อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 กรกฎาคม 2559

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 กรกฎาคม 2559
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์.. คืออนาคตของประเทศ (1)

ในการอบรมโดยผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศครั้งหนึ่ง ผมจำได้ว่าวิทยากรเคยถามผู้เข้าร่วมหลายท่านว่า “คุณคิดว่าตัวคุณเองเป็นหัวหน้าแบบไหน? ระหว่างหัวหน้าที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้จัดการองค์กร กับหัวหน้าที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำองค์กร” พุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 01.42 น.

ในการอบรมโดยผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศครั้งหนึ่ง ผมจำได้ว่าวิทยากรเคยถามผู้เข้าร่วมหลายท่านว่า “คุณคิดว่าตัวคุณเองเป็นหัวหน้าแบบไหน? ระหว่างหัวหน้าที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้จัดการองค์กร กับหัวหน้าที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำองค์กร”


ซึ่งพอพูดแยกกันแบบนี้แล้วก็ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นเลยนะครับระหว่างหัวหน้าที่มีบทบาทหลักคือ การดูแลองค์กรให้สงบเรียบร้อยดำเนินงานไปได้ตามปกติ กับหัวหน้าที่เน้นบทบาทการขับเคลื่อนบุคลากรและองค์กรให้มุ่งไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ซึ่งในส่วนตัวผมเองนั้นคิดว่าการจะเป็นหัวหน้าในบทบาทผู้นำที่ดีนั้นยากเอามาก ๆ เพราะต้องอาศัยความกล้าและความรับผิดชอบที่จะนำพาองค์กรเดินไปในเส้นทางใหม่ ๆ ที่ไม่มีใครรู้ได้ว่าที่สุดปลายอุโมงค์นั้นจะเป็นอย่างไร แถมยังต้องมีศิลปะในการชักจูงคนหรือมีบารมีมากพอที่จะขับดันบุคลากรในอาณัติให้พร้อมใจกันร่วมเดินไปตามเส้นทางใหม่นั้นด้วยกัน

วิสัยทัศน์ของคนเป็นผู้นำนั้น ถ้าเป็นในสมัยก่อนที่เทคโนโลยีและสารสนเทศยังไม่แพร่หลายก็อาจพูดได้ว่าเป็นกึ่ง ๆ การเดาสุ่มหรือลองผิดลองถูกไปเรื่อย อุโมงค์ที่พากันเดินไปนั้นก็อาจมืดเสียหน่อยเพราะมีเพียงผู้นำที่มองเห็นทางข้างหน้าจากไฟฉายส่องทางซึ่งก็คือประสบการณ์ของตัวผู้นำเอง แต่ในยุคศตวรรษที่ 21 นี้ผมคิดว่าผู้นำยุคใหม่สามารถลดความเสี่ยงจากอาการเดาสุ่มที่ว่านี้ไปได้ไม่น้อย โดยอาศัยองค์ความรู้พื้นฐานซึ่งก้าวหน้าไปจากเมื่อก่อนมาก ผนวกกับองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่มีให้ติดตามศึกษาไม่เว้นแต่ละวัน รวมกลายเป็นดวงไฟเพิ่มเติมชนิด 360 องศาที่ส่องให้ผู้ร่วมขบวนทุกคนพอจะมองเห็นทางเดินข้างหน้าไปพร้อม ๆ กันกับผู้นำได้ แม้จะไม่เห็นไกลไปถึงสุดปลายอุโมงค์แต่เมื่อผนวกรวมเข้ากับประสบการณ์นำทางของตัวผู้นำเองแล้ว ผมเชื่อว่าวิสัยทัศน์หรือแนวทางที่จะใช้ขับเคลื่อนองค์กรหรือแม้แต่ขับเคลื่อนประเทศที่ได้มาแบบนี้นั้นจะปลอดภัยมากขึ้น มีความเสี่ยงน้อยลง และทำให้ผู้ร่วมขบวนรู้สึกอุ่นใจในการก้าวเดินแต่ละก้าวมากกว่า

ถ้าคุณผู้อ่านประจำคอลัมน์วันพุธของผมพอจะจำได้ ผมเคยเขียนถึงเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิตอลสร้างสรรค์ (Creative-Digital Economy) อยู่หลายครั้ง แนวคิดของเศรษฐกิจดิจิตอลสร้างสรรค์ที่ผมเขียนถึงคือการเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจโดยที่ไม่ใช่แค่อาศัยโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิตอลและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่รวมถึงการเปิดกว้างต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลง การให้โอกาสกับแนวคิดใหม่ ๆ และการสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่เป็นของประเทศเราเองด้วย


ในประเทศที่พัฒนาแล้วหลาย ๆ ประเทศ ผู้นำประเทศของเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากถึงขนาดยกเป็นวาระแห่งชาติเลยครับ


เช่นในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (30 มกราคม พ.ศ. 2559) ใน Weekly Address, The White House ของประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้พูดคุยกับคนอเมริกันถึงประเด็นเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยอาศัยองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ไว้อย่างน่าสนใจว่า “In the new economy, computer science isn’t an optional skill — it’s a basic skill.” หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “ในเศรษฐกิจยุคใหม่นี้ วิทยาการคอมพิวเตอร์ไม่ใช่แค่ทักษะทางเลือกที่จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนควรจะมี” โดยโอบามาได้เสนอให้ตั้งงบประมาณถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.43 แสนล้านบาท) สำหรับใช้ในแผน 5 ปีเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และการเขียนโปรแกรมให้กับเด็กนักเรียนและครูอาจารย์ในโรงเรียน ตั้งแต่ระดับเด็กเล็กขึ้นมาจนถึงเด็กโต กะว่าให้เป็น Computer Science for All หรือ วิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่อทุกคนเลยล่ะครับ


ประธานาธิบดีโอบามามุ่งให้คนอเมริกันกล้าคิดกล้าสร้างนวัตกรรมทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ใหม่ เพราะเขาเชื่อว่าไม่ว่าลงท้ายแล้วคุณจะประกอบอาชีพทางวิทยาการคอมพิวเตอร์หรือไม่ แต่ความรู้ วิธีการคิด และกระบวนการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบที่ได้จากการฝึกเขียนโปรแกรมจะช่วยคุณในชีวิตประจำวันและการทำงานอื่น ๆ ได้


พูดถึงเรื่องนี้แล้วยาวแต่สนุกครับ ไว้วันพุธหน้าผมมาเล่าให้ฟังต่อครับว่าวิสัยทัศน์หรือแนวคิดแบบนี้นอกจากโอบามาแล้วมีใครคนอื่นที่คิดอย่างนี้อีก.

ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
chutisant.ker@nida.ac.th

จำนวนคนอ่าน 5,735 คน

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 353