กห.ผุดร่างยุทธศาสตร์ไซเบอร์ป้องกันประเทศ

"บิ๊กป้อม"สั่งเหล่าทัพไม่ประมาทภัยก่อการร้าย ยันไม่มีข่าวไอเอสป่วนไทย วอนระวังให้ข่าว ไฟเขียวร่างยุทธศาสตร์ไซเบอร์ป้องกันประเทศ

เมื่อวันที่ 29 ก.พ. ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหมที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่า ในเรื่องการก่อการร้าย โดยเฉพาะกลุ่มไอเอสนั้นงานด้านการข่าวของฝ่ายความมั่นคงยังไม่มีสิ่งบ่งชี้ แต่พล.อ.ประวิตร ได้ขอให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ ระมัดระวังไม่ให้เกิดเรื่องนี้ โดยเฉพาะความเชื่อมโยงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขอให้ไม่ประมาท พร้อมทั้งขอให้สร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกันกับประชาชน อย่างไรก็ตามข่าวเรื่องการก่อการร้ายเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ดังนั้นการให้ข่าวขอให้ระมัดระวัง เพราะมีผลกระทบต่อความมั่นคง ขอให้รับข้อมูลข่าวสารจากส่วนราชการโดยตรง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่อาจเกิดผลกระทบต่อความมั่นคง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ

พล.ต.คงชีพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ให้ความเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ไซเบอร์เพื่อการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2558 โดยกระทรวงกลาโหม มีความจำเป็นที่จะต้องมียุทธศาสตร์ไซเบอร์ เนื่องจากภัยคุกคามไซเบอร์ปัจจุบันมีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และถูกใช้เป็นเครื่องมือทางทหารของหลายประเทศ เพื่อชิงความได้เปรียบและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความไม่สงบ จึงจำเป็นที่กระทรวงกลาโหมต้องดำเนินการระดับกระทรวงอย่างเป็นระบบ มีเอกภาพและประสิทธิภาพ ทางกระทรวงกลาโหมจึงได้จัดทำร่างดังกล่าวขึ้นเพื่อป้องกันประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพด้านไซเบอร์เป็นเครื่องมือด้านการปฏิบัติการทางทหารเพิ่มมิติการปฏิบัติภารกิจของกระทรวงกลาโหม

“ร่างดังกล่าวเพื่อป้องกันประเทศ ให้เรามีเสรีจากการใช้ประโยชน์ของไซเบอร์ และจำกัดเสรีของฝ่ายที่แทรกแซง รวมทั้งสนับสนุนการใช้ไซเบอร์ระดับชาติ มียุทธศาสตร์ 3 ประเด็นคือ 1.ด้านการป้องกัน โดยกำหนดให้มีหน่วยงานกลางทำหน้าที่ประสานงานเชื่อมต่อระหว่างการปฏิบัติงานร่วมกันในระดับนโยบายความมั่นคงที่ดูแลความปลอดภัยระดับชาติ ไปสู่กระทรวงกลาโหม  รวมถึงพัฒนาความร่วมมือกับมิตรประเทศ 2.ด้านการป้องปราม คือการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามจากไซเบอร์ที่พร้อมจะดำเนินการเชิงรุกต่อฝ่ายที่เข้าแทรกแซง และ 3.ด้านการผนึกกำลังที่เป็นการเพิ่มมาตรการและขีดความสามารถในการผนึกกำลังไซเบอร์ให้ปฏิบัติการได้ในระดับชาติ รวมถึงเตรียมรับหน้าที่ของหน่วยงานเมื่อประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติ หลังจากทำแผนแม่บทไซเบอร์แล้วยังจะทำแผนปฏิบัติการในระดับหน่วยต่อไป” พล.ต.คงชีพ กล่าว.