เห็นมาอย่างไรเขียนไปอย่างนั้น

13 มกราคม

13 มกราคมนี้ เป็นวันที่ คนทั่วโลก เฝ้ามองประเทศไทยอยู่ แม้จะมองว่า ยากแก่การคาดเดา ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร

 13 มกราคมนี้ เป็นวันที่ คนทั่วโลก เฝ้ามองประเทศไทยอยู่

แม้จะมองว่า ยากแก่การคาดเดา ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร แต่ พอรู้ราง ๆ ได้ว่าอะไรน่าจะเกิดขึ้นบ้าง

คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ “กปปส.” นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประกาศกร้าวว่า จะปิดกรุงเทพฯ

ปิดกรุงเทพฯ หมายถึงว่า ประชาชนออกมาปิดถนนในกรุงเทพฯ โดยนำรถยนต์ของตัวเองออกมาขวางถนนทุกแยก มีการตัดน้ำตัดไฟสถานที่ราชการทุกแห่ง รวมถึงบ้านของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี

ปิดกรุงเทพฯ ครั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงอารยะขัดขืน เพื่อให้รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” เป็นรัฐบาลเหลวบริหารราชการต่อไปไม่ได้

ทุกเวที ตามแยกต่าง ๆ จะมีเหล่านิสิต นักศึกษา อาจารย์ ศิลปิน จัดรายการ มีการร้องเพลง และจัดรายการบนเวทีตลอด 24 ชั่วโมง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มี การปราศรัยโจมตี “ยิ่งลักษณ์” และรัฐบาลของ “ยิ่งลักษณ์” รวมถึง “ทักษิณ ชินวัตร” อย่างดุเดือดเผ็ดร้อน

การชุมนุมจึงเป็น มหกรรมใหญ่ ซึ่งเป็นมานานแล้ว

“ม็อบ กปปส.” ได้กลายเป็น “ม็อบได้ใจ” ตำรวจและกฎหมายทำอะไรม็อบนี้ไม่ได้ ทุกคนมาร่วมด้วยวัตถุประสงค์ที่มาก กว่าขับไล่ “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์”

นานวันเข้า กลายเป็น “การเสพติด” ถึงเวลาก็ไปชุมนุมกันขาดเสียไม่ได้

เมื่อ “กฎหมาย” ไม่เป็น “กฎหมาย” และ “สังคม” ไม่เป็น “สังคม” ตลอดจน “ถนน” ไม่เป็น “ถนน” กรุงเทพฯ ได้กลายเป็นกรุงเทพฯ ล้มเหลว แทนที่รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” จะล้มเหลว

คนกรุงเทพฯ ที่มี แนวคิดที่เป็น

กลาง ไม่เข้าข้างใดจึงเป็น ผู้รับกรรม เป็นอย่างนี้มานานพอสมควร จนหลายคนบอกว่า หมดความอดทน แล้ว

ใครที่มีความสุขกับม็อบก็มีความสุขต่อไป ใครที่กลัดกลุ้มกับม็อบย่อมอยู่ในเมืองหลวงของประเทศไทยแบบหาความสุขไม่ได้เลย

แม้ ผลการสำรวจ ของ สวนดุสิตโพล เมื่อปลายปีที่แล้ว ประชาชนทั้งประเทศ กว่าครึ่ง นั่นคือ 53.90% จะบอกว่า ควรยุติการชุมนุม ได้แล้ว แต่ไม่มีใครฟังประชาชนคนไทยส่วนใหญ่แม้แต่น้อย ต่างคนต่างทำตามอำเภอใจของตัวเอง เสมือนว่าประเทศไทยเป็นของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น

และแล้วก็มาถึง จุดแตกหัก ของประเทศไทย นั่นคือ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ “นปช.” หรือกลุ่มเสื้อแดงในอดีต ได้ประกาศกร้าวเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า เมื่อ “กปปส.” จะปิดกรุงเทพฯ “นปช.” จะออกมาสู้และเปิดกรุงเทพฯ ให้ ฝ่ายหนึ่ง “ปิด” อีกฝ่ายหนึ่ง “เปิด” อะไรจะเกิดขึ้น คงสนุกพิลึก

แต่ตั้งแต่เดิมมา เราคาดหวังว่าอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปด้วย ความเรียบร้อย จะมีม็อบก็ขอให้เป็นม็อบที่ สงบ และ สันติ

เมื่อไม่มีใครทำให้ยุติได้ด้วยความสันติ คนไทยส่วนใหญ่ จึงเหลืออด เพราะเข้าใจดีว่าถ้าม็อบเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ประเทศไทยต้องสูญเสียทั้งด้าน เศรษฐกิจ และ สังคม อย่างประเมินค่าไม่ได้

ณ เวลานี้ คนไทยเริ่มทำใจได้และกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า อะไรจะเกิดก็เกิดเถอะ ขออย่างเดียวคือ ยุติการเมืองตามท้องถนน กันเสียที.

อนุภพ

ความคิดเห็น