาทานล่ะคะ”
“หัวฉันจะระเบิดอยู่แล้ว ลุกไหวที่ไหนล่ะ” เอามือคลำหัวป้อย ๆ
“ถ้าอย่างนั้น รอเดี๋ยวนะคะ...น้ำเสียงคุณย่าพูดจาเปลี่ยนไป...จำได้แล้วใช่มั้ยคะ” อุนซองแปลกใจกับน้ำเสียงที่ดุขึ้น โดนที่จังซุกจาไม่รู้ตัว
“เธอว่าน้ำเสียงอะไรฉันเปลี่ยนไป”
“เมื่อก่อนไม่ใช่แบบนี้ ตอนนี้น้ำเสียงดุดัน”
“หน็อยแน่ เป็นเด็กเป็นเล็ก ริอ่านขี้สงสัย”
อุนซองลุกขึ้นไปอุ่นน้ำแกง โดยที่ไม่ได้เฉลียวใจกับอาการของจังซุกจาแม้แต่น้อย
“คุณย่า ทานข้าวได้แล้วค่ะ” อุนซองร้องเรียกพร้อมยกอาหารมาให้
จังซุกจามอง ๆ แล้วบ่น “เกี๊ยวน้ำอีกแล้วรึ นี่โดนผีอยากกินเกี๊ยวน้ำเข้าสิงรึไง กินแต่เกี๊ยวน้ำได้ทุกวัน”
“คุณย่า รู้อยู่ว่าสภาพหนูเป็นยังไง”
“เธอเห็นฉันเป็นถังขยะรึยังไง”
“ถ้าทิ้งก็เสียดายของนะคะ”
“เธอกินเอง ฉันไม่กิน” “งั้นหนูอุ่นซุปให้ทานมั้ยคะ”
“หมูสักชิ้น ปลาสักชิ้นก็ไม่มี ซดซุปเปล่ารึไง” จังซุกจาบ่นไม่เลิก ซึ่งผิดกับตอนก่อนหน้านี้
“นี่จะเอายังไงกันแน่ รู้นี่นาหนูไม่มีเงิน” อุนซองบอก
“หน็อย...ให้ฉันนอนหนาว แถมกินเกี๊ยวขายเหลือ ยังมีหน้ามาทวงบุญคุณ”
“แล้วจะให้หนูทำยังไง” “ทำมาขึ้นเสียง พรุ่งนี้เช้าคงไล่ตะเพิดฉันล่ะสิ”
“คุณย่า”
“ทำไม จะไล่ฉันรึ”
“เฮ้อ......” อุนซองถอนหายใจ แปลกใจว่าทำไมจังซุกจาดูฉุนเฉียวผิดปกติ
“ต่อมาเพื่อความสุขของลูก ดิฉันตัดสินใจสร้างครอบครัวใหม่ และในที่สุด ดิฉันก็แต่งงานใหม่กับสามีปัจจุบัน...เฮ้อ...เขียนอะไรก็ไม่รู้”
ปั๊กเซ็งฮีพยายามเขียนประวัติตัวเอง แต่เป็นประวัติที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงนัก “ทำไมเขียนยากเขียนเย็นนักนะ ซึงมี พรุ่งนี้ลูกช่วยไปซื้อแฟกซ์ให้ที...เอารูปออกมาดูทำไม” ปั๊กเซ็งฮีบ่นลูกสาวที่เอารูปครอบครัวออกมาดู
“แม่เป็นคน...เป็นคนเข้าใจยาก”
“เข้าใจยากรึ”
“ทำไมไม่ให้หนูบอกพี่ยูฮัง ว่าคุณพ่อตายแล้ว แม่กลัวมีผลต่อการแต่งงานหนูกับเขาใช่มั้ยคะ แล้วถ้าหนู ได้แต่งงานกับเขาจริง ๆ แม่จะบอกยังไง” ซึงมีสีหน้าเป็นกังวล
“เป็นหน้าที่แม่เอง เรื่องนี้ลูกไม่ต้องวิตกหรอก”
“คุณพ่อ...ไม่ควรเผา ควรสร้างสุสานฝังให้จึงจะถูก”
“อะไรนะ” ปั๊กเซ็งฮีพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติ
“ทำไมแม่ต้องเผา ควรฝังคู่กับแม่ของอุนซอง แม่ไม่มีสิทธิกีดกันเขา”
“เป็นอะไรอีกล่ะ”
“หนูเพียงรู้สึกว่า...คุณพ่อ...อยากอยู่กับแม่ของอุนซองอย่างมีความสุข แต่พอเผา วิญญาณท่านเร่ร่อน ไม่เป็นสุข” ซึงมีรู้สึกสงสารพ่อเลี้ยงมาก ซึงมีคิดจะลาออกหางานทำ ไม่ยอมเรียนต่อ เพื่อจะช่วยแม่หาเงิน เพราะเข้าใจว่าทางบ้านฐานะไม่ดีเหมือนก่อนแล้ว และแม่ก็ไม่มีเงินจ่ายหนี้
จังซุกจาเดินงก ๆ เงิ่น ๆ ออกไปนอกบ้าน และตัดดอกไม้ของเจ้าของบ้านเช่า แถมยังทำกระถางแตก เจ้าของบ้านเช่นโวยวายและเรียกเงินชดใช้จากอุนซอง
“หมดกัน ซอสพริกฉัน กระถางกระจุยกระจาย ไหนว่าอยู่คนเดียว แอบเอายัยแก่บ้าบอมาอยู่ด้วย ฉันรู้นะ”
“ขอโทษค่ะ ขอโทษ”
“ไม่ต้องขอโทษเลย ทำของฉันแตกหมด ชดใช้มา”
อุนซองบอกจังซุกจาว่าอย่าไปตัดดอกไม้ของคนอื่นอีก
“ถึงเวลาแล้ว ดอกไม้บานแล้วก็เฉา ฉันตัดมาแค่ไม่กี่ดอก”
“เฮ้อ......คุณย่าทำกระถางเขาแตก ทำสวนเขาเละเทะหมด”
“โทรทัศน์ก็ไม่มี วัน ๆ เบื่อจะตาย คนมันว่างนี่นา” จังซุกจาบ่น
“ตัดดอกไม้พอว่า ผ้าห่มเขาล่ะ เอามาทำไม”
“ฉันไม่ชอบห่มผ้าผืนเดียวกับใครนี่นา”
“เลยไปหยิบผ้าห่มชาวบ้านอย่างงั้นรึ...คืนเขาไป” อุนซองดึงผ้าห่มมา แต่จังซุกจาไม่ยอมให้ “ของฉัน”
“คุณย่าจะเอายังไงบอกมาเลย”
“ไม่ให้”
“คุณย่า หนูเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว คุณย่ายังทำแบบนี้ หนูไม่ไหวแล้วนะ...ฮือ ๆ...ถ้าขืนเป็นแบบนี้ หนูจะ......” อุนซองทั้งเหนื่อยและท้อใจจนน้ำตาไหล
“จะทำไม......อ้าว......ให้คืนแล้ว...อย่าไล่ฉันไปนะ” จังซุกจาส่งผ้าห่มคืนให้
“หนูซื้อเนื้อปลามา จะทำให้กิน” อุนซองยิ้มออก
“เนื้อปลารึ......ฮ่ะ...ฮ่ะ...”
จุนเซมาหาอุนซอง เป็นเวลาเดียวกับอุนซองกำลังเก็บข้าวของที่ขาย
“เก็บแล้วรึ เกือบมาเสียเที่ยวซะแล้ว” จุนเซยิ้ม ๆ
“คุณมานี่ทำไม”
“อยากมากินมื้อเช้าด้วย เฉย ๆ...” จุนเซเข้าไปเข็นรถขายของแทนอุนซองและวิ่ง ปากก็ตะโกน “......เกี๊ยวครับเกี๊ยว”
“เอาคืนมานะ” อุนซองวิ่งตาม อย่างน้อยชีวิตที่ลำบากของเธอก็ยังมีจุนเซคอยเป็นเพื่อน
จุนเซพาอุนซองมากินอาหารที่ร้านซุปกระดูกจินเซ็ง พร้อมกับสั่งให้เสร็จสรรพ
“ฉันต้องกลับบ้านกินพร้อมคุณย่า” อุนซองบอก “สั่งมาตั้งสองชาม”
“ฉันบอกแล้วไม่ใช่รึ ว่าสั่งชามเดียวพอ”
“ฉันสั่งอีกชุดนึงต่างหากแล้ว เอากลับไปฝากคุณย่า” จุนเซยิ้มเพราะรู้ว่าอุนซองไม่ยอมกินอิ่มคนเดียวแน่
“จำได้ว่าฉันเคยบอก ไม่อยากรบกวนคุณอีกแล้ว”
“ขอโทษนะอุนซอง ฉันขอโทษจริง ๆ ฉันผิดไปแล้ว......แต่ไม่ใช่ว่า ฉันขอโทษเพราะสงสาร เพราะฉันไม่เคยคิดถึงใจเธอ ฉันขอโทษในความไม่ใส่ใจ เพราะความโง่ ไม่เข้าใจจิตใจของเธอ ฉันมันแย่...ฉันเคยคิดนะว่า การตามหาอุนยูสำคัญ ที่จริงแล้วความเป็นอยู่ของเธอต้องมาก่อน”
ในช่วงผ่านพ้นปีใหม่ 2555 มาจะเกือบ 2 เดือน หลายคนอาจจะได้เห็นบทบาทการทำงานของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการคลี่คลายคดีอาชญากรรมใหญ่ 2 คดีที่เป็นข่าวครึกโครมทางสื่อมวลชน คือ 1. คดีมหาภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และ2. คดีแก๊งค้ายาเสพติด ในคดีแรกนอกจากจะเข้าไปมีบทบาทตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของคนร้ายแล้ว พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. ยังมีบทบาทเป็นเจ้าทุกข์ด้วย เนื่องจากถูกแก๊งวายร้ายคอลเซ็นเตอร์ แอบอ้างชื่อเป็น พ.ต.อ.สีหนาท โทรศัพท์ไปตุ๋นเหยื่อจนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปให้ คดีนี้ทำให้ทาง พ.ต.อ.สีหนาท ต้องโดดมาร่วมคลี่คลายคดีกับ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผบก.ป.นำตำรวจกองปราบปราม และเจ้าหน้าที่ ปปง.ร่วมกันทำงานจนสามารถแกะรอยติดตามแก๊งคนร้ายมาได้แล้วส่วนหนึ่ง อยู่ในระหว่างสืบสวนขยายผลติดตามจับกุมเพิ่มเติม
ส่วนอีกคดีเป็นเรื่องขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่มีจอมบงการสั่งยาเสพติดจากในคุกมาให้เครือข่ายที่อยู่ภายนอกนำยาเสพติดไปส่งขายกันแบบมโหฬาร คดีนี้เป็นของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ที่ พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รักษาราชการแทน ผบช.ภ.1 ประสานงานกับตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ปส.) โชว์ผลงานแกะรอยเครือข่าย แก๊งยาบ้า “หนู-เฉิน” ที่เป็นขบวนการใหญ่ เมื่อจับกุมได้แล้วพบว่ามีเส้นทางการเงินค้ายาเสพติดกระจายไปหลายภาคส่วน ทำให้ พ.ต.อ.สีหนาท จึงต้องเข้ามาร่วมตรวจสอบเส้นทางฟอกเงินของแก๊งคนร้ายในคดีนี้ด้วยเช่นกัน
ทั้งสองคดีที่กล่าวมาเมื่อทาง ปปง.เข้าไปมีส่วนร่วมทำเป็นแผนผังอย่างละเอียดแล้วก็พบว่าเส้นทางการเงินมหาศาลโยงใยไปมากมายหลายจุดชนิดเรียกว่าไม่ธรรมดา!!
อย่างไรก็ดีเป็นเพียงบทบาทหน้าที่การทำงานตามปกติของ ปปง.ที่ตกเป็นข่าวทางสื่อมวลชน แต่ช่วงวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็มีข่าวที่สร้างความฮือฮาอีกครั้ง หลังจากสื่อมวลชนต่างชาติได้ตีแผ่ข้อมูลว่า คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (Financial Action Task Force : FATF) ได้ขึ้น “บัญชีดำ” ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวังทางการฟอกเงินและการสนับสนุนเงินแก้การก่อการร้าย
งานนี้ภายหลังจาก พ.ต.อ.สีหนาท บินกลับมาจากร่วมประชุม FATF ที่ประเทศฝรั่งเศส ก็ต้องรีบนัดสื่อมวลชนมาทำความเข้าใจแบบทันควันก่อนที่จะเข้าใจผิดว่าถูกจัดขึ้นบัญชีดำในเรื่องดังกล่าว พร้อมอธิบายที่มาที่ไปของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงินว่าเป็นองค์กรที่กำหนดมาตรฐานสากลในด้านการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการแก่การก่อการร้าย มีสมาชิก 40 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เป็นสมาชิกแต่ก็เข้าไปร่วมประชุม ซึ่งในการประชุมวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น มีการกำหนดรายชื่อให้ ประเทศไทย เป็น 1 ใน 15 ประเทศ (คิวบา, โบลิเวีย, เอธิโอเปีย, กานา, อินโดนีเซีย, เคนยา, พม่า, ไนจีเรีย, ปากีสถาน, เซาตูเมฯ, ศรีลังกา, ซีเรีย, แทนซาเนีย ประเทศไทย และตุรกี)ที่เป็น “กลุ่มเสี่ยง” เนื่องจากมีข้อบกพร่องเชิงยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย นอกจากนี้ยังขาดมาตรการอีกหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานสากล
สำหรับเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยถูกจัดให้มีความเสี่ยง 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ประเทศไทยมีกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่ยัง ขาดหลักการที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (ขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงินใหม่ทั้งฉบับได้ผ่านความเห็นชอบจาก รมว.ยุติธรรมอยู่ระหว่างการรับรองพระราชบัญญัติจากนายกรัฐมนตรีเพื่อเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่าง) 2. การขาดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบ เพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าที่จะสามารถป้องกันมิให้ผู้กระทำผิดมูลฐานหรือผู้ก่อการร้ายใช้สถาบันการเงินเป็นแหล่งในการฟอกเงินหรือใช้เป็นช่องทางในการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา)
3. การขาดมาตรการกำหนดโทษและลงโทษ ดำเนินคดีต่อผู้สนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (ขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของคณะกรรมการ ปปง. เนื่องจากร่างดังกล่าวมีหลักการที่ค่อนข้างจะกระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคล ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ)
พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวทิ้งท้ายว่า ก่อนหน้าที่จะมีการประชุมนั้นทาง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ได้ทำหนังสือชี้แจงไปในเรื่องขอผ่อนผันโดยให้เหตุผลทางการเมือง และมหาอุทกภัยน้ำท่วม ซึ่งเป็นปัญหาภายในประเทศที่เราเพิ่งจะผ่านพ้นวิกฤติมา แต่เมื่อในที่ประชุมจัดให้อยู่ใน “กลุ่มเสี่ยง” เราจึงต้องหาทาง “ปลดล็อก” ไม่ว่าจะเป็นต้องผ่านกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ รวมทั้งยังต้องเร่งแก้ไขการทำงานให้มีความคืบหน้าตามหลักการมาตรฐานสากลในด้านการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการแก่การก่อการร้าย ก่อนที่จะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้งที่ประเทศฝรั่งเศส ในเดือน มิ.ย.นี้ มั่นใจว่าการแก้ปัญหาคงจะใช้เวลาไม่นาน.
สุดารัตน์ งามพิรุณตระกูล
แสดงความคิดเห็น
แบ่งปัน