“ ชวนทดสอบแก้วบรรจุยา ” ลดปัญหาบรรจุภัณฑ์ - ฉลาดคิด

วันพุธที่ 25 มกราคม 2555 เวลา 00:00 น.

ความปลอดภัยด้านบรรจุภัณฑ์ ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ยิ่งต้องมีมาตรฐานและความปลอดภัยสูงสุด เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนจากสิ่งที่ไม่ต้องการกับยาที่ถูกบรรจุ

เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการที่จะนำภาชนะบรรจุยาไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะและชนิดของยา  และมีความปลอดภัยต่อชีวิตของประชาชนมากขึ้น   ล่าสุด...ศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้ว  ของกรมวิทยาศาสตร์บริการ  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   ได้พัฒนางานทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยา จนสามารถเปิดให้บริการแก่ผู้ประกอบการผลิตยาและผู้สนใจทั่วไป 

“ดร.สุทธิเวช  ต. แสงจันทร์”  อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ   บอกว่า  หลังจากได้เปิดตัวศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้วแห่งแรกของประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อปี  2553  นักวิจัยได้มีการพัฒนางานวิเคราะห์ทดสอบและงานวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา สามารถเปิดให้บริการทดสอบ ความปลอดภัยของภาชนะแก้วบรรจุยา  ให้แก่ผู้ประกอบการผลิตยาและผู้สนใจทั่วไปได้ 

โดยศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้ว มีความพร้อมทั้งทางด้านบุคลากรเฉพาะด้านและเครื่องมือทันสมัย เพื่อวิเคราะห์ทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยาให้ครอบคลุมตามความต้องการของผู้ใช้บริการ   และสามารถจำแนกประเภทของภาชนะแก้วให้เหมาะสมกับยาแต่ละชนิด 
 
“ประชาชนทั่วไปในฐานะผู้บริโภคควรมีความตระหนักต่อความปลอดภัยของภาชนะแก้วบรรจุยา  โดยผู้บริโภคสามารถสังเกตเห็นสัญลักษณ์แสดงประเภทของภาชนะแก้ว  ซึ่งขณะนี้มีเพียงแก้วประเภท I เท่านั้น  ที่สามารถเห็นสัญลักษณ์แสดงบนขวดได้  เนื่องจากแก้วประเภท I ใช้สำหรับบรรจุยาฉีดสำหรับมนุษย์เท่านั้น ในอนาคตผู้บริโภคอาจสังเกตเห็นสัญลักษณ์เพิ่มเติมที่ครอบคลุมภาชนะแก้วทุกประเภทต่อไปด้วย” 

ด้าน ดร.เทพีวรรณ  จิตรวัชรโกมล   หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้ว   กล่าวถึง ความสำคัญของการเลือกใช้ภาชนะบรรจุยาเพื่อให้มีความเหมาะสมกับยาแต่ละชนิด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตผู้บริโภคว่า    ภาชนะแก้วบรรจุยานั้นเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผิวมีความทนทานต่อสารเคมีสูง ผิวไม่เปลี่ยนแปลงสภาพง่าย มีความเสถียรสูง  การนำมาใช้บรรจุยาต้องวิเคราะห์ทดสอบสมบัติทั้งทางกายภาพและสมบัติทางเคมี เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปลอดภัยจริง 

ปัจจุบันผู้ใช้หรือผู้ผลิตยาจึงต้องรู้ประเภทของภาชนะแก้ว  เพื่อใช้บรรจุยาอย่างถูกต้อง ซึ่งการวิเคราะห์ทดสอบทางกายภาพ จะเป็นการตรวจสอบมิติ ขนาด  ความหนา น้ำหนัก ความจุหรือปริมาตร  การส่องผ่านแสง สีของแก้ว  ความทนทานต่อความดันภายใน  ความแข็งแรง ทนทานต่อการขีดข่วน   ส่วนด้านเคมีเป็นการทดสอบความทนทานต่อกรด  ด่าง  น้ำ  และสารเคมี การวิเคราะห์ปริมาณของโลหะหนัก ที่เป็นโลหะหนักที่อาจถูกปล่อยจากผิวแก้วเมื่อสัมผัสกับสารละลาย  หรือโลหะหนักในเนื้อแก้ว  ซึ่งขั้นตอนการวิเคราะห์ดังกล่าว ก็เป็นขั้นตอนสำคัญที่ศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้วใช้ในขั้นตอนการทดสอบวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์แก้วที่ส่งเข้ามาทดสอบเช่นกัน

สำหรับการแบ่งประเภทของภาชนะแก้วบรรจุยา  กำหนดตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)  แบ่งเป็น 4 ประเภทคือ  ประเภท I เป็นแก้วบอโรซิลิเกต มีความทนทานทางเคมีสูง ผิวมีความเป็นกลางมากที่สุด ใช้กับยาได้ทุกชนิด แต่เนื่องจากราคาแพง โดยทั่วไปจึงใช้ทำภาชนะแก้วบรรจุยาฉีด  
    
ส่วนประเภท II  เป็นแก้วโซดาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกาที่ผ่านกรรมวิธีดีอัลคาไลส์หรือการกำจัดด่างที่ผิวแก้วบางส่วน  ใช้ทำภาชนะบรรจุยาฉีดที่มีความเป็นกรดหรือเป็นกลาง โดยเฉพาะใช้ทำขวดน้ำเกลือ   

ประเภท III เป็นแก้วโซดาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกา ที่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาที่ใช้รับประทาน แต่ไม่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาฉีด ยกเว้นทดสอบแล้วมีความคงตัวเหมาะสม
       
และประเภท NP เป็นแก้วโซดาไลม์หรือแก้วโซดาไลม์ซิลิกาที่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาที่ใช้รับประทานหรือยาที่ใช้ภายนอกเฉพาะที่ แต่ไม่ใช้ทำภาชนะบรรจุยาฉีด

อย่างไรก็ดี ภาชนะแก้วบรรจุยา ประเภท I และ ประเภท  II  ปัจจุบันยังไม่มีการผลิตภายในประเทศ ต้องสั่งเป็นสินค้านำเข้าเท่านั้น แต่คาดว่าในอนาคตประเทศไทยสามารถพัฒนาแก้วประเภท  II  ได้ ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้อย่างมาก

ดร.เทพีวรรณ บอกอีกว่า ปัจจุบันศูนย์เชี่ยวชาญด้านแก้วได้ให้บริการทดสอบภาชนะแก้วบรรจุยาให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ เช่น สภากาชาดไทย กรมปศุสัตว์ 

ซึ่งนอกจากทางศูนย์จะให้บริการในรายการที่ครอบคลุมแล้ว ผลทดสอบยังได้รับความเชื่อถือเนื่องจากเป็นห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลอีกด้วย!!!

แสดงความคิดเห็น

แบ่งปัน

จำนวนคนดู   698  ครั้ง

ผู้สนับสนุน