สาธารณสุข

‘บัญญัติสุข 10 ประการ’ ตอนที่ 2 - ชีวิตและสุขภาพ

บัญญัติสุข 10 ประการนี้ พัฒนาขึ้นจากผลการวิจัยเรื่องความสุขคนไทย งานวิจัยความสุขจากต่างประเทศ และข้อคิดของปราชญ์ชาวบ้าน ดังนี้

บัญญัติสุข 10 ประการนี้ พัฒนาขึ้นจากผลการวิจัยเรื่องความสุขคนไทย งานวิจัยความสุขจากต่างประเทศ และข้อคิดของปราชญ์ชาวบ้าน ดังนี้

1. ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

2. ค้นหาจุดแข็ง ความถนัดและศักยภาพ พัฒนาจนเป็นความสำเร็จ

3. ฝึกหายใจคลายเครียด และทักษะผ่อนคลายอื่น ๆ (เช่น โยคะ ไท้เก๊ก)

4. คิดทบทวนสิ่งดี ๆ ในชีวิต และฝึกมองโลกในแง่ดี

5.บริหารเวลาให้สมดุลระหว่างการงาน สุขภาพ และครอบครัวซึ่งได้นำเสนอรายละเอียดไว้ในตอนที่ 1 แล้ว

6. คิดและจัดการปัญหาเชิงรุก

อย่าปล่อยให้สถานการณ์ชีวิตหรือปัญหาต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา กำหนดความเป็นไปของชีวิตคุณ ควรจัดเวลาทำความเข้าใจปัญหาคิดหาทางเลือกในการก้าวเดิน

โดยการตั้งคำถามกับตัวเองว่า ปัญหาที่ประสบอยู่นั้น “มันเป็นปัญหาอย่างไร” เราห่วงอะไร กังวลใจในแง่ใด ในปัญหานั้น

แต่ละเรื่องที่เราห่วงหรือกังวลใจ ทบทวนดูว่า “เราทำอะไรได้บ้าง” 

จากนั้น ให้ลงมือทำ อย่ามัวแต่คิดกังวลใจ

“คุณจะรู้สึกเป็นเจ้าของชีวิตตนเองมากขึ้น พอใจในชีวิตมากขึ้น”เติมสุขด้วยการเพิ่มคุณภาพจิตใจ

7. มองหาโอกาสในการมอบสิ่งดี ๆ ให้กับผู้อื่น

ความสุขในทางโลก อาจแบ่งออกได้เป็นสามระดับ

หนึ่ง ความสุขและความเพลิดเพลินทางร่างกาย เช่น รับประทานอาหารอร่อย

สอง ความสุขจากชีวิตที่ลงตัว มีงานที่ท้าทาย มีความรัก และงานอดิเรก

สาม ความสุขจากชีวิตที่มีความหมาย ได้ใช้ศักยภาพของตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม

กิจกรรมสนุกสนานประเภทต่าง ๆ ไม่สามารถสร้างความสุขใจได้ลึกซึ้งเท่ากับการที่เราได้มอบสิ่งดี ๆ ให้กับผู้อื่น

เมื่อเราช่วยเหลือผู้อื่นให้เป็นสุข ตัวเราเองก็มีความสุขมากขึ้นไปด้วย

8. ศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนทางศาสนา

1)ผู้ศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนทางศาสนา ได้รับประโยชน์จากศาสนาอย่างน้อย 4 ด้าน

2)มีสังคม เพื่อนฝูง ที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมร่วมกัน

3)มีจุดหมายในการทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น และในเวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ ก็มีแนวทางที่ชัดเจนจากหลักคำสอนทางศาสนา

4)หลีกเลี่ยงจากพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ดื่มสุรา ใช้ยาเสพติด

5)เข้าใจชีวิตมากขึ้น มีความสุขได้ง่ายขึ้นเติมสุขด้วยการเพิ่มการสนับสนุนของครอบครัว

9. ให้เวลาและทำกิจกรรมความสุขร่วมกับสมาชิกในครอบครัวเป็นประจำ

อย่าคาดหวังว่าคู่ของตนต้องสมบูรณ์แบบ ควรยอมรับข้อจำกัดของกันและกัน

ฝึกรับฟังอย่างใส่ใจ ชื่นชมกันด้วยความจริงใจ

ลดเวลาการดูทีวีลง จัดเวลาทำกิจกรรมความสุขร่วมกัน

ช่วยกันทำงานบ้าน

อย่าให้ความสำคัญกับเรื่องเงินทองและวัตถุมากเกิน 

ให้ความสำคัญกับการเพิ่มทักษะทางอารมณ์และสังคม เติมความเข้มแข็งทางใจ และฝึกนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับลูก

หากมีเหตุการณ์ลบ ให้มองแง่ดีไว้ก่อนเสมอ

10. ชื่นชมคนรอบข้างอย่างจริงใจ

คนเราทุกคนต้องการความรัก การยอมรับ และความชื่นชม คำชื่นชมจึงเป็นสิ่งเติมกำลังใจและความสุขให้แก่กัน

เราฝึกชื่นชมคนรอบข้างได้ ด้วยวิธีต่อไปนี้

1)ปล่อยวางความคาดหวังลง เปิดใจรับและมองหาข้อดีที่น่าชื่นชมของคนรอบข้าง

2)กล่าวคำชื่นชมด้วยความจริงใจทุกครั้งที่มีโอกาส

3)ควรฝึกชื่นชมตนเองด้วยการมองเห็นข้อดีของผู้อื่นเป็นการฝึกจิตใจของเราเอง และยังช่วยเติมความสุขให้กับชีวิต

อ่านทบทวนดูแล้ว ผมคิดเองว่า ไม่มีโอกาสคิดถึงความโกรธ ความเกลียด ความเคียดแค้น ความทะยานอยากด้านรัก โลภ โกรธ หลงเลย จึงควรเป็นบัญญัติสุขอย่างยิ่ง สมควรเผยแพร่

ข้อมูลจาก นายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนกุล นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ความคิดเห็น

ดูเนื้อหาในคอลัมน์ทั้งหมด