อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 24 สิงหาคม 2559

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 24 สิงหาคม 2559
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

สดร.เผยพบดาวแคระขาวดูดกลืนบริวารผ่านกล้องโทรทรรศน์ของไทย

สดร.เผยทีมนักดาราศาสตร์ไทยร่วมกับต่างประเทศประสบความสำเร็จในการตรวจพบดาวแคระขาวดูดกลืนดาวเคราะห์บริวารผ่านกล้องโทรทรรศน์ของไทย พฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08.50 น.

วันนี้(18 กพ.59) รศ.บุญรักษา สุนทรธรรมผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ( องค์การมหาชน ) หรือ สดร. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า นักดาราศาสตร์ไทยร่วมกับทีมนักวิจัยจากต่างประเทศ ประสบความสำเร็จในการใช้กล้องโทรทรรศน์เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4เมตร บนหอดูดาวแห่งชาติ ตรวจพบปรากฏการณ์หายากคือ ดาวเคราะห์บริวารถูกแรงโน้มถ่วงของดาวแคระขาวกระทำจนแตกเป็นกลุ่มก๊าซและเศษมวลกระจายอยู่ในวงโคจร และอาจแตกสลายจนหมดทั้งดวง ซึ่งถือเป็นผลงานที่น่าตื่นเต้นและเป็นที่สนใจของนักดาราศาสตร์ทั่วโลก

รศ. บุญรักษา กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ เป็นผลงานการวิจัยของนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอร์ริคสหราชอาณาจักร นำโดย ดร.บอริส แกนซิเก และคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์มหาวิทยาลัยลอนดอน มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ และสถาบันดาราศาสตร์แห่งสเปน ร่วมกับทีมนักดาราศาสตร์ไทยคือ ผศ.ดร.อมรรัตน์ อังเวโรจน์วิทย์ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร อาจารย์ศิรินภา อาจโยธา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และ นายสมสวัสดิ์ รัตนสูรย์ เจ้าหน้าที่เทคนิคดาราศาสตร์ ของ สดร. โดยใช้กล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4เมตร ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ และกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1เมตร ของมหาวิทยาลัยวอร์ริค ณ เกาะลาพัลมาประเทศสเปน ร่วมกันศึกษาติดตามดาวเคราะห์บริวารถูกแรงโน้มถ่วงสลายมวลเมื่อเข้าใกล้ดาวแม่ ซึ่งเป็นดาวแคระขาวมีชื่อว่า ดาว WD 1145+017 ที่ถูกค้นพบโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ โดยดาวแคระขาวนี้ อยู่ห่างจากโลกเพียง 570ปีแสงเท่านั้น

สำหรับปรากฏการณ์นี้สังเกตได้ยากมาก เพราะดาว WD 1145+017 มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์แต่ขนาดเล็กใกล้เคียงกับโลกเท่านั้น วัตถุที่มวลหนาแน่นเช่นนี้ จะมีแรงโน้มถ่วงมหาศาล ดึงดูดดาวเคราะห์บริวารเข้ามาใกล้จนกระทั่งแรงโน้มถ่วงเริ่มฉีกมวลของดาวเคราะห์จนแตกเป็นกลุ่มก๊าซและเศษมวลของดาวเคราะห์กระจายอยู่ในวงโคจรเป็นแผ่นวงแหวนรอบดาวแคระขาว ท้ายที่สุดดาวเคราะห์นี้อาจจะแตกสลายจนหมดทั้งดวง และถูกดึงดูดเข้าสู่ดาวแคระขาวจน ไม่เหลือร่องรอยใดๆ

การสังเกตการณ์ครั้งนี้ทีมวิจัยใช้กล้องโทรทรรศน์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4เมตร ที่ติดเครื่องอัลตราเสปกซึ่งเป็นกล้องถ่ายภาพซีซีดีความเร็วสูงใช้ตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงของกราฟแสงของระบบดาวพบว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผิดธรรมดา เพราะนักดาราศาสตร์เพิ่งตรวจสอบว่าดาว WD1145+017มีค่าความสว่างผิดปกติเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว จึงเริ่มศึกษาโดยละเอียดโดยเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน – 25ธันวาคม 2558 พบว่าแสงของดาวแคระขาวลดลงหลายช่วงเนื่องจากเศษดาวเคราะห์ที่แตกออกถึง 6 กลุ่มเคลื่อนที่ทยอยบังดาวแม่เป็นช่วง ๆ เศษดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวแคระขาวนี้มีคาบการโคจร 4.5ชั่วโมง ปกติแล้วนักดาราศาสตร์จะศึกษาปรากฏการณ์เช่นนี้ต้องใช้เวลานับสิบปี แต่ดาว WD 1145+017ดูดกลืนมวลของดาวเคราะห์บริวารนี้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น นับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ได้เห็นจุดจบของดาวเคราะห์แบบวันต่อวันผ่านกล้องโทรทรรศน์ของประเทศไทย

อย่างไรก็ดีปัจจุบันนักดาราศาสตร์ทั่วโลกยังคงให้ความสำคัญในการติดตามศึกษาระบบวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ดาวฤกษ์ เนื่องจากดาวฤกษ์ส่วนใหญ่รวมทั้งดวงอาทิตย์ จะกลายเป็นดาวแคระขาวเมื่อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์หมดลงการค้นพบในลักษณะเช่นนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจระบบวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ดาวฤกษ์ได้มากยิ่งขึ้น

รศ. บุญรักษา กล่าวอีกว่าผลงานวิจัยชิ้นนี้นับเป็นบทความเด่นที่สมาคมดาราศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกานำมาเผยแพร่ตีพิมพ์อย่างแพร่หลายซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดาราศาสตร์ที่มีคุณภาพระดับโลกสามารถรองรับงานวิจัยดาราศาสตร์ขั้นสูงได้เช่นเดียวกับหอดูดาวแนวหน้าในต่างประเทศจนได้รับการรับรองจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) ให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมดาราศาสตร์นานาชาติภายใต้ยูเนสโกแห่งแรกของโลกเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.narit.or.th

หมายเหตุภาพประกอบ เป็นภาพจำลองเศษดาวเคราะห์รอบดาวแคระขาว(ภาพจาก : http://cdn4.sci-news.com/)

จำนวนคนอ่าน 9,821 คน

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 328