อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 27 สิงหาคม 2559

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 27 สิงหาคม 2559
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

เทคปีลิง (1) ว่าด้วยกระเจิงเทค

อย่างหนึ่งที่บริษัทการ์ดเนอร์ทำคือการทำนายทายทักเทคโนโลยีด้านไอทีที่น่าจะเฟื่องเป็นประจำทุกปีแม้ว่าผมจะเป็นนักวิชาการด้านไอทีที่ติดตามเทคโนโลยีอยู่อย่างใกล้ชิด ศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 03.58 น.

บริษัทการ์ดเนอร์ (Gartner) เป็นบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกหลักอย่างหนึ่งในการทำซีเอสอาร์ (CSR-corporate social responsibility) หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของการ์ดเนอร์ไม่ใช่ปลูกป่ารักษ์โลกตามค่านิยมปัจจุบันในประเทศไทยแต่จะปล่อยข้อมูลของบทวิเคราะห์ออกสู่สาธารณชนเป็นวิทยาทานให้กับสังคมบรรดานักวิชาการ นักวิจัยที่ปรึกษา บริษัทห้างร้านสามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลนี้ไปใช้ประโยชน์

อย่างหนึ่งที่บริษัทการ์ดเนอร์ทำคือการทำนายทายทักเทคโนโลยีด้านไอทีที่น่าจะเฟื่องเป็นประจำทุกปีแม้ว่าผมจะเป็นนักวิชาการด้านไอทีที่ติดตามเทคโนโลยีอยู่อย่างใกล้ชิด เป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย เป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อ่านแล้วก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเลยทำให้คิดว่าชาวบ้านร้านตลาดเขาคงยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่ อย่ากระนั้นเลยต้องขึ้นธรรมาสน์ขยับเรียบเรียงค้นคว้าหาความรู้ต่อ
ยอดทานของบริษัทการ์ดเนอร์ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่พวกเราชาวไทยจะได้เตรียมตัวรับเทคโนโลยีสมัยใหม่เนื่องจากเนื้อหามหาศาลจึงจะทำเป็นซีรีส์แต่ไม่ต้องไปหาอ่านที่ไหนดูได้ที่เดลินิวส์วันศุกร์คอลัมน์ 1001 ที่นี่ที่เดียวครับ

เริ่มต้นก็อารัมภบทเสียก่อน การ์ดเนอร์ใช้คำว่า disruptive trends คือเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มว่าจะมีผลมหาศาลต่อวงการเรียกว่าฉีกหน้าวงการอุตสาหกรรม
ต่าง ๆ กันกระจุยกระจายเลย เทคโนโลยีเหล่านี้มีวงจรชีพของมันอยู่ตามกราฟจะเห็นแกนแนวนอนเป็นเวลาที่ผ่านไป แนวตั้งเป็นการเติบโตของเทคโนโลยีนั้น ๆ โดยวงจรชีพแบ่งเป็นสามระยะ (อันนี้ไม่ใช่เรื่องไวรัสซิกานะครับ เรื่องเทคโนโลยีครับ) เป็นระยะฟักตัว ระยะเริ่มมีอาการ และระยะกำเริบรุนแรง กล่าวอีกนัยหนึ่ง “การแตกกระเจิง” หรือ disruption นี้เริ่มจาก“ไม่แน่ไม่นอน” (uncertain)ไปสู่ “ชัดเจนและเริ่มมีผล” (clarified and starting) และที่สุดก็ “บังเกิดหรือเกิดไปแล้ว” (happening or happened)

จะอธิบายความก็ต้องใช้ตัวอย่างสักหน่อย เช่น เครื่องพิมพ์สามมิติซึ่งสมัยที่ออกมาแรก ๆ นั้นเป็นหลักล้านบาท เบ้อเร่อเบ้อร่าอย่างกับแท่นพิมพ์ยักษ์ในโรงพิมพ์แต่พอหลักการชัดเจนใช้งานได้จริงเทคโนโลยีก็เริ่มพัฒนาอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ขนาดที่เล็กลงราคาย่อมเยาขึ้นเหลือเป็นกล่องเท่าเตาไมโครเวฟราคาสองสามหมื่นบาทเท่านั้น ส่วนที่เป็นแบบไฮเทคก็พิมพ์โลหะได้ พิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้ไปจนถึงพิมพ์เนื้อเยื่อเพื่อการซ่อมแซมอวัยวะกันไปโน่นเลยทีเดียวตอนนี้บริษัท SpaceX ที่รับส่งจรวดไปนอกโลกก็นำเครื่อง พิมพ์พวกนี้ไปพิมพ์ชิ้นส่วนที่ใช้ในจรวดเพราะทำได้รวดเร็วในราคาย่อมเยากว่าไปจ้างทำแม่พิมพ์

จะเห็นว่าเครื่องพิมพ์สามมิตินั้นผ่านวงจรชีพจากไม่แน่ไม่นอนชัดเจน ไปจนถึงบังเกิดครบเรียบร้อยและที่ว่ากระเจิงนั้นเพราะวงการผลิตของปัจจุบันเป็นแบบกัดเซาะตัด หลอม ทุบ รีด เชื่อม แต่ของระบบพิมพ์สามมิติจะเป็นแบบ“แปะเสริม” (additive manufacturing) คือเอาเนื้อวัสดุเช่นพลาสติก ค่อย ๆ แปะเติมเข้าไปในชิ้นงานทีละน้อย หลักคล้าย ๆ กับเปเปอร์มาเช่ที่เอากระดาษหนังสือพิมพ์มาแปะ ๆ ๆ ๆ ๆ จนออกมาเป็นตุ๊กตาช้างม้าหรือตะกร้าใส่ของนั่นแหละครับ

เขาก็คาดเดากันว่าระบบการผลิตแบบแปะเสริมนี้จะมาแทนการผลิตดั้งเดิมที่ใช้กันอยู่แบบถอนรากถอนโคนซึ่งคาดการณ์ในวงการอุตสาหกรรมว่าตลาดผงแปะแบบโลหะเพื่อการผลิตจะมีมูลค่าถึงพันสองร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2564 ปีนี้ 59 แล้วก็แค่ห้าปีเท่านั้น ใครคิดจะซื้อเครื่องกลึงตัวละเป็นสิบล้านกะใช้สักยี่สิบปีจึงคืนทุนก็น่าจะคิดกันใหม่นะครับ

ตอนต่อไปจะเป็นภาพรวมของบรรดาเทคโนโลยีสร้างความกระเจิงเหล่านี้ที่ทางการ์ดเนอร์เขาทำนายทายทักเอาไว้ ตามชมกันต่อไปนะครับ .

แหล่งอ้างอิง

1.http://www.slideshare.net/denisreimer/gartner-top-10-strategic-technology-trends-2016

2.http://www.marketwatch.com/story/revenues-from-metal-additive-manufacturing-powders-to-reach-12-billion-in-2021-says-new-smartech-study-2016-02-11

ดร.ยรรยง เต็งอำนวย
ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Yunyong.T@gmail.com

จำนวนคนอ่าน 342 คน

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 403