สถานการณ์ความคิดเห็น

‘เนลสัน แมนเดลา’ รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

ข่าวการอสัญกรรมของอดีตประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา แห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ด้วยอายุ 95 ปี สร้างความโศกเศร้า

 ข่าวการอสัญกรรมของอดีตประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา แห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ด้วยอายุ 95 ปี สร้างความโศกเศร้าให้กับผู้คนชาวแอฟริกาใต้เป็นอย่างมาก รวมถึงสร้างความอาลัยให้กับผู้คนทั่วโลก สำหรับชาวแอฟริกาใต้ เนลสัน แมนเดลา คือรัฐบุรุษอาวุโสตลอดกาล

เนลสัน แมนเดลา เป็นอดีตประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ในช่วงปี พ.ศ. 2537–2542 เนลสัน แมนเดลา เป็นนักเคลื่อนไหวที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งของโลกที่ต่อต้านการเหยียดสีผิว เป็นผู้สร้างความสมานฉันท์ และความปรองดองอย่างแท้จริงให้กับผู้คนทุกสีผิวในสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ทำให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี พ.ศ. 2536

เนลสัน แมนเดลา สำเร็จวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยวิทส์วอเทอแรนด์ ซึ่งเป็นที่ที่ทำให้เข้าใจและเรียนรู้การเหยียดสีผิวมากขึ้น เพราะมีคนหลายเชื้อชาติ หลากหลายภาษา และวัฒนธรรม อันเป็นเหตุสำคัญให้เนลสัน แมนเดลา กลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อสู้เพื่อชาวสีผิว จนทำให้ต้องถูกจำคุกเป็นเวลาถึง 27 ปี ในข้อหาวินาศกรรม และพยายามโค่นล้มรัฐบาลด้วยวิธีการรุนแรง ในระหว่างต้องโทษ เนลสัน แมนเดลา ได้เขียนหนังสือชื่อ “Long Walk to Freedom” หรือ “เส้นทางชีวิตอันยาวไกลเพื่อกอบกู้อิสรภาพ” ซึ่งเนลสัน แมนเดลา ได้ลักลอบส่งต้นฉบับ และได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือในทวีปยุโรปขณะที่ยังรับโทษ หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในบรรดาหนังสือที่ผู้ที่ทำงานในองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และองค์การเพื่อสิทธิมนุษยชนระดับสากล ให้ความสำคัญและอ่านเพื่อศึกษาค้นคว้า

แม้คนผิวขาวจะเป็นเพียงประชากรส่วนน้อยของประเทศ แต่ก็เป็นฝ่ายควบคุมและบริหารประเทศ กุมอำนาจทางการเมืองตั้งแต่ยุคอาณานิคม ซึ่งการเหยียดสีผิวในสาธารณรัฐแอฟริกาใต้จะมีชื่อเรียกเฉพาะว่า “อาพาร์ไทด์” หรือ “Apartheid” คนผิวขาวจะมองคนผิวสีว่าต่ำต้อย

เนลสัน แมนเดลา ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระเมื่อมีอายุ 71 ปี เรียกได้ว่า “ไม้ใกล้ฝั่ง” แต่อุดมการณ์ในใจที่ต้องการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันในทุกสีผิวไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เนลสัน แมนเดลา ต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนผิวสี ให้มีสิทธิเสมอภาคกับคนผิวขาว ที่สำคัญให้มีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากคนผิวสี ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศจนได้รับชัยชนะการเลือกตั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของแอฟริกาใต้

เมื่อได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี สิ่งแรกที่เนลสัน แมนเดลา ทำคือ ให้อภัย และเริ่มต้นใหม่ ในขณะนั้นคนผิวขาวที่เคยทำงานในรัฐบาล ต่างพากันหวาดกลัวว่า เนลสัน แมนเดลา คงจะเอาคืนด้วยการแก้แค้น เพราะในสายตาของคนผิวสี คนผิวขาวคือศัตรูสำคัญที่คอยกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ แต่ในทางตรงกันข้าม เนลสัน แมนเดลา กลับขอให้คนผิวขาวทุกคนทำงานต่อไป เพื่ออนาคตของประเทศ และยังได้เลือกอดีตประธานาธิบดีเฟรเดอริค วิลเลม เดอ เคลิร์ก ที่เป็นคนผิวขาวมาเป็นรองประธานาธิบดี และเลือกคนผิวขาวมาเป็นส่วนหนึ่งขององครักษ์หรือบอดี้การ์ด อันเป็นการประกาศให้คนทั่วประเทศ และทั่วโลกได้ทราบว่า ทุกสีผิวสามารถอยู่ได้ด้วยกัน 

ในเรื่องความเกลียดชังที่คนผิวสีมีต่อคนผิวขาวที่เห็นได้ชัดคือ “กีฬารักบี้” ซึ่งจุดนี้เองเป็นจุดที่เนลสัน แมนเดลา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ในสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ กีฬาถือเป็นเครื่องแบ่งแยกสีผิว คือคนขาวเล่นรักบี้ ส่วนคนผิวสีเล่นฟุตบอล ทีมรักบี้ประจำชาติของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้มีชื่อว่า “สปริงบอร์ก” ซึ่งหมายถึงกวาง

ชนิดหนึ่งที่มีในทวีปแอฟริกา โดยมีผู้เล่นที่เป็นคนผิวสีเพียงคนเดียว นอกนั้นเป็นคนผิวขาวทั้งหมด ทำให้เมื่อมีการแข่งขันครั้งใด คนผิวสีจะเชียร์ฝ่ายตรงข้าม จะไม่เชียร์ทีมชาติตนเอง เมื่อ เนลสัน แมนเดลา ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี หลายฝ่ายจึงเสนอให้เปลี่ยนแปลงทีมสปริงบอร์ก และสัญลักษณ์ทั้งหมด แต่เนลสัน แมนเดลา คัดค้านพร้อมกับให้ข้อคิดว่า ไม่ควรจะทำลายทีมและสัญลักษณ์ของทีม การทำลายมีแต่จะทำให้เกิดความแตกแยก และในทางตรงกันข้าม เนลสัน แมนเดลา ให้การสนับสนุนทีมสปริงบอร์ก และกีฬารักบี้อย่างเต็มที่ โดยให้คนผิวขาวไปสอนกีฬารักบี้ให้กับเด็ก ๆ ผิวสีในหมู่บ้านตามเมืองต่าง ๆ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของหลายฝ่าย และความกังขาของคนผิวสีว่า สิ่งที่เนลสัน แมนเดลา ทำนั้นถูกต้องหรือไม่? เพราะที่ผ่านมาคนผิวขาวกดขี่และข่มเหงคนผิวสี แต่แท้ที่จริงแล้ว เนลสัน แมนเดลา กลับใช้กีฬารักบี้เป็นกุศโลบาย ในการหลอมรวมชาติให้เป็นหนึ่งเดียว

เมื่อมีการแข่งขันรักบี้ เวิลด์ คัพ หรือรักบี้โลกในปี พ.ศ. 2538 ที่สาธารณรัฐแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ทีมสปริงบอร์กได้รับสิทธิให้เข้าแข่งรอบสุดท้าย เพราะสาธารณรัฐแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ทั้งที่เป็นแค่ทีมอันดับท้ายสุด แต่กลับสามารถโค่นทีมชั้นนำระดับโลกอย่างทีมออสเตรเลีย และชนะทีมนิวซีแลนด์ในคู่ชิงแชมป์โลก ส่งผลให้ทีมสปริงบอร์กได้เป็นแชมป์โลกรักบี้ในปีนั้น ท่ามกลางเสียงเชียร์ที่เป็นหนึ่งเดียวของแอฟริกาใต้ที่เชียร์ทีมตนเอง ทำให้นักรักบี้ทีมชาติสาธารณรัฐแอฟริกาใต้เกิดความมุมานะฮึกเหิมจนประสบความสำเร็จ ซึ่งต่างจากอดีตที่เชียร์ทีมตรงข้าม 

ย้อนกลับดูที่ประเทศไทย ความสำเร็จของทีมสปริงบอร์กคงจะยิ่งใหญ่พอ ๆ กับกรณีที่ทีมฟุตบอลชาติไทยสามารถชนะทีมชาติบราซิล ทีมชาติเยอรมนี หรือทีมชาติสเปน ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ กีฬาฟุตบอลไทยยังมีปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กรมาตลอด อาจเป็นเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัว หากผู้เกี่ยวข้องมองข้ามผลประโยชน์ และหันมาร่วมมือกันทำเพื่อประเทศไทย การนำพาทีมฟุตบอลไทยให้เข้ารอบการแข่งขันฟุตบอลโลกได้จะถือว่าเป็นการนำชัยชนะให้กับคนไทยทั้งประเทศ 

เช่นเดียวกับการเมืองไทย ทุกฝ่ายควรแสดงความจริงใจให้อภัยต่อกัน หันมาสร้างความปรองดอง เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายต่าง ๆ อย่างสมานฉันท์ สังคมไทยคงไม่มีความเห็นแตกแยกกันเหมือนทุกวันนี้.

รุจิระ บุนนาค

rujira_bunnag@yahoo.com

Twitter : @RujiraBunnag

ความคิดเห็น

ดูเนื้อหาในคอลัมน์ทั้งหมด