"ยิ่งลักษณ์"ย้ำในเวที WEF ไทยจุดเชื่อมอาเซียน
วันนี้(28ม.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานจากเมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าร่วมประชุมประจำปี World Economic Forum (WEF) ครั้งที่ 42 ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ว่า ในเวทีการหารือระหว่างอาหารกลางวันที่มีผู้นำประเทศและผู้นำของบริษัทชั้นนำของโลกนั้น เราได้แสดงความเห็นว่าทุกประเทศต้องหันกลับมาพัฒนาเศรษฐกิจภายในให้เข้มแข็ง เช่นเดียวกับไทย ที่มุ่งเสริมความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจ โดยมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและร่วมเสริมความเข้มแข็งของอาเซียน ที่จะเป็นโอกาสให้ต่างประเทศหันมาลงทุนในภูมิภาคนี้ นอกจากนั้นยังมีการจัดงาน Thailand Night นำเสนอความสวยงามและเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจไทยได้เห็นความเหมาะสมในการเข้ามาลงทุน รวมถึงการสร้างความมั่นใจในมาตรการป้องกันหลังไทยผ่านวิกฤตอุทกภัย และย้ำถึงภูมิศาสตร์ของไทยที่ได้เปรียบในการเป็นจุดเชื่อมต่อของอาเซียน
ต่อมาเวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 6 ชม.) ที่ Congress Hall, Congress Centre เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเปิดการหารือและเข้าร่วมเป็นผู้อภิปรายในการอภิปรายเต็มคณะ ในหัวข้อ "Women as the Way Forward" โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งว่า ตนเองรู้สึกโชคดีที่ได้เกิดและเติบโตขึ้นในสังคมไทย ซึ่งมีความเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย ทำให้มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี ได้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทเอกชนชั้นนำ และสุดท้ายได้รับเลือกจากประชาชนทั่วประเทศให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย แต่ผู้หญิงยังคงต้องเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศ เมื่อเทียบกับผู้ชายแล้ว ผู้หญิงโดยเฉลี่ยยังคงได้รับการศึกษาต่ำกว่า เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากกว่า มีรายได้น้อยกว่า ถูกกีดกันไม่ให้ถือครองที่ดินหรือทรัพย์สิน และยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงยังตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศและการทารุณกรรมอีกด้วย ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงมีความสามารถในการออมและความน่าเชื่อถือในเรื่องการชำระหนี้ อีกด้วย
"รัฐบาลจึงได้จัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในไทย โดยมุ่งหวังว่าจะสนับสนุนและส่งเสริมให้สตรีไทยเป็นพลังสำคัญและการสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศ กองทุนนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาของสตรี รวมทั้งปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำต่อสตรีเท่านั้น หากแต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างการพัฒนาศักยภาพของสตรีไทย และรวมถึงการสร้างความเข้มแข็งและการพัฒนาเครือข่าย ให้สตรีไทยได้มีบทบาทอย่างมากในการร่วมแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศต่อไป"
ตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม World Economic Forum on East Asia ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 30 พ.ค.- 1 มิ.ย. 2555 ภายใต้หัวข้อ "Shaping the Region's Future through Connectivity" โดยจะหารือถึงแนวทางการสร้างความเจริญเติบโตให้กับเศรษฐกิจโลกผ่านมิติด้านการพัฒนา ซึ่งการเพิ่มบทบาทของสตรีน่าจะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ
ต่อมา เวลา 19.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่โรงแรม Central Sporthotel เมือง ดาวอส สมาพันธรัฐสวิส นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในงาน Thailand Night ที่รัฐบาลไทยจัดขึ้น เพื่อเชิญชวนให้ผู้นำและผู้นำบริษัทชั้นนำของโลกที่เข้าร่วมการประชุม WEF ครั้งนี้ เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum on East Asia ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 30 พ.ค. - 1 มิ.ย. 2555 โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดงานว่า รัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณ 11 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างและพัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำขึ้นใหม่ เขื่อนและพนังกั้นน้ำต่างๆ จะสร้างขึ้นเพื่อป้องกันสาธารณูปโภคและเขตเศรษฐกิจสำคัญ พื้นที่ลุ่มน้ำและทางน้ำไหล จะสร้างขึ้นเพื่อบริหารจัดการการไหลของน้ำให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงระบบการเตือนภัย แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการเตรียมพร้อมของชุมชนจะได้รับการพัฒนา และที่สำคัญที่สุด หน่วยสั่งการเดียว หรือ Single Command Authority เพื่อบริหารจัดการน้ำจะเกิดขึ้นเพื่อดำเนินการพร้อมตลอดเวลา
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า แม้ว่าไทยจะประสบภาวะวิกฤติธรรมชาติ ความไม่สงบทางการเมือง และการถดถอยของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา แต่ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ไทยสามารถผ่านพ้นและบริหารจัดการจนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากวิกฤติต่างๆ ในปีนี้ รัฐบาลคาดว่าการเติบโตจะเข้มแข็งที่ร้อยละ 5 เงินทุนสำรองแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศยังคงสูงที่ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท สถานะทางการเงินการคลังยังคงเข้มแข็งด้วยหนี้สาธารณะต่อ GDP ประมาณ ร้อยละ 40 ซึ่งทำให้รัฐบาลจะสมารถวางแผนการเงินสำหรับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลได้อย่างไม่มีอุปสรรค ส่วนปัญหาไม่มั่นคงทางการเมืองของไทยนั้นนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า ไทยได้ผ่านการเลือกตั้งที่สำคัญเมื่อปีที่แล้ว และทุกภาคส่วนต่างยอมรับผลการเลือกตั้ง ทำให้ไทยมีจุดเริ่มต้นที่สดใส และโอกาสที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง รัฐบาลจะดำเนินการสร้างความปรองดอง และยึดนิติรัฐและความเป็นเอกภาพของสังคม.
ผู้สนับสนุน




แสดงความคิดเห็น
แบ่งปัน