"เจ๊ติ๋ม"ยันไม่จ่าย1.7พันล้าน เงินประมูล-ขอสู้คดีถึงที่สุด

“เจ๊ติ๋ม-ทีวีพูล"ยันหนักแน่นไม่จ่าย 1,748 ล้านบาทจนกว่าศาลจะมีคำสั่งถึงที่สุด ระบุกสทช.ไม่ทำตามแผนงานโครงข่าย ส่งทนายฟ้องศาลระงับจ่ายแบงค์การันตี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2559 นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยทีวี ได้แถลงข่าวที่สำนักงานทีวีพูล ถนนลาดพร้าว โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2559 ที่ผ่านมาได้รับหนังสือคำสั่งจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เกี่ยวกับมติเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอลจำนวน 2ช่อง ได้แก่ ช่องไทยทีวี และ ช่องโลก้าโดยตนได้มอบหมายให้ทนายความ ยื่นฟ้องศาลปกครอง เมื่อวันที่ 15ก.พ.2559 เพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับคำสั่งกสทช.เรียกเก็บหลักทรัพย์ค้ำประกัน (แบงค์การันตี) ที่ทำไว้กับธนาคารกรุงเทพ จำนวน 1,748 ล้านบาทรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยศาลนัดไต่สวนนัดแรก วันที่ 23ก.พ.2559 เวลา 13:00น.

สำหรับเหตุผล ที่ไม่ต้องการทำ 2ช่องดิจิตอลต่อไปนั้น เพราะกระบวนการในการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอลของ กสทช. ไม่เป็นไปตามแผนงานทั้งการแจกคูปอง โครงข่ายที่ไม่ครอบคลุมและขาดความชัดเจน เป็นต้น ซึ่งก่อนการประมูล บริษัทฯได้ทำแผนความเสี่ยงไว้แล้ว แต่เมื่อแผนงานของกสทช. ไม่ชัดเจน ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนักโดยช่วง เวลาปีกว่า ลงทุนไปแล้ว กว่า 1 พันล้านบาท

"สิ่งที่กสทช.จะต้องทำ คือ การพิจารณาเรื่อง การจ่ายเงินงวดที่ 3 เพื่อทำให้ผู้ประกอบการที่เหลืออยู่ไม่เจ็บตัวไปมากกว่านี้ จากนี้ จะไม่ทำกิจการใดๆ กับภาครัฐอีกเพราะเกิดความเสียหายอีกทั้งยังเรียกร้องความเสียหายได้ยากอีกด้วยยกเว้นยังทำกับช่อง 5 ที่ทีวีพูล เช่าเวลาออกอากาศอยู่ และอยากให้กสทช.เยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลช่องอื่นๆที่ได้รับผลกระทบจาก กสทช.ที่ทำงานล่าช้าในการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิตอล และย้ำว่า ไทยทีวีจะไม่เจรจากสทช.เพื่อขอกลับมาธุรกิจทีวีดิจิตอลอีก"

นางพันธุ์ทิพา กล่าวว่า ตนจะไม่ล้มละลายแน่นอน เพราะกว่ากระบวนการฟ้องร้องจะยุติคงใช้เวลานานและบริษัทไทยทีวีเป็นผู้เสียหายในคดีที่ฟ้อง กสทช.เรียกค่าเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท และต้องรอให้ศาลมีคำตัดสินเป็นที่สิ้นสุดก่อน แต่ยอมรับว่า กระแสข่าวว่าติ๋มทีวีพูล จะล้มละลายนั้นสร้างความเสียหายในธุรกิจอื่นของครอบครัวด้วย

ทั้งนี้ ยืนยันว่า จะไม่ปลดพนักงานของไทยทีวีเพราะได้เปลี่ยนรูปแบบทางธุรกิจทางทีวีดาวเทียม และออนไลน์แต่พนักงานก็ต้องปรับตัวโดยทำงานหนักขึ้น และกำลังศึกษาข้อกฎหมายที่กสทช.เพิกถอนใบอนุญาตห้ามทำธุรกิจสื่อโทรทัศน์แต่กรณีของช่องดาวเทียมเป็นธุรกิจของลูกที่บรรลุนิติภาวะแล้วเป็นคนละนิติบุคคลซึ่งสามารถทำธุรกิจนี้ต่อไปได้

ความคิดเห็น