ยึดทรัพย์ปลัดสุพจน์ ร่ำรวยผิดปกติ46ล้าน ไร้'หลักฐาน'ที่มาที่ไป

ศาลแพ่งสั่งยึดทรัพย์ 46 ล้าน อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมคนดัง "สุพจน์ ทรัพย์ล้อม" กับเครือญาติพร้อมบริวารร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน ชี้ไม่มีหลักฐานยืนยันที่มาที่ไปของทรัพย์ได้

 ศาลแพ่งสั่งยึดทรัพย์ 46 ล้าน อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมคนดัง "สุพจน์ ทรัพย์ล้อม" กับเครือญาติพร้อมบริวารร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน ชี้ไม่มีหลักฐานยืนยันที่มาที่ไปของทรัพย์ได้ แถมข้อต่อสู้เลื่อนลอยไร้น้ำหนัก ระบุลำพังเงินเดือนราชการ ทั้งยังมีภาระต้องรับผิดชอบมากมายเงินน่าจะลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าเคลือบแคลง ส่อให้เห็นว่าเงินที่ได้มามากพอจะไปแสวงหาเป็นทรัพย์อื่นสั่งส่งมอบทรัพย์ให้คลังหรือชดใช้คืนจนครบ

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ว่า เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ศาลได้อ่านคำสั่งยึดทรัพย์ในคดีที่อัยการสูงสุด ได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 9 ก.พ.2555 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมกับพวกซึ่งเป็นเครือญาติกันประกอบด้วยนางนฤมล หรือเพ็ญพิมล ทรัพย์ล้อม, น.ส.สุทธิวรรณ ทรัพย์ล้อม, นายชาลี ชัยมงคล, นายอเนก จงเสถียร, นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่, น.ส.สุทธาวรรณ ทรัพย์ล้อม หรือปราบใหญ่ อาทิเงินสด เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ 9 บัญชี เงินฝากในสหกรณ์ออมทรัพย์กรมทางหลวง

โฉนดที่ดินย่านต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด บ้านพัก รถยนต์ ห้องชุดรวมมูลค่าทั้งสิ้น 64,998,587 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 และมาตรา 80 (2) หลังจากเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2555 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ว่านายสุพจน์ ร่ำรวยผิดปกติจำนวน 64,998,587.52 บาท โดยไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินต่าง ๆ ได้ และให้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 80 แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม 2554

โดยนายสุพจน์ อ้างว่า การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลให้ทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านมีมาอยู่เดิมและได้มากว่า 10 ปีตกเป็นของแผ่นดินนั้น เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจทำให้ผู้คัดค้านได้รับความเสียหาย และได้ยื่นบัญชีแสดงต่อคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.ไปแล้ว โดย ป.ป.ช.ไม่แสดงความเห็นคัดค้านแต่อย่างใด

ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าโดยเฉพาะกรณีเงินสดของกลางจำนวน 18,121,000 บาท  และทองคำรูปพรรณหนัก 10 บาท ในคดีอาญา 2458/2554 ของ สน.วังทองหลาง ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าเงินของกลางบาง ส่วนจำนวน 568,000 บาท เป็นเงินรับไหว้ โดยผู้ร้องขอให้เงินของกลางจำนวนที่เหลือ 17,553,000 บาท พร้อมทองรูปพรรณหนัก 10 บาท มูลค่า 260,000 บาท ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่นั้น จากเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 12 พ.ย.2554 มีคนร้าย 8 คน บุกเข้าปล้นบ้านนายสุพจน์ เลขที่ 77 ซอยลาดพร้าว 64 แยก 2 เขตวังทองหลาง

แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้และเข้าเบิกความยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า ทรัพย์ทั้งหมดได้มาจากการปล้นทรัพย์ซึ่งมีความสมเหตุสมผล และน่าเชื่อถือ เพราะปกติแล้วจะไม่มีคนร้ายคนใดไปขวนขวายแสวงทรัพย์สินอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง และยังต้องคืนให้แก่ผู้เสียหายด้วย กรณีนี้จึงยังไม่มีเหตุผลและความจำเป็นที่เจ้าพนักงานตำรวจและคนร้ายจะร่วมมือกันบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์ของกลาง

ทั้งข้อต่อสู้ของนายสุพจน์ที่ว่าทรัพย์ของกลางในคดีคือทองรูปพรรณหนัก 10 บาท พร้อมเงินสดหลังหักเงินรับไหว้ที่ผู้ร้องมิได้ให้ตกเป็นของแผ่นดิน 568,000 บาท กับเงินที่เป็นของผู้คัดค้านที่ 6,7 จำนวน 4,500,000 บาท แล้วคงเหลือ 13,053,000 บาท ไม่ใช่เป็นของนายสุพจน์ นั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ซึ่งขัดต่อเหตุผล เพราะหากมิใช่ทรัพย์สินที่ได้จากการปล้นทรัพย์บ้านนายสุพจน์ก็ไม่น่าที่เจ้าพนักงานจะสามารถรวบรวมทรัพย์สินจำนวนมากดังกล่าวได้มาจากคนร้ายและนำมารวบรวมเก็บไว้เป็นทรัพย์ของกลาง จึงเชื่อว่าของกลางทั้งหมดเป็นทรัพย์สินที่ได้จากการปล้นดังกล่าว

นอกจากนี้จากการรับฟังการไต่สวนพยานฝ่ายนายสุพจน์ผู้คัดค้านกับพวกแล้ว ล้วนแต่เป็นพยานผู้ใกล้ชิดที่มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเบิกความลอย ๆ ปราศจากหลักฐาน ขัดต่อเหตุผลหลายประการ รวมทั้งการโต้แย้งและคัดค้านของนายสุพจน์ไม่อาจจะนำมารับฟังได้ เช่น การอ้างว่าเข้ารับราชการตั้งแต่ เมื่อ พ.ศ. 2520 จนกระทั่งถึงวันยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2545 มาคิดคำนวณแล้วจะเป็นเงินประมาณ 5,000,000 บาทเศษ ยังน่าเคลือบแคลงสงสัยมากขึ้นไปกว่าเดิมว่าเพราะเหตุใดนายสุพจน์ จึงมีทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐรวมกันจนถึงวันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ลงมติว่า ร่ำรวยผิดปกติสูง โดยศาลนำมาวินิจฉัยจำนวน 46 ล้านบาทเศษ

ทั้งนี้นายสุพจน์จะต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์แสดงให้กระจ่างแจ้งถึงที่มาที่ไปในการได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาตลอดรวมถึงเงินเดือนที่รับราชการ ย่อมไม่อาจเป็นไปได้ที่จะเพียงพอมาหาซื้อทรัพย์สินจำนวนมากดังกล่าวดังนั้นข้ออ้างของนายสุพจน์ จึงถือเป็นการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยปราศจากหลักฐานที่ยืนยันชัดเจน ทั้งยังจะสื่อแสดงให้เห็นว่าเงินที่ได้มานี้มีจำนวนมากพอจะไปแสวงหาเป็นทรัพย์อื่นจนพอกพูนเพิ่มมากขึ้นและยังเป็นการขจัดข้อสงสัยของวิญญูชนทั่วไปว่า เหตุใด นายสุพจน์ ซึ่งมีอาชีพรับราชการและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวบุตร 2 คนที่ศึกษาจนจบชั้นปริญญาตรี ทั้งยังส่งไปศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งน่าจะมีผลต่อทรัพย์สินให้ลดน้อยลงแต่ข้อเท็จจริงกลับเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับอีกด้วย จึงถือไม่ได้ว่านายสุพจน์ได้นำสืบหักล้างให้รับฟังได้ว่าไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติตามภาระหน้าที่ที่ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติและนำสืบแสดงไว้

จึงพิพากษาว่าให้ทรัพย์สินรวม 19 ราย การ รวมมูลค่าทั้งสิ้นจำนวน 46,141,038.83 บาท ของนายสุพจน์ กับพวกพร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยให้นายสุพจน์ส่งมอบทรัพย์สินและเอกสารที่เกี่ยวข้องพร้อมดอกผลให้แก่แผ่นดินโดยผ่านกระทรวงการคลังตามจำนวนมูลค่าที่ยังขาดอยู่แก่แผ่นดินจนครบต่อไป.