อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2559

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2559
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ปี59 ยุคทองของ'เทคสตาร์ทอัพ'เลือดไทย

เด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษา หรือหนุ่มสาวรุ่นใหม่วัยทำงานต่างหันมาจับกลุ่มเสนอไอเดียในด้านเทคโนโลยีที่แปลกใหม่ที่เชื่อว่าจะแปรเปลี่ยนเป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่ขายได้และประสบความสำเร็จในอนาคต ศุกร์ที่ 1 มกราคม 2559 เวลา 02.10 น.

ช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่วงการเทค สตาร์ทอัพ หรือผู้ประกอบการเทคโนโลยีหน้าใหม่ ๆ ของไทยมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอย่างมาก

เด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษา หรือหนุ่มสาวรุ่นใหม่วัยทำงานต่างหันมาจับกลุ่มเสนอไอเดียในด้านเทคโนโลยีที่แปลกใหม่ที่เชื่อว่าจะแปรเปลี่ยนเป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่ขายได้และประสบความสำเร็จในอนาคตจึงถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงสตาร์ทอัพของไทยกำลังอยู่ในยุคร้อนแรงสุด ๆ พร้อมมีอัตราการเติบโตอย่างมาก

สตาร์ทอัพไทยคว้ารางวัลและเงินทุน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2558 ที่สตาร์ทอัพของไทยสามารถไปคว้ารางวัลในต่างประเทศมาได้ อย่างเช่น ทีมโซเชียล กิฟเวอร์(SocialGiver) สุดยอดทีมสตาร์ทอัพ จากโครงการ AIS The StartUp 2015 ที่คว้ารางวัลชนะเลิศจากเวทีการแข่งขัน “Singtel Group–Samsung Regional Mobile App Challenge” ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียมาได้

ด้วยการนำเสนอเว็บไซต์ที่ดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจที่ต้องการทำโครงการเพื่อสังคมหรือซีเอสอาร์ ไม่จำเป็นต้องลงเงิน แต่แบ่งปันบริการหรือสินค้าที่มีอยู่นำมาขายในเว็บไซต์ให้กับผู้ที่สนใจ โดยรายได้ 70% จากการขายจะถูกนำไปช่วยเหลือโครงการการกุศลที่ผู้ซื้อและเจ้าของสินค้าต้องการให้ความช่วยเหลือ

เรียกได้ว่าให้ลูกค้าได้ “ช้อป” และ “ช่วย” สังคมไปได้พร้อม ๆ กัน ขณะที่เจ้าของสินค้าและบริการก็ได้ทำซีเอสอาร์ด้วย

หรือจะเป็นทีม Giztix จากโครงการดีแทค แอ็คเซเลเรท 2015 ที่สามารถคว้ารางวัลจากเวที เอชลอน ประเทศไทย ประจำปี 2558 (Echelon Thailand 2015) ที่ได้เชิญเหล่าสตาร์ทอัพจากกลุ่มประเทศในลุ่มน้ำโขง มาประลองไอเดียและแผนการทำธุรกิจ เฟ้นหาสุดยอดสตาร์ทอัพแห่งวงการ

โดย Giztixเป็นตลาดซื้อขายบริการขนส่งและโลจิสติกส์ออนไลน์ มีบริการครบวงจรสำหรับการขนส่ง เช่น รถบรรทุก เฟรท และพิธีการศุลกากรทั่วโลก ช่วยให้ผู้ที่ต้องการขนส่งสินค้า (Shipper) สามารถเช็กราคาได้ทันทีพร้อมทั้งสามารถเปรียบเทียบราคาและชำระเงินออนไลน์ได้ เป็นการใช้บริการขนส่งรูปแบบใหม่ที่ใช้เวลาน้อยและสะดวกสบายมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีสตาร์ทอัพคนไทย ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากสามารถระดมทุนจากนักลงทุนไทยและต่างประเทศได้ อย่างเช่น “เคลมดิ” ของ บริษัท เอนนี่แวร์ ทู โก จำกัด ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการเคลมประกันภัยรถยนต์ ที่เข้าตานักลงทุน หรือเวนเจอร์ แคปิตอล (VC) ระดมทุนในระดับซีรีส์เอ ได้ถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 70 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าบริษัทเติบโตขึ้นไปสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 350 ล้านบาท พร้อมนำเคลมดิ ขยายตลาดไปในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ฯลฯ

วงการสตาร์ทอัพไทยช่วงขาขึ้น

นายเรืองโรจน์ พูนพล หรือที่หลาย ๆ คนคุ้นเคยในชื่อเล่นว่า “กระทิง” ซึ่งเคยทำงานที่กูเกิลในสหรัฐอเมริกา และคลุกคลีกับวงการสตาร์ทอัพของไทยมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ และปัจจุบันเป็นผู้บริหารกองทุน “500 Tuk Tuks” ซึ่งเป็นกองทุนลูกของ 500 Startups จากสหรัฐอเมริกา ที่เน้นการลงทุนในเทคสตาร์ทอัพของไทย บอกว่า หากพูดถึง เทคสตาร์ทอัพในไทยเริ่มเป็นที่รู้จักในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2555 หลังจากเทรนด์ดิจิตอลกำลังมาต่อมาในปี 2556 มีบริษัท เทค สตาร์ทอัพในไทยเพียง 300 รายเท่านั้น หลังจากนั้นก็มีการเติบโตต่อเนื่องจนถึงปี 2558 ประมาณการว่าจะมีเทค สตาร์ทอัพในไทยจำนวน 2,500 ราย ขณะที่เงินลงทุนในปี 2558 คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจากเวนเจอร์ แคปิตอลทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาลงทุนใน เทคสตาร์ทอัพไทยไม่ต่ำกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 700ล้านบาท

แนวโน้มสตาร์ทอัพไทยถือเป็นอันดับต้น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยนักลงทุนมองว่า ตลาดสมาร์ทโฟนของไทยกำลังเติบโต ส่วนโครงสร้างพื้นฐานก็พร้อม ทั้งการมาของ 4 จี ซึ่งจะช่วยให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนมีมากขึ้นซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยบวก ขณะที่สตาร์ทอัพของไทยก็มีความคิดสร้างสรรค์และรูปแบบธุรกิจที่น่าสนใจไม่เป็นรองใครเทค สตาร์ทอัพ บางประเภทหรือบางธุรกิจ ยังไม่มีคนเข้าไปจับหรือทำมากนัก จึงยังเป็นโอกาสอยู่สำหรับผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่และโมเดลธุรกิจที่ดี”

ขณะที่นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมธุรกิจ และผู้อำนวยการโครงการดีแทค แอ็คเซเลเรท (dtac Accelerate) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นจำกัด (มหาชน) หรือดีแทค บอกว่า วงการสตาร์ทอัพของไทยในขณะนี้ ก็เปรียบเสมือน ซิลิคอน วัลเลย์ ในยุคเริ่มแรก ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทที่เป็นเทค สตาร์ทอัพเกิดขึ้นจำนวนมาก ถือเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลก และประสบความสำเร็จ เหมือนเช่น กูเกิล เฟซบุ๊ก ไลน์ หรือสตาร์ทอัพใหม่ ๆ อย่าง อูเบอร์ และแกร็บแท็กซี่ ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในตอนนี้

5 ปี มีสตาร์ทอัพไทยระดับยูนิคอร์น

ทั้งนี้ในปี 58 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีทองของสตาร์ทอัพไทยแต่สำหรับในปี 59 นี้นั้น ทิศทางวงการสตาร์ทอัพของไทยจะเป็นเช่นไรนั้น?

นายเรืองโรจน์ ผู้บริหารกองทุน “500 Tuk Tuks” บอกว่า สำหรับทิศทางสตาร์ทอัพ ของไทยในปี 2559 นั้น จากการประเมิน เชื่อว่าจะยังมีอัตราการเติบโตถึง 2 เท่า หรือมีบริษัทและทีมสตาร์ทอัพ เพิ่มขึ้นเป็น 7,000-8,000 ราย จากในปี 58 ที่มีอยู่จำนวน 2,500 ราย โดยมีปัจจัยที่สำคัญจากการที่มีเวทีการแข่งขันเพิ่มขึ้น รวมถึงการที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ หรือโอปเรเตอร์ เข้ามามีส่วนช่วยผลักดันใน
ตลาด

เชื่อว่าจะมีเงินเข้ามาลงทุนในสตาร์ทอัพในปี 59 มากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,750 ล้านบาท และคาดว่าภายใน ปี 2563 (.. 2020 ) หรือ อีก 5 ปีข้างหน้า จะมีเทค สตาร์ทอัพของไทยที่ไปถึงระดับยูนิคอร์น (Unicorn)หรือบริษัทมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้” นายเรืองโรจน์ บอกด้วยความ มั่นใจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองว่า เทค สตาร์ทอัพประเภทไหนที่มีโอกาสประ สบความสำเร็จได้หรือไอเดียด้านไหนมีโอกาสรุ่งนั้นนายเรืองโรจน์บอกว่า หากประเมินว่าเทค สตาร์ทอัพประเภทไหนที่จะมาแรงในปี 2559 นั้น เชื่อว่าแนวโน้มที่กำลังจะมา คือ ด้านไฟเทค หรือเกี่ยวกับการเงิน เนื่องจากยังมีคนทำน้อยอยู่ ส่วนด้านอีคอมเมิร์ซที่ถือว่าเด่นมากในปี 2558 มั่นใจว่าจะแรงต่อเนื่องมาถึงปี 2559

“ปัจจุบันอีคอมเมิร์ซในเมืองไทยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 1% เท่านั้นเมื่อเทียบกับค้าปลีก ขณะที่ต่างประเทศตัวเลขอยู่ที่ 7-8% จึงถือว่าในไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เห็นได้จากผู้ประกอบการอย่างลาซาด้า ที่ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียน มียอดขายในไทยเติบโตเป็นเลขสองหลัก เนื่องจากปัจจุบันคนไทยนิยมหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับสตาร์ทอัพ”

นอกจากนี้ เทค สตาร์ทอัพ ด้านอสังหาริมทรัพย์ ก็น่าสนใจ เพราะยังมีอยู่น้อย ส่วนใหญ่เป็นเว็บไซต์แบบประกาศซื้อขาย ค้นหา และรีวิวเท่านั้น ส่วนการศึกษาและสุขภาพก็ถือเป็นเรื่องที่ยังไม่มีคนจับมาทำมากนัก อย่างไรก็ตามหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เชื่อว่าจะเป็นโอกาสของสตาร์ทอัพไทยในการขยายตลาดหรือนำผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นไปให้บริการในภูมิภาคนี้ รวมถึงกองทุนต่าง ๆ จะสนใจเข้ามาลงทุนเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากตลาดมีการเชื่อมโยงกันในภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลให้เกิด เทค สตาร์ทอัพเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

เสี่ยงสูงแต่ถ้าโดนใจก็คุ้ม

อย่างไก็ตามแม้ว่าจะเทค สตาร์ทอัพ ของคนไทยขึ้นมากมายในช่วงที่ผ่านมา แต่ทีมที่ถือว่าประสบความสำเร็จถึงขั้นมีผลิตภัณฑ์และบริการออกมาในตลาดจนสามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้ยังมีว่ามีจำนวนไม่มาก ซึ่งในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดาหรือปกติสำหรับคนที่ทำงานในด้านนี้

นายสมโภชน์จากโครงการ ดีแทค แอ็คเซเเรท บอกว่า ในวงการอุตสาหกรรม สตาร์ทอัพ ทั่วโลก ได้มีการเก็บสถิติไว้ว่ามีสตาร์ทอัพเพียง 1% เท่านั้นที่จะสามารถประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด ถึงขั้นขายกิจการ หรือเข้าจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ นั่นหมายความว่า การตั้งบริษัทสตาร์ทอัพขึ้นมา 100 บริษัท เพื่อทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี อาจมีเพียง 1 บริษัทเท่านั้นที่จะสามารถประสบความสำเร็จได้ในตลาดโลก

สำหรับในเมืองไทยนั้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทที่เป็นเทค สตาร์ทอัพเกิดขึ้นจำนวนมาก และที่ประสบความสำเร็จในตลาดก็มี ซึ่งอาจจะต้องอาศัยระยะเวลาอีกสักระยะ

ด้านนายเรืองโรจน์มองในมุมของนักลงทุนว่า การลงทุน ใน เทค สตาร์ทอัพย่อมมีความเสี่ยง การเข้าไปลงทุนจึงต้องมีการพิจารณาหลายด้าน ทั้งตัวผลิตภัณฑ์ การตั้งใจจริง ทีมงาน โมเดลธุรกิจ ฯลฯ ซึ่งการที่กองทุน 500 Tuk Tuks เข้ามาลงทุนในสตาร์ท

อัพไทยแล้ว 10 ราย หากมีรายเดียวประสบความสำเร็จแต่สามารถทำบริษัทให้มีมูลค่าเป็นหลักร้อยล้าน พันล้านบาทได้ ก็ถือว่าคุ้ม เพราะกองทุนที่บริหารเน้นการลงทุนเงินตั้งต้นเพื่อเริ่มดำเนินธุรกิจ

กองทุน 500 Tuk Tuks มีเงินลงทุนอยู่ประมาณ 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ผ่านมาได้ลงทุนในสตารท์อัพในไทยไปแล้ว 10 ราย รายละประมาณ 3 ล้านบาท สำหรับในปี 2559 นี้ ตั้งเป้าหมายจะเข้าลงทุนในสตาร์ทอัพไทยให้ได้ไม่ต่ำกว่า 12 ราย หรือเฉลี่ยเดือนละ 1 ราย เป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ยังมีแผนระดมทุนขยายกองทุนให้มีเงินลงทุนเพิ่มเป็น 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 3 ปีข้างหน้าด้วย”

นอกจากนี้นายเรืองโรจน์ ยังเล่าถึง โรงเรียนบ่มเพาะผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทย ที่ตัวเองก่อตั้งขึ้นในชื่อว่า Disrupt University ว่า เริ่มดำเนินการมาเมื่อปี 2555 ในช่วงนั้นยังไม่มีใครนำเรื่องสตาร์ทอัพมาเปิดสอนอย่างจริงจังในไทย เนื่องจากเรื่องสตาร์ทอัพ ถือเป็นเรื่องใหม่ในไทย โดยปัจจุบันมีผู้ที่จบไปแล้วประมาณ 400 คน และมีคนที่ประสบความสำเร็จในการทำเทค สตาร์ทอัพในไทยด้วย

โอปเรเตอร์ผลักดันสุดตัว

การที่สตาร์ทอัพไทยอยู่ในยุคเบ่งบาน ส่วนสำคัญอย่างหนึ่งเป็นผลมาจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (โอปเรเตอร์) ต่างจัดเวทีเพื่อเปิดโอกาสให้ เทค สตาร์ทอัพของไทย ได้มีโอกาสนำเสนอผลงาน และผลักนำให้ผู้ชนะเข้าโครงการบ่มเพาะเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาให้บริการในตลาดจริง ๆ

นายสุวิทย์อารยะวิไลพงศ์ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานบริหารผลิตภัณฑ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า ปัจจุบันสตาร์ทอัพไทยมีการพัฒนาขึ้นมากทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ แนวคิดผลิตภัณฑ์ การนำเสนอผลงานต่อนักลงทุน และโมเดลธุรกิจ เมื่อเทียบกับในปี 2554 ที่เอไอเอสเริ่มทำโครงการสตาร์ทอัพครั้งแรก ซึ่งขณะนั้น เทค สตาร์ทอัพ จะมีปัญหาในเรื่องการสื่อสารนำเสนอผลงานเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้นักลงทุนต่างชาติเข้าใจถึงผลงานที่พัฒนาขึ้น แต่ปัญหาเหล่านี้น้อยลงมีการพัฒนาที่ดีขึ้นดังจะเห็นจากทีมจากโครงการของเอไอเอสสามารถไปคว้ารางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาคได้

ในส่วนของโอปเรเตอร์หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ จะมีความเชี่ยวชาญในด้านการให้บริการ การทำตลาด ส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ พัฒนาแอพพลิเคชั่นพวกสตาร์ทอัพจะเก่งกว่า จึงยินดีเข้าไปสนับสนุนและร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สำเร็จนำออกสู่ตลาดเพื่อให้บริการกับลูกค้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย ซึ่งในส่วนของโครงการ AIS The StartUp ก็พร้อมผลักดันให้สาร์ทอัพไทยในโครงการนำผลงานไปเปิดตลาดให้บริการกับผู้ใช้บริการมือถือของโอปเรเตอร์ในกลุ่มสมาชิกสิงค์เทล รวมกว่า 575 ล้านราย ใน 23 ตลาดทั่วโลก เชื่อว่าจะช่วยเสริมเสริมให้เทค สตาร์ทอัพไทยเติบโตเพิ่มขึ้น” นายสุวิทย์ กล่าว

ด้านดีแทคนายสมโภชน์ บอกว่า โครงการดีแทค แอ็คเซเลเรท จะสนับสนุนทั้งทางด้านเงินลงทุน การค้าและการตลาด สถานที่ทำงาน รวมถึงนำผู้เชี่ยวชาญ มาอบรมและให้คำปรึกษา เพื่อให้ทีมสตาร์ทอัพสามารถประสบความสำเร็จในตลาดได้อย่างรวดเร็ว สำหรับในปี 2559 หากมีทีมที่มีผลงานโดดเด่นมากกว่า 6 ทีม ก็พร้อมรับเข้ามาร่วมโครงการในรอบสุดท้าย เพื่อให้มีโอกาสพัฒนาให้สำเร็จและนำออกให้บริการในตลาดได้จริง

ถือเป็นยุคทองของเทค สตาร์ทอัพของไทยอย่างแท้จริง ต้องรอดูกันต่อไปว่า ใครจะสามารถขึ้นไปถึงระดับยูนิคอร์นได้เป็นรายแรกของไทยในอนาคต.

จิราวัฒน์ จารุพันธ์
JirawatJ@dailynews.co.th

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 731