เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์..คืออนาคตของประเทศ (จบ)

การเสนอครั้งนี้ ประธานาธิบดีโอ บามาก็มุ่งให้คนอเมริกันกล้าคิดกล้าสร้างนวัตกรรมทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ โดยทางรัฐบาล พร้อมจะสนับ สนุนให้เยาวชนได้เรียนรู้พื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มากขึ้น

เมื่อวันพุธที่แล้วผมชวนคุณผู้อ่านประจำคอลัมน์วันพุธมาคุยกันเรื่องเศรษฐ กิจดิจิตอลสร้างสรรค์ (Creative Digital Economy) ไปจนถึงเรื่องที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บารัค โอบามา ได้พูดคุยกับคนอเมริกันถึงประเด็นเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยอาศัยองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โดยโอบามากล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า In the new economy, computer science isn’t an optional skill — it’s a basic skill.” หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “ในเศรษฐกิจยุคใหม่นี้ วิทยา การคอมพิวเตอร์ไม่ใช่แค่ทักษะทางเลือกที่จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนควรจะมี”

การเสนอครั้งนี้ ประธานาธิบดีโอ บามาก็มุ่งให้คนอเมริกันกล้าคิดกล้าสร้างนวัตกรรมทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ โดยทางรัฐบาล พร้อมจะสนับ สนุนให้เยาวชนได้เรียนรู้พื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มากขึ้น ส่งเสริม ให้นิสิตนักศึกษาทั้งเพศหญิงและเพศชายให้ไม่เพียงใช้คอมพิวเตอร์เป็น แต่สามารถใช้ทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์ในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เพื่อป้อนมูลค่าสิ่งประดิษฐ์ ของคนเหล่านั้นคืนให้กับเศรษฐกิจนวัต กรรมของสหรัฐอเมริกาด้วย ซึ่งวิสัยทัศน์ นี้ของโอบามาไม่ได้มีที่มาจากการคิดไป เองของเขาเพียงคนเดียว แต่ยังมีคนดังอีกหลายคนที่เคยให้ความเห็นถึงความสำคัญของวิทยาการคอมพิวเตอร์และการเขียนโปรแกรมไว้คล้ายกันตั้งแต่ Mark Zuc-kerberg เจ้าของ Facebook, Bill Clinton อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ, Bill Gates ผู้ ก่อตั้ง Microsoft, Stephen Hawking นักฟิสิกส์ชื่อดัง ฯลฯ (ข้อมูลจาก https://code.org/quotes )

โดยพวกเขากล่าวไว้คล้ายกันว่า ไม่ว่าลงท้ายแล้วคุณจะลงเอยด้วยการประกอบอาชีพทางวิทยาการคอมพิวเตอร์หรือไม่ แต่ความรู้และวิธีคิดที่ได้จากการฝึกเขียนโปรแกรมจะช่วยคุณในชีวิตประจำวันและการทำงานอื่น ๆ ได้ เพราะจะทำให้ตามโลกที่หมุนอยู่ตลอดเวลาทัน ทำให้รู้จักการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ดังนั้นจึงทำให้สามารถหางานที่ดี ๆ ในบริษัทที่ดี ๆ หรือแม้แต่สร้างธุรกิจของตนเองที่ดี ๆ ได้

นอกจากนี้วิสัยทัศน์ดังกล่าวยังมีตัว เลขสถิติที่สำรวจในสหรัฐอเมริกาสนับสนุน อยู่ด้วย ซึ่งจากตัวเลขสถิติสามารถยืนยันถึงจำนวนความต้องการคนทำงานที่มีทักษะทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นคิดเป็น สองเท่าเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของความต้องการคนทำงานในด้านอื่น และยังมีตัวเลขการพยากรณ์ทางสถิติที่ประมาณไว้ว่าภายใน ปี ค.ศ. 2020 จำนวนความต้องการคนทำงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับวิทยาการคอมพิว เตอร์จะสูงล้ำหน้าจำนวนผู้จบการศึกษาทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์นี้ถึงกว่า 1 ล้านตำแหน่งงาน (อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.wired.com/2016/01/obama-pledges-4-billion-to-computer- science-in-us-schools/)

เมื่อมองตัวอย่างจากผู้นำระดับโลกและคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเทรนด์สำคัญระดับโลกแล้วก็จะเห็นนะครับว่าวิสัยทัศน์และความคิดเห็นที่ตรงกันของพวกเขาไม่ใช่ว่าจะมาจากการคิดไปเองหรือความบังเอิญ แต่มีพื้นฐานมาจากความเป็นจริงที่ส่วนหนึ่งสามารถยืนยันได้จากตัวเลขสถิติและการสำรวจความคิดเห็น แต่แน่นอนครับว่าด้วยบริบทของสังคมที่ต่างกัน เครื่องมือที่สหรัฐอเมริกาใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ กับเครื่องมือที่ประเทศไทยเราใช้ก็คงต้องต่างกันบ้าง

แต่อย่างน้อยที่สุดผมคิดว่าไม่ว่าจะรัฐบาลประเทศไหนก็ตาม ควรต้องทำความเข้าใจในหลักการพื้นฐานที่สุดของที่สุดที่ ว่า ในที่สุดแล้วโลกศตวรรษที่ 21 การขับ เคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้าโดยอาศัยคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงกลุ่มเดียวในสังคมในการขับเคลื่อนประเทศเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ผมเชื่อว่าหน้าที่หลักที่สำคัญของหัวหน้ารัฐบาลคือ การสร้างระบบที่เอื้อให้ประชาชนทุก ๆ คนในสังคม ทั้งมีฐานะและไม่มีฐานะ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยกันสรรค์สร้างเศรษฐกิจ พัฒนาเทคโนโลยีดิจิตอล และต่อยอดนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์

เพราะการสร้างเศรษฐกิจดิจิตอลสร้างสรรค์ในรูปแบบฐานล่างขึ้นข้างบน (Bottom-up Approach) นี้ จะทำให้ประเทศมั่นคงแข็งแรงในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง.

ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
chutisant.ker@nida.ac.th

ความคิดเห็น