“ ชวนทดสอบแก้วบรรจุยา ” ลดปัญหาบรรจุภัณฑ์ - ฉลาดคิด
ความปลอดภัยด้านบรรจุภัณฑ์ ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ยิ่งต้องมีมาตรฐานและความปลอดภัยสูงสุด เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนจากสิ่งที่ไม่ต้องการกับยาที่ถูกบรรจุ
เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการที่จะนำภาชนะบรรจุยาไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะและชนิดของยา และมีความปลอดภัยต่อชีวิตของประชาชนมากขึ้น ล่าสุด...ศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้ว ของกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้พัฒนางานทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยา จนสามารถเปิดให้บริการแก่ผู้ประกอบการผลิตยาและผู้สนใจทั่วไป
“ดร.สุทธิเวช ต. แสงจันทร์” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ บอกว่า หลังจากได้เปิดตัวศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้วแห่งแรกของประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2553 นักวิจัยได้มีการพัฒนางานวิเคราะห์ทดสอบและงานวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา สามารถเปิดให้บริการทดสอบ ความปลอดภัยของภาชนะแก้วบรรจุยา ให้แก่ผู้ประกอบการผลิตยาและผู้สนใจทั่วไปได้
โดยศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้ว มีความพร้อมทั้งทางด้านบุคลากรเฉพาะด้านและเครื่องมือทันสมัย เพื่อวิเคราะห์ทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยาให้ครอบคลุมตามความต้องการของผู้ใช้บริการ และสามารถจำแนกประเภทของภาชนะแก้วให้เหมาะสมกับยาแต่ละชนิด
“ประชาชนทั่วไปในฐานะผู้บริโภคควรมีความตระหนักต่อความปลอดภัยของภาชนะแก้วบรรจุยา โดยผู้บริโภคสามารถสังเกตเห็นสัญลักษณ์แสดงประเภทของภาชนะแก้ว ซึ่งขณะนี้มีเพียงแก้วประเภท I เท่านั้น ที่สามารถเห็นสัญลักษณ์แสดงบนขวดได้ เนื่องจากแก้วประเภท I ใช้สำหรับบรรจุยาฉีดสำหรับมนุษย์เท่านั้น ในอนาคตผู้บริโภคอาจสังเกตเห็นสัญลักษณ์เพิ่มเติมที่ครอบคลุมภาชนะแก้วทุกประเภทต่อไปด้วย”
ด้าน ดร.เทพีวรรณ จิตรวัชรโกมล หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้ว กล่าวถึง ความสำคัญของการเลือกใช้ภาชนะบรรจุยาเพื่อให้มีความเหมาะสมกับยาแต่ละชนิด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตผู้บริโภคว่า ภาชนะแก้วบรรจุยานั้นเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผิวมีความทนทานต่อสารเคมีสูง ผิวไม่เปลี่ยนแปลงสภาพง่าย มีความเสถียรสูง การนำมาใช้บรรจุยาต้องวิเคราะห์ทดสอบสมบัติทั้งทางกายภาพและสมบัติทางเคมี เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปลอดภัยจริง
ปัจจุบันผู้ใช้หรือผู้ผลิตยาจึงต้องรู้ประเภทของภาชนะแก้ว เพื่อใช้บรรจุยาอย่างถูกต้อง ซึ่งการวิเคราะห์ทดสอบทางกายภาพ จะเป็นการตรวจสอบมิติ ขนาด ความหนา น้ำหนัก ความจุหรือปริมาตร การส่องผ่านแสง สีของแก้ว ความทนทานต่อความดันภายใน ความแข็งแรง ทนทานต่อการขีดข่วน ส่วนด้านเคมีเป็นการทดสอบความทนทานต่อกรด ด่าง น้ำ และสารเคมี การวิเคราะห์ปริมาณของโลหะหนัก ที่เป็นโลหะหนักที่อาจถูกปล่อยจากผิวแก้วเมื่อสัมผัสกับสารละลาย หรือโลหะหนักในเนื้อแก้ว ซึ่งขั้นตอนการวิเคราะห์ดังกล่าว ก็เป็นขั้นตอนสำคัญที่ศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้วใช้ในขั้นตอนการทดสอบวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์แก้วที่ส่งเข้ามาทดสอบเช่นกัน
สำหรับการแบ่งประเภทของภาชนะแก้วบรรจุยา กำหนดตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) แบ่งเป็น 4 ประเภทคือ ประเภท I เป็นแก้วบอโรซิลิเกต มีความทนทานทางเคมีสูง ผิวมีความเป็นกลางมากที่สุด ใช้กับยาได้ทุกชนิด แต่เนื่องจากราคาแพง โดยทั่วไปจึงใช้ทำภาชนะแก้วบรรจุยาฉีด
ส่วนประเภท II เป็นแก้วโซดาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกาที่ผ่านกรรมวิธีดีอัลคาไลส์หรือการกำจัดด่างที่ผิวแก้วบางส่วน ใช้ทำภาชนะบรรจุยาฉีดที่มีความเป็นกรดหรือเป็นกลาง โดยเฉพาะใช้ทำขวดน้ำเกลือ
ประเภท III เป็นแก้วโซดาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกา ที่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาที่ใช้รับประทาน แต่ไม่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาฉีด ยกเว้นทดสอบแล้วมีความคงตัวเหมาะสม
และประเภท NP เป็นแก้วโซดาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกาที่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาที่ใช้รับประทานหรือยาที่ใช้ภายนอกเฉพาะที่ แต่ไม่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาฉีด
อย่างไรก็ดี ภาชนะแก้วบรรจุยา ประเภท I และ ประเภท II ปัจจุบันยังไม่มีการผลิตภายในประเทศ ต้องสั่งเป็นสินค้านำเข้าเท่านั้น แต่คาดว่าในอนาคตประเทศไทยสามารถพัฒนาแก้วประเภท II ได้ ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้อย่างมาก
ดร.เทพีวรรณ บอกอีกว่า ปัจจุบันศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้วได้ให้บริการทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยาให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ เช่น สภากาชาดไทย กรมปศุสัตว์
ซึ่งนอกจากทางศูนย์จะให้บริการในรายการที่ครอบคลุมแล้ว ผลทดสอบยังได้รับความเชื่อถือเนื่องจากเป็นห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลอีกด้วย!!!
ผู้สนับสนุน




แสดงความคิดเห็น
แบ่งปัน